รับแอปรับแอป

BDI ปูทางอนาคตไทยด้วย Big Data และ ThaiLLM: จากกำแพงดิจิทัลสู้วิกฤตสู่ AI ที่ทุกคนเข้าถึงได้

ธัญญารัตน์ วิชัย01-30

ประเทศไทยบนทางแยกใหม่ของข้อมูลและ AI

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้าวางบทบาทตัวเองเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ

หัวใจสำคัญคือการใช้ แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลระดับชาติ (D2) และโครงการ ThaiLLM ปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทย มาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนภาครัฐ ภาคเอกชน และบริการประชาชน

เป้าหมายไม่ใช่แค่เชื่อมข้อมูลให้ถึงกัน แต่คือการสร้างระบบที่ วิเคราะห์ได้แม่น ตอบสนองวิกฤตได้ไว และเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึง AI ได้อย่างเท่าเทียม

D2: แพลตฟอร์มข้อมูลกลางของประเทศ

BDI วางบทบาทตัวเองเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลระดับชาติ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบในยุคดิจิทัล

ภายใต้แนวคิดนี้จึงเกิด แพลตฟอร์ม Data Integration and Intelligence (D2) หรือแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตร

  • เชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลข้ามองค์กร

  • ใช้ข้อมูลเพื่อออก นโยบายแบบมุ่งเป้า

  • ยกระดับการบริหารจัดการและบริการสาธารณะ

  • สร้างนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย Data & AI

แพลตฟอร์มนี้ยังช่วยกำหนดมาตรฐานการใช้ข้อมูลร่วมกันให้เป็นระบบและปลอดภัย พร้อมทั้งยกระดับความสามารถการวิเคราะห์และตัดสินใจของภาครัฐให้ทันกับโจทย์ยุคใหม่

ไทม์ไลน์การพัฒนา D2

  • ปี 2568: ออกแบบมาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมโยงข้อมูล

  • ปี 2569: เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ

  • ปี 2570: ขยายบริการด้านปัญญาประดิษฐ์ต่อยอดบนแพลตฟอร์ม

D2 จึงไม่ได้เป็นแค่คลังข้อมูล แต่เป็น “สมองกลาง” ของการตัดสินใจเชิงนโยบายในยุคดิจิทัล

Digital Wall of Resilience: กำแพงดิจิทัลเพื่อรับมือวิกฤต

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของ BDI คือแนวคิด “Digital Wall of Resilience” ซึ่งมองข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ

BDI พัฒนากรอบสถาปัตยกรรมข้อมูลและระบบบูรณาการข้อมูลระดับชาติ เพื่อใช้ในการ:

  • วิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics)

  • เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤต

  • บริหารจัดการภัยคุกคามหลายมิติอย่างเป็นระบบ

ทั้งหมดนี้ยึดหลัก ธรรมาภิบาลข้อมูล อย่างเข้มงวด ทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ภัยที่ต้องเผชิญไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่ความมั่นคง ภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ไปจนถึงสงครามการค้า ซึ่งล้วนต้องใช้ ข้อมูลที่แม่นยำและทันเวลา เป็นฐานในการตัดสินใจ

บทเรียนจากอุทกภัย: เมื่อข้อมูลช่วยชีวิตคนได้จริง

แนวคิด Digital Wall of Resilience ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ แต่ถูกพิสูจน์แล้วในสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา

BDI ได้เชื่อมโยงข้อมูลการแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือจากแพลตฟอร์มภาคประชาชน 13 แหล่ง มารวมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อนและจัดการข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ

ผลลัพธ์คือ:

  • ทุกหน่วยงานเห็นภาพรวมเดียวกันแบบ Real-Time

  • สถานะการปิดเคสและการช่วยเหลือถูกตรวจสอบได้ทันที

  • ข้อมูลถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานภาคีได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ BDI ยังร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการเชื่อมโยงข้อมูลผู้อพยพในศูนย์พักพิง เพื่อให้การช่วยเหลือมีความแม่นยำยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งกรณีคือการพัฒนาระบบตรวจสอบสถานที่จัดเก็บรถที่ถูกเคลื่อนย้ายจากพื้นที่น้ำท่วม โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น กรมการขนส่งทางบก หน่วยงานด้านประกันภัย ตำรวจ และเครือข่ายอาสาสมัคร เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะรถของตัวเองได้อย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

ระบบข้อมูลที่ดีจึงช่วยให้กระบวนการฟื้นฟูหลังวิกฤตเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Digital Wall of Resilience จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านเทคนิค แต่เป็น “ระบบนิเวศความร่วมมือ” ที่ช่วยให้ประเทศรับมือการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคมได้อย่างมีทิศทาง

ThaiLLM: ปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยเพื่อคนไทย

ในด้าน AI ภาษาไทย BDI กำลังผลักดันโครงการ ThaiLLM ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยในรูปแบบ Open Source / Open License

ล่าสุดมีการเผยแพร่:

  • โมเดลพื้นฐานขนาด 8B พารามิเตอร์

  • โมเดลขนาด 30B พารามิเตอร์ ที่เพิ่งอัปโหลดเพิ่มเติม

ส่วนโมเดลขนาดใหญ่ที่สุด เตรียมเปิดให้สาธารณะเข้าถึงภายในเดือนมกราคม 2569 โดยโมเดลเหล่านี้ถูกฝึกด้วยข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมสนับสนุน

นี่คือก้าวสำคัญของระบบนิเวศ AI ภาษาไทย ที่จะทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถนำโมเดลไปต่อยอดใช้งานในหลากหลายสาขา ตั้งแต่ธุรกิจ การศึกษา ไปจนถึงบริการสาธารณะ

ขณะนี้มีหลายทีมเริ่มทดลองใช้งาน ThaiLLM แล้ว และคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในระยะใกล้

จุดเริ่มต้นสำคัญ: ThaiLLM ด้านการแพทย์

หนึ่งในกรณีใช้งานแรก ๆ ที่ถูกผลักดันอย่างจริงจังคือ โมเดลเฉพาะทางด้านการแพทย์สำหรับงานคัดกรองอาการ (Medical Screening)

โมเดลนี้พัฒนาโดยทีม ThaiLLM ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและโรงพยาบาลภาครัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อ:

  • ประเมินคัดกรองอาการเบื้องต้น

  • แนะนำการดูแลตนเองเบื้องต้นอย่างเหมาะสม

  • แนะนำการพบแพทย์ตามระดับความเสี่ยง

สำคัญมากคือ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อวินิจฉัยโรค แต่เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้ง่ายขึ้น

ต้นแบบ Chatbot ที่ใช้โมเดลนี้มีแผนจะเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ราวเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วย:

  • ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งคัดกรองสุขภาพ

  • บรรเทาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ในขั้นต้น

นี่จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า AI ภาษาไทยสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง เมื่อถูกออกแบบให้ตอบโจทย์สังคม

AI สำหรับทุกคน: หลักสูตรออนไลน์ฟรีเป็นของขวัญปีใหม่

ในฐานะหน่วยงานภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) BDI ยังถือเป็นกลไกหลักในการยกระดับศักยภาพคนไทยด้าน Big Data และ AI

เพื่อตอบโจทย์นี้ BDI เตรียมมอบ “ของขวัญปีใหม่ 2569” ด้วยชุดหลักสูตรออนไลน์ด้านปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบวิดีโอการสอนจำนวน 3 หลักสูตร

เนื้อหาถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนสามารถ:

  • นำ AI ไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในชีวิตจริง

  • ประยุกต์ใช้ในการเรียนและการสร้างสรรค์เนื้อหา

  • ต่อยอดสู่ทักษะใหม่เพื่อการประกอบอาชีพในอนาคต

ที่สำคัญคือ เปิดให้เรียนฟรีทั้งหมด เพื่อให้การพัฒนาทักษะดิจิทัลไม่ใช่เรื่องของคนส่วนน้อย แต่เป็นโอกาสที่ทุกคนเข้าถึงได้

สรุป: จากโครงสร้างพื้นฐานสู่โอกาสใหม่ของคนไทย

หากมองภาพรวม จะเห็นว่า BDI กำลังวางรากฐานสำคัญให้ประเทศในสามมิติหลัก:

  • โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล (D2): ทำให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้จริง

  • การรับมือวิกฤต (Digital Wall of Resilience): เปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นเกราะป้องกันประเทศในยามเผชิญภัยคุกคาม

  • ระบบนิเวศ AI ภาษาไทย (ThaiLLM + หลักสูตรออนไลน์): ทำให้ AI ไม่ใช่เทคโนโลยีไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือที่คนไทยใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลแข็งแรง ระบบรับมือวิกฤตพร้อม และคนมีทักษะดิจิทัลรองรับ ประเทศไทยก็มีโอกาสก้าวสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI อย่างแท้จริง