รับแอปรับแอป

จีนเร่งเครื่อง “AI + Manufacturing” เปลี่ยนโรงงานธรรมดาให้กลายเป็นโรงงานอัจฉริยะ

สุเมธ พรหมทอง01-30

จีนเดินเกมใหญ่ ใช้ AI ปรับโฉมโรงงานทั้งประเทศ

กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) ของจีนประกาศนโยบาย “AI + Manufacturing” อย่างเป็นทางการ วางหมากใช้ AI เข้าไปบูรณาการในระบบการผลิตทั้งประเทศ

เป้าหมายไม่ใช่แค่เป็น “ฐานการผลิตขนาดใหญ่” อีกต่อไป แต่ต้องอัปเกรดขึ้นสู่การเป็น “การผลิตคุณภาพสูง” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล อัลกอริธึม และการตัดสินใจอัจฉริยะในทุกขั้นตอน

จาก Smart Manufacturing สู่โรงงานที่คิดและตัดสินใจได้เอง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนผลักดันแนวคิด “Smart Manufacturing” ด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และอินเทอร์เน็ตอุตสาหกรรม (Industrial Internet) ซึ่งทั้งหมดนี้ทำหน้าที่เสมือน “กล้ามเนื้อ” ของโรงงาน

แต่เมื่อเพิ่ม AI เข้าไป ระบบการผลิตจะไม่ได้แค่ทำตามคำสั่งอีกต่อไป AI จะกลายเป็น “สมอง” ที่เชื่อมทุกกระบวนการเข้าด้วยกัน วิเคราะห์สถานการณ์ และช่วยให้โรงงานตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์

ภายใต้นโยบาย “AI + Manufacturing” จีนต้องการให้ AI เข้าไปมีบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ได้แก่:

  • การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์

  • การจำลองกระบวนการผลิตก่อนลงมือจริง

  • การควบคุมคุณภาพแบบเรียลไทม์

  • การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์

  • การจัดการห่วงโซ่อุปทาน

  • การบริการหลังการขายและซัพพอร์ตลูกค้า

จากเดิมโรงงาน “รอคำสั่ง” → อนาคตโรงงาน “คิด วิเคราะห์ และปรับตัวได้เอง”

เป้าหมายปี 2027: ตั้งระบบนิเวศ AI ครบวงจร

ตามแผนที่วางไว้ ภายในปี 2027 จีนต้องการเห็นภาพที่ชัดเจนของระบบนิเวศ “AI + Manufacturing” ในภาคอุตสาหกรรมหลายสาขา

องค์ประกอบสำคัญที่ถูกผลักดัน ได้แก่:

  • การพัฒนา โมเดล AI สำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะทาง หลายประเภท

  • การสร้าง Industrial Intelligent Agents จำนวนมาก เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวช่วยอัจฉริยะในโรงงาน

  • การจัดตั้ง ชุดข้อมูลอุตสาหกรรมคุณภาพสูง สำหรับใช้ฝึกและทดสอบโมเดล AI

  • การผลักดันให้มีการใช้งานจริงในโรงงาน หลายร้อยแห่งทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ จีนยังจะสร้างระบบสนับสนุนครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาโมเดล AI เฉพาะอุตสาหกรรม การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านกำลังประมวลผล ไปจนถึงการกำหนด มาตรฐานด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของ AI ในการผลิต

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เทคโนโลยี AI ไม่ใช่แค่ “โชว์เคส” แต่สามารถ ใช้งานได้จริงทั้งในโรงงานขนาดใหญ่และธุรกิจ SMEs

ภาครัฐ–เอกชน เดินไปทิศเดียวกัน

เมื่อรัฐบาลประกาศทิศทางชัดเจนว่า “AI + Manufacturing” คือยุทธศาสตร์หลัก ผลที่ตามมาคือภาครัฐและเอกชนมี เข็มทิศเดียวกันในการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยี

นโยบายนี้ไม่เพียงเป็นแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความตั้งใจของจีนที่จะ ผลักดันให้ AI สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ

มิติความมั่นคง: ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ

ยุทธศาสตร์ “AI + Manufacturing” ยังเชื่อมโยงกับประเด็น ความมั่นคงทางอุตสาหกรรม ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับโลก

จีนกำลังเร่งเดินหน้า:

  • พัฒนาชิป AI ของตัวเอง

  • พัฒนาระบบอัลกอริธึมภายในประเทศ

  • สร้างแพลตฟอร์มสำหรับภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

เป้าหมายคือ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ

แทนที่จะเน้นแต่การขยายกำลังผลิตแบบเดิม จีนเลือกใช้ AI เพื่อสร้างระบบที่ ยืดหยุ่น มั่นคง และควบคุมได้มากขึ้น

AI + Manufacturing: เครื่องจักรฉลาดขึ้น ธุรกิจแข่งขันได้มากขึ้น

การนำ AI เข้ามาช่วยขับเคลื่อนกระบวนการผลิต ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีโอกาสยกระดับศักยภาพหลายด้านพร้อมกัน ได้แก่:

  • ลดต้นทุนการผลิต ผ่านการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

  • เพิ่มความแม่นยำและคุณภาพสินค้า ด้วยการตรวจสอบอัตโนมัติแบบเรียลไทม์

  • ตอบสนองตลาดที่หลากหลายได้รวดเร็วขึ้น ทั้งในแง่ดีไซน์และการปรับไลน์ผลิต

ผลลัพธ์คือการแข่งขันในตลาดโลกจะค่อย ๆ ขยับจากการแข่งกันเรื่องราคา ไปสู่การแข่งกันด้าน คุณภาพ เทคโนโลยี และความยืดหยุ่นในการผลิต

โรงงานที่ใช้ AI ได้ดี จะได้เปรียบทั้งในเชิงต้นทุนและนวัตกรรม

พลังการผลิตคุณภาพใหม่ของจีน

เมื่อมองภาพรวม “AI + Manufacturing” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการเทคโนโลยี แต่คือการ รีดีไซน์โครงสร้างการผลิตของทั้งประเทศ

จีนต้องการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “พลังการผลิตคุณภาพใหม่” ซึ่งจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมของตน:

  • แข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว

  • พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

  • พร้อมแข่งขันในสมรภูมิเทคโนโลยีระดับโลก

ในยุคที่ AI กลายเป็นตัวเร่งทุกวงการ นโยบาย “AI + Manufacturing” ของจีนคือสัญญาณชัดเจนว่า ใครควบคุมเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะได้ก่อน คนนั้นจะกำหนดเกมเศรษฐกิจโลกในวันข้างหน้า