ประเทศไทยบนทางแยกใหม่ของข้อมูลและ AI
สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้าวางบทบาทตัวเองเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ
หัวใจสำคัญคือการใช้ แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลระดับชาติ (D2) และโครงการ ThaiLLM ปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทย มาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนภาครัฐ ภาคเอกชน และบริการประชาชน
เป้าหมายไม่ใช่แค่เชื่อมข้อมูลให้ถึงกัน แต่คือการสร้างระบบที่ วิเคราะห์ได้แม่น ตอบสนองวิกฤตได้ไว และเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึง AI ได้อย่างเท่าเทียม
D2: แพลตฟอร์มข้อมูลกลางของประเทศ
BDI วางบทบาทตัวเองเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลระดับชาติ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบในยุคดิจิทัล
ภายใต้แนวคิดนี้จึงเกิด แพลตฟอร์ม Data Integration and Intelligence (D2) หรือแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตร
เชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลข้ามองค์กร
ใช้ข้อมูลเพื่อออก นโยบายแบบมุ่งเป้า
ยกระดับการบริหารจัดการและบริการสาธารณะ
สร้างนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย Data & AI
แพลตฟอร์มนี้ยังช่วยกำหนดมาตรฐานการใช้ข้อมูลร่วมกันให้เป็นระบบและปลอดภัย พร้อมทั้งยกระดับความสามารถการวิเคราะห์และตัดสินใจของภาครัฐให้ทันกับโจทย์ยุคใหม่
ไทม์ไลน์การพัฒนา D2
ปี 2568: ออกแบบมาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมโยงข้อมูล
ปี 2569: เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ
ปี 2570: ขยายบริการด้านปัญญาประดิษฐ์ต่อยอดบนแพลตฟอร์ม
D2 จึงไม่ได้เป็นแค่คลังข้อมูล แต่เป็น “สมองกลาง” ของการตัดสินใจเชิงนโยบายในยุคดิจิทัล
Digital Wall of Resilience: กำแพงดิจิทัลเพื่อรับมือวิกฤต
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของ BDI คือแนวคิด “Digital Wall of Resilience” ซึ่งมองข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ
BDI พัฒนากรอบสถาปัตยกรรมข้อมูลและระบบบูรณาการข้อมูลระดับชาติ เพื่อใช้ในการ:
วิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics)
เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤต
บริหารจัดการภัยคุกคามหลายมิติอย่างเป็นระบบ
ทั้งหมดนี้ยึดหลัก ธรรมาภิบาลข้อมูล อย่างเข้มงวด ทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ภัยที่ต้องเผชิญไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่ความมั่นคง ภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ไปจนถึงสงครามการค้า ซึ่งล้วนต้องใช้ ข้อมูลที่แม่นยำและทันเวลา เป็นฐานในการตัดสินใจ
บทเรียนจากอุทกภัย: เมื่อข้อมูลช่วยชีวิตคนได้จริง
แนวคิด Digital Wall of Resilience ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ แต่ถูกพิสูจน์แล้วในสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา
BDI ได้เชื่อมโยงข้อมูลการแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือจากแพลตฟอร์มภาคประชาชน 13 แหล่ง มารวมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อนและจัดการข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ
ผลลัพธ์คือ:
ทุกหน่วยงานเห็นภาพรวมเดียวกันแบบ Real-Time
สถานะการปิดเคสและการช่วยเหลือถูกตรวจสอบได้ทันที
ข้อมูลถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานภาคีได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ BDI ยังร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการเชื่อมโยงข้อมูลผู้อพยพในศูนย์พักพิง เพื่อให้การช่วยเหลือมีความแม่นยำยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งกรณีคือการพัฒนาระบบตรวจสอบสถานที่จัดเก็บรถที่ถูกเคลื่อนย้ายจากพื้นที่น้ำท่วม โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น กรมการขนส่งทางบก หน่วยงานด้านประกันภัย ตำรวจ และเครือข่ายอาสาสมัคร เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะรถของตัวเองได้อย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
ระบบข้อมูลที่ดีจึงช่วยให้กระบวนการฟื้นฟูหลังวิกฤตเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Digital Wall of Resilience จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านเทคนิค แต่เป็น “ระบบนิเวศความร่วมมือ” ที่ช่วยให้ประเทศรับมือการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคมได้อย่างมีทิศทาง
ThaiLLM: ปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยเพื่อคนไทย
ในด้าน AI ภาษาไทย BDI กำลังผลักดันโครงการ ThaiLLM ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยในรูปแบบ Open Source / Open License
ล่าสุดมีการเผยแพร่:
โมเดลพื้นฐานขนาด 8B พารามิเตอร์
โมเดลขนาด 30B พารามิเตอร์ ที่เพิ่งอัปโหลดเพิ่มเติม
ส่วนโมเดลขนาดใหญ่ที่สุด เตรียมเปิดให้สาธารณะเข้าถึงภายในเดือนมกราคม 2569 โดยโมเดลเหล่านี้ถูกฝึกด้วยข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมสนับสนุน
นี่คือก้าวสำคัญของระบบนิเวศ AI ภาษาไทย ที่จะทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถนำโมเดลไปต่อยอดใช้งานในหลากหลายสาขา ตั้งแต่ธุรกิจ การศึกษา ไปจนถึงบริการสาธารณะ
ขณะนี้มีหลายทีมเริ่มทดลองใช้งาน ThaiLLM แล้ว และคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในระยะใกล้
จุดเริ่มต้นสำคัญ: ThaiLLM ด้านการแพทย์
หนึ่งในกรณีใช้งานแรก ๆ ที่ถูกผลักดันอย่างจริงจังคือ โมเดลเฉพาะทางด้านการแพทย์สำหรับงานคัดกรองอาการ (Medical Screening)
โมเดลนี้พัฒนาโดยทีม ThaiLLM ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและโรงพยาบาลภาครัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อ:
ประเมินคัดกรองอาการเบื้องต้น
แนะนำการดูแลตนเองเบื้องต้นอย่างเหมาะสม
แนะนำการพบแพทย์ตามระดับความเสี่ยง
สำคัญมากคือ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อวินิจฉัยโรค แต่เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้ง่ายขึ้น
ต้นแบบ Chatbot ที่ใช้โมเดลนี้มีแผนจะเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ราวเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วย:
ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งคัดกรองสุขภาพ
บรรเทาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ในขั้นต้น
นี่จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า AI ภาษาไทยสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง เมื่อถูกออกแบบให้ตอบโจทย์สังคม
AI สำหรับทุกคน: หลักสูตรออนไลน์ฟรีเป็นของขวัญปีใหม่
ในฐานะหน่วยงานภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) BDI ยังถือเป็นกลไกหลักในการยกระดับศักยภาพคนไทยด้าน Big Data และ AI
เพื่อตอบโจทย์นี้ BDI เตรียมมอบ “ของขวัญปีใหม่ 2569” ด้วยชุดหลักสูตรออนไลน์ด้านปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบวิดีโอการสอนจำนวน 3 หลักสูตร
เนื้อหาถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนสามารถ:
นำ AI ไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในชีวิตจริง
ประยุกต์ใช้ในการเรียนและการสร้างสรรค์เนื้อหา
ต่อยอดสู่ทักษะใหม่เพื่อการประกอบอาชีพในอนาคต
ที่สำคัญคือ เปิดให้เรียนฟรีทั้งหมด เพื่อให้การพัฒนาทักษะดิจิทัลไม่ใช่เรื่องของคนส่วนน้อย แต่เป็นโอกาสที่ทุกคนเข้าถึงได้
สรุป: จากโครงสร้างพื้นฐานสู่โอกาสใหม่ของคนไทย
หากมองภาพรวม จะเห็นว่า BDI กำลังวางรากฐานสำคัญให้ประเทศในสามมิติหลัก:
โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล (D2): ทำให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้จริง
การรับมือวิกฤต (Digital Wall of Resilience): เปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นเกราะป้องกันประเทศในยามเผชิญภัยคุกคาม
ระบบนิเวศ AI ภาษาไทย (ThaiLLM + หลักสูตรออนไลน์): ทำให้ AI ไม่ใช่เทคโนโลยีไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือที่คนไทยใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลแข็งแรง ระบบรับมือวิกฤตพร้อม และคนมีทักษะดิจิทัลรองรับ ประเทศไทยก็มีโอกาสก้าวสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI อย่างแท้จริง

