รับแอปรับแอป

Kaikatsu Club รีแบรนด์เน็ตคาเฟ่ญี่ปุ่นให้กลายเป็น ‘บ้านหลังที่สอง’ ของคนยุคสันโดษ

อธิศ วัฒนโชติ01-29

จากมังงะคิสสะสู่เน็ตคาเฟ่: จุดเริ่มต้นของจักรวาล Kaikatsu

หากพูดถึงเน็ตคาเฟ่ญี่ปุ่น หลายคนอาจนึกถึงห้องมืดทึม ควันบุหรี่โขมง และเก้าอี้ที่เต็มไปด้วยเหล่าเกมเมอร์ แต่เส้นทางของธุรกิจนี้จริงๆ แล้วเริ่มจากโลกที่สดใสกว่านั้นมาก

ย้อนไปช่วงทศวรรษ 1970 ที่จังหวัดไอจิ คาเฟ่รูปแบบใหม่ที่ชื่อว่า มังงะคิสสะ ถือกำเนิดขึ้น เพื่อให้ลูกค้านั่งจิบกาแฟไป อ่านการ์ตูนไปแบบไม่อั้น

พอเข้าสู่ยุค 1980 กระแสการ์ตูนเฟื่องฟู ร้านเหล่านี้จึงค่อยๆ ขยับจากคาเฟ่ธรรมดาไปเป็น “สวรรค์ของคนรักมังงะ” อย่างเต็มตัว และนี่เองคือจุดที่แนวคิดสำคัญอย่าง คิดค่าบริการแบบรายชั่วโมง ถูกวางลงเป็นหัวใจของโมเดลธุรกิจ ซึ่งใช้มาจนถึงทุกวันนี้

ทศวรรษ 1990 เมื่ออินเทอร์เน็ตเริ่มแพร่หลาย ร้านมังงะคาเฟ่เริ่มติดตั้งคอมพิวเตอร์ให้บริการ และค่อยๆ กลายร่างเป็น เน็ตคาเฟ่ แบรนด์ใหญ่ทั้งหลายทยอยเข้าสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็น Space Create Jiyu Kukan, Comic Buster, Media Cafe Popeye

ปี 2001 สมาคม Japan Complex Cafe Association (JCCA) ถือกำเนิดขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม ทุกอย่างดูเหมือนกำลังทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด…แต่ก็อยู่ได้ไม่นานนัก

เมื่อโลกออนไลน์ย้ายเข้าโทรศัพท์ แต่คนกลับโหยหาความโดดเดี่ยว

ใครจะคิดว่า เน็ตคาเฟ่ ที่เคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่อับชื้น เต็มไปด้วยควันบุหรี่ เป็นแหล่งรวมเกมเมอร์ หรือแม้แต่ “ที่พักฉุกเฉินราคาถูก” ของผู้ไร้บ้าน จะกลับมามีบทบาทใหม่อีกครั้งในยุคที่ทุกคนมีอินเทอร์เน็ตติดตัวอยู่แล้ว

เรื่องของ Kaikatsu Club (快活CLUB) ไม่ใช่แค่การรีโนเวทร้าน แต่คือภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกของสังคมญี่ปุ่นยุคใหม่ ที่ผู้คนต้องการทั้ง ความสันโดษ (Solitude) และ สมาธิในการทำงาน (Focus) มากกว่าที่เคย

อดีตเน็ตคาเฟ่เคยทำหน้าที่เป็น “ประตูสู่โลกออนไลน์” สำหรับคนที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว หรืออยากหาห้องมืดๆ ไว้เล่นเกมแบบไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ทว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงปี 2010s สมาร์ทโฟนเข้ามายึดทุกพื้นที่ บทบาทนั้นก็ถูกแย่งไปในทันที

สถานการณ์ยิ่งถูกเร่งด้วยโควิด-19 และเทรนด์การทำงานระยะไกล จำนวนเน็ตคาเฟ่ในญี่ปุ่นจึงร่วงจาก 1,916 แห่ง (ปี 2014) เหลือเพียง 1,063 แห่ง (ปี 2024) ขนาดตลาดก็หดจาก 136,100 ล้านเยน เหลือ 110,200 ล้านเยน เท่านั้น

แต่ในความถดถอยของธุรกิจ กลับมีสิ่งหนึ่งที่กำลังเติบโตแบบเงียบๆ นั่นคือ ความต้องการ พื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ที่สงบและมีสมาธิได้จริง ในเมืองใหญ่ที่แออัดและบ้านมีพื้นที่จำกัด

หนึ่งในคนที่ใช้ชีวิตแนบชิดกับเทรนด์นี้คือ มิโอะ สุฮาระ บล็อกเกอร์วัย 54 ปี ที่ค้นพบว่าความสงบและแรงบันดาลใจของเธอมักจะมาพร้อมกาแฟ โซดา และไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟแบบเติมไม่อั้น

เธอมาที่ Kaikatsu Club สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง ใช้บูธส่วนตัวเป็นทั้งที่ทำงาน ที่พักใจ และบางครั้งก็เป็นที่พักค้างคืนเวลาขี่มอเตอร์ไซค์ออกทริปต่างจังหวัด เธอวางแพลนเส้นทางโดยผูกกับสาขาของ Kaikatsu เพราะทั้งถูกกว่าโรงแรม และสะดวกแบบไม่ต้องคิดเยอะ

สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ เน็ตคาเฟ่ไม่ได้เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “บ้านหลังที่สอง” ที่ซื้อได้ด้วยราคาไม่แรง แต่ได้ครบทั้งความสงบ ความเป็นส่วนตัว และความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก

ไม่แปลกที่กลุ่มเป้าหมายหลักของเน็ตคาเฟ่ยุคใหม่จะขยับมาที่

  • ฟรีแลนซ์

  • ผู้ประกอบการรายย่อย

  • พนักงานออฟฟิศที่ทำงานทางไกล

  • คนเมืองที่บ้านคับแคบ แต่อยากมีพื้นที่ของตัวเองสักไม่กี่ชั่วโมง

Kaikatsu CLUB: จากคาราโอเกะเล็กๆ สู่จักรวรรดิคอมเพล็กซ์คาเฟ่

เรื่องน่าทึ่งคือ Kaikatsu CLUB ไม่ได้เริ่มจากเน็ตคาเฟ่เลยด้วยซ้ำ จุดตั้งต้นของอาณาจักรนี้อยู่ที่ธุรกิจคาราโอเกะ

  • 1998: เปิดสาขาแรกภายใต้ชื่อ “Côte d’Azur” ในฐานะร้านคาราโอเกะ

  • 2000: ตั้งบริษัท Côte d’Azur Co., Ltd. อย่างเป็นทางการ

  • 2002: รับโอนธุรกิจคาราโอเกะ 13 สาขาจาก AOKI Holdings พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น Varick Co., Ltd.

เดือนกรกฎาคมปี 2003 ร้าน Kaikatsu CLUB สาขาแรกจึงเปิดตัวอย่างจริงจัง ก่อนจะเริ่มขยายสาขาแบบรัวๆ และย้ายสำนักงานใหญ่ไปเขต Tsuzuki เมืองโยโกฮามาในปี 2005 ปีเดียวกันนั้นยังรับโอนคาเฟ่แบบผสมผสาน (Complex Café) เพิ่มอีก 58 สาขาจาก AOKI

  • 2008: กลายเป็นบริษัทย่อยที่ AOKI Holdings ถือหุ้นทั้งหมด

  • 2014: จำนวนสาขาทะลุ 400 แห่ง

  • 2016: แตะ 500 สาขา

  • 2019: เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Kaikatsu Frontier Co., Ltd. และเปิดธุรกิจฟิตเนส 24 ชั่วโมง FiT24 ภายใต้เครือเดียวกัน

  • 2020–2021: จำนวนสาขาทั่วประเทศทะลุ 600 ก่อนจะครบทั้ง 47 จังหวัด และทำสถิติพุ่งเกิน 700 สาขาในปลายปี 2021

พูดได้ว่าความสำเร็จของ Kaikatsu CLUB ถูกปูจากรากฐานธุรกิจในเครือ Côte d’Azur และ AOKI Group (กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เริ่มจากร้านสูทชาย ก่อนขยายมาสู่บริการไลฟ์สไตล์ครบวงจร)

วันนี้ Kaikatsu CLUB ไม่ใช่แค่เน็ตคาเฟ่ แต่เป็น คอมเพล็กซ์คาเฟ่ครบวงจร ที่ผสานประสบการณ์หลากหลายไว้ในที่เดียว

  • มังงะคาเฟ่

  • อินเทอร์เน็ตคาเฟ่

  • คาราโอเกะ

  • ฟิตเนส 24 ชั่วโมง

  • ห้องพักส่วนตัวพร้อมห้องน้ำในตัวในบางสาขา

ทั้งหมดนี้ทำให้ Kaikatsu CLUB กลายเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ที่ใหญ่ และประสบความสำเร็จที่สุดในญี่ปุ่นปัจจุบัน

จากพื้นที่สลัวของเกมเมอร์และคนไร้บ้าน สู่พื้นที่สะอาด สว่าง และเป็นมิตรกับผู้หญิงในยุคดิจิทัล

พลิกภาพจำเน็ตคาเฟ่ให้กลายเป็นที่พักใจของคนเมือง

ในขณะที่เน็ตคาเฟ่จำนวนมากทยอยหายไปจากแผนที่ Kaikatsu Club กลับเป็นแบรนด์ที่ทั้ง “รอด” และ “รุ่ง” เพราะกล้าตัดสินใจรีแบรนด์ตัวเองจากแค่ที่พักข้ามคืนราคาถูก ไปสู่การเป็น พื้นที่ทำงานและพักผ่อนที่ปลอดภัย สะอาด และมีความเป็นส่วนตัวสูง

สาขาใกล้สถานีอากิฮาบาระในโตเกียวคือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ที่นี่มี

  • ระบบเช็กอินอัตโนมัติ

  • ห้องส่วนตัวแบบล็อกได้

  • เครื่องดื่มฟรีแบบเติมไม่อั้น

  • ห้องอาบน้ำแยกชายหญิง

  • ชั้นบนตกแต่งสไตล์บาหลี พร้อมห้องปาเป้าให้เล่น

บรรยากาศที่ได้คือความผ่อนคลายแบบสบายๆ แต่เกินกว่าคาเฟ่ทั่วไปไปหลายระดับ

ค่าบริการห้องส่วนตัวก็ถูกออกแบบมาให้ “เข้าถึงได้”

  • ประมาณ 950 เยน/ชั่วโมง

  • หรือ 2,970 เยน/6 ชั่วโมง

  • หากพักยาว 24 ชั่วโมงอยู่ที่ราว 7,720 เยน

เมื่อเทียบกับโรงแรมในเมืองใหญ่ ราคานี้ถือว่าดึงดูดมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการแค่ที่นั่งทำงานและเตียงงีบแบบปลอดภัยสักคืน

นักวิจัยจาก NLI Research Institute ยอมรับว่าภาพลักษณ์ด้านลบของเน็ตคาเฟ่ยังคงหลงเหลืออยู่ในสังคม แต่ Kaikatsu Club กำลังค่อยๆ ลบภาพนั้นด้วยการสร้างบรรยากาศ สะอาด สว่าง เป็นมิตร และเน้นการบริการที่ดูแลลูกค้าเหมือนเป็นแขกประจำ ไม่ใช่คนผ่านทาง

แม้ต้องแข่งขันกับ Co-working space ระดับโลกอย่าง WeWork แต่จุดยืนของ Kaikatsu ชัดเจนมาก คือการจับกลุ่มคนที่ต้องการ

  • ราคาย่อมเยา

  • คุณภาพบริการคุ้มค่า

  • โลเกชั่นติดย่านการค้าและสถานีรถไฟ

กลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ นักเรียน ฟรีแลนซ์ พนักงานบริษัท และนักเดินทางสายลุยเดี่ยว ที่ต้องการพื้นที่สงบแบบ “เข้าได้ทุกเวลา ไม่เกร็ง ไม่แพงเกินไป”

3 กลยุทธ์ที่ทำให้ Kaikatsu ชนะเกมรีแบรนด์เน็ตคาเฟ่

การเปลี่ยนภาพเน็ตคาเฟ่จาก “แหล่งมั่วสุม” ไปเป็น “พื้นที่ทำงานและพักผ่อนที่ปลอดภัย” ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแค่ทาสีใหม่ แต่เกิดจากกลยุทธ์สำคัญ 3 ข้อที่ชัดเจนมาก

1. ดันความเป็นส่วนตัวให้สุด

หัวใจข้อแรกคือการเปลี่ยนจากคูหาเปิดโล่ง ไปสู่ ห้องส่วนตัวแบบล็อกได้ (Lockable Private Rooms) ที่เปิดตัวในปี 2018 และกลายเป็นจุดพลิกเกมของธุรกิจ

หลังโควิด-19 ความต้องการห้องที่สามารถใช้ประชุมออนไลน์แบบไม่ต้องกลัวเสียงรบกวน หรือสายตาจากคนแปลกหน้า พุ่งสูงอย่างเห็นได้ชัด เน็ตคาเฟ่รูปแบบใหม่จึงตอบโจทย์ทั้งคนทำงาน นักเรียน และนักเดินทางที่ต้องเชื่อมต่อกับโลกแบบเป็นส่วนตัว

2. เติมฟีเจอร์ให้ครบจนลืมไปว่านี่คือเน็ตคาเฟ่

Kaikatsu Club รู้ดีว่าหากอยากยืนเคียงข้างธุรกิจโรงแรม คาเฟ่ หรือโคเวิร์กกิ้งสเปซ สิ่งอำนวยความสะดวกต้อง “แน่นและเนียน” กว่าเดิมหลายเท่า

ตัวอย่างบริการที่ถูกยกระดับให้กลายเป็นจุดขาย ได้แก่

  • ห้องอาบน้ำฟรี

  • เครื่องดื่มและซอฟต์เสิร์ฟแบบเติมได้ไม่จำกัด

  • ห้องปาเป้าและมุมกิจกรรมผ่อนคลาย

  • การตกแต่งที่สะอาด สว่าง มีธีมชัดเจน เช่น ธีมบาหลีบนชั้นดาดฟ้า

ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพจำเรื่อง “เน็ตคาเฟ่เหม็น กลิ่นบุหรี่แรง” ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยภาพของ “โอเอซิสกลางเมือง” ที่เดินเข้ามาแล้วรู้สึกสบายตัวและสบายใจ

3. ย้ำเรื่องความปลอดภัย และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ผู้หญิงก็กล้าเข้า

อีกจุดหักเหสำคัญคือการจัดการเรื่องความปลอดภัยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาพจำในอดีตที่ว่าเน็ตคาเฟ่เป็นพื้นที่เสี่ยงและสกปรก

มาตรการสำคัญ เช่น

  • บังคับให้ผู้ใช้บริการครั้งแรกต้องลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชน

  • ยกระดับความสะอาดทุกมุม เพื่อสลายภาพ “แหล่งอาชญากรรม” ในสายตาสังคม

  • พยายามดึงลูกค้าผู้หญิงให้มากขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ 24.5% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 35% ในระยะกลาง

  • ตั้งเป้ารักษาอัตราเข้าพักที่ 60% อย่างยั่งยืน

เมื่อผู้หญิงกล้าใช้บริการมากขึ้น ธุรกิจไม่เพียงได้ฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น แต่ยังได้ “ตรารับรองทางสังคม” ว่านี่คือพื้นที่ที่ปลอดภัยจริงๆ

สำหรับลูกค้าประจำหลายคน เน็ตคาเฟ่แบบใหม่อย่าง Kaikatsu ไม่ได้เป็นแค่ที่ทำงาน แต่มันคือ “บ้านพักตากอากาศราคาย่อมเยา” ที่ใช้แทนโรงแรมระหว่างเดินทางได้สบายๆ เพราะมีทุกอย่างครบในราคาที่จับต้องได้

ตัวเลขไม่โกหก: เน็ตคาเฟ่ที่รู้จักรีเซ็ตตัวเอง

เรื่องราวของ Kaikatsu Club ในฐานะผู้นำตลาดด้วย 496 สาขา และรายได้ที่เติบโตจาก 48,570 ล้านเยน (ปี 2021) เป็น 72,580 ล้านเยน (ปี 2025) หรือราว 10,200 ล้านบาท สู่ 15,242 ล้านบาท ไม่ได้เป็นแค่ความสำเร็จของแบรนด์เดียว แต่คือเคสศึกษาให้ทั้งเจ้าของกิจการและคนทำธุรกิจยุคใหม่

บทเรียนสำคัญที่ซ่อนอยู่ ได้แก่

  • อย่าปล่อยให้ภาพลักษณ์เก่าฆ่าโอกาสในอนาคต
    ต่อให้ธุรกิจเคยมีชื่อเสียงที่ไม่ดี หากกล้าลงทุนปรับมาตรฐานและบริการอย่างจริงจัง ภาพจำในใจลูกค้าก็เปลี่ยนได้

  • นิยามคุณค่าใหม่ให้ตรงยุค
    เดิมทีเน็ตคาเฟ่คือ “ที่สำหรับเข้าถึงอินเทอร์เน็ต” แต่ลูกค้ายุคนี้ไม่ได้ขาดเน็ตอีกต่อไป สิ่งที่ขาดคือ พื้นที่ส่วนตัวที่ยืดหยุ่นเรื่องเวลาและค่าใช้จ่าย การรีโพสิชันตัวเองไปเป็น “พื้นที่อเนกประสงค์สำหรับทำงานส่วนตัว” คือหมากที่เฉียบคมมาก

  • ความเป็นส่วนตัวคือพรีเมียมรูปแบบใหม่
    ยุคที่ทุกอย่างออนไลน์ตลอดเวลา คนเริ่มยอมจ่ายเพื่อซื้อ “เวลาที่ตัดขาดจากความวุ่นวาย” และ “มุมเล็กๆ ที่มีสมาธิได้จริง” นี่คือเหตุผลที่ Kaikatsu ขยายสาขาขนาดเล็ก (ราว 200 ตร.ม. ใกล้เคียงร้านกาแฟใหญ่หรือมินิมาร์ต) ใกล้สถานีรถไฟ โดยโฟกัสห้องล็อกได้เป็นหลัก

บางสาขายังมีฟิตเนสให้บริการในที่เดียว เช่น Higashihiroshima Saijo, Wakayama Iwade, Fujisawa Rokukai ทำให้ที่นี่กลายเป็น lifestyle base ที่ใช้ได้ทั้งออกกำลังกาย ทำงาน และพักผ่อน

คอมเพล็กซ์คาเฟ่ 24 ชั่วโมง ที่สร้างแบรนด์ด้วยสีและบรรยากาศ

สิ่งที่ทำให้ Kaikatsu Club โดดเด่นในสายตาคนญี่ปุ่นอีกอย่างคือ การสร้างแบรนด์ผ่านสีและบรรยากาศหน้าร้าน จนแทบไม่ต้องพึ่งโฆษณาหนักๆ

เอกลักษณ์ของ Kaikatsu คือเชนคอมเพล็กซ์คาเฟ่ที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมง ตลอดปี พร้อมโทนสี ส้ม–ดำ ที่เห็นปุ๊บก็จำได้ทันที

  • สีส้มสด: ให้ความรู้สึกอบอุ่น มีชีวิตชีวา กระตุ้นพลัง

  • สีดำ: เสริมภาพลักษณ์ให้ดูมั่นคง ทันสมัย และน่าเชื่อถือ

เมื่อจับสองสีนี้มารวมกัน ภาพที่ได้คือแบรนด์ที่ทั้งสบาย เป็นกันเอง แต่ก็ไม่ดูเลอะเทอะหรือไร้ระเบียบ เหมาะกับแนวคิดของพื้นที่พักผ่อนที่พร้อมต้อนรับตลอดวันและทั้งคืน

ตัวอักษร 快活CLUB ถูกออกแบบให้เรียบง่าย หนา ชัด บนพื้นดำ คำว่า 快活 ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง “สดชื่น ร่าเริง มีชีวิตชีวา” ซึ่งสะท้อนคาแรกเตอร์แบรนด์ได้คมชัดแบบไม่ต้องตีความเยอะ

เมื่อเดินผ่านหน้าร้าน เราจะเห็น

  • ป้ายไฟสีส้มที่ส่องสว่างตลอดทั้งคืน

  • ป้ายโปรโมชันหน้าร้านที่เรียงรายแบบจัดเต็ม

  • แสงจากภายในร้านที่สว่างจนตัดกับความมืดของเมืองในยามดึก

ทุกองค์ประกอบเหมือนส่งสารเดียวกันว่า “ที่นี่พร้อมต้อนรับคุณเสมอ” ไม่ว่าคุณจะมานั่งอ่านการ์ตูน ทำงาน ส่งเดดไลน์ งีบหลับระหว่างทริป หรือแค่อยากหลบหนีโลกภายนอกชั่วคราวก็ตาม

ในยุคที่คนเชื่อมต่อกับโลกทั้งวัน แต่กลับหา “มุมสงบ” ได้ยาก เน็ตคาเฟ่ญี่ปุ่นยุคใหม่แบบ Kaikatsu Club จึงไม่ใช่แค่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป แต่กลายเป็น สัญลักษณ์ของการพลิกเกมธุรกิจ ที่อ่านความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ลึก และกล้าพลิกจุดอ่อนให้กลายเป็นจุดแข็งอย่างน่าประทับใจ

สำหรับคนชอบอ่านการ์ตูน Kaikatsu คือการอัปเลเวลจาก “มังงะคิสสะในยุคโชวะ” สู่ สเปซลับยุคเรวะ ที่คุณจะอ่านมังงะได้ยาวๆ ทำงานได้จริง และนอนต่อได้แบบไม่ต้องย้ายที่ — ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในห้องเล็กๆ ที่คุณถือกุญแจอยู่คนเดียว