อยากเริ่มดู Apple TV+ ต้องเริ่มจากเรื่องไหนดี?
ถ้าพูดถึงแพลตฟอร์มสตรีมมิง หลายคนอาจจะนึกถึง Netflix, Disney+ หรือ Prime Video ก่อนเสมอ แต่จริง ๆ แล้ว Apple TV+ คืออีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่เน้นคุณภาพแบบจัดเต็มทุกเรื่อง คอนเทนต์ไม่เยอะล้นจนเลือกไม่ไหว แต่คัดมาเน้น ๆ แบบที่คนดูสายคุณภาพต้องลองให้ได้สักครั้ง
ถ้าคุณกำลังลังเลว่าจะสมัครดีไหม หรือไม่แน่ใจว่า Apple TV+ มีอะไรให้ดูบ้าง ลองเริ่มจาก 5 หนังและซีรีส์ด้านล่างนี้ได้เลย รับรองว่ากด Play แล้วมีต่ออีพีต่อไปแบบไม่รู้ตัวแน่นอน
1. Ted Lasso – ซีรีส์ฟุตบอลที่แอบสอนเรื่องชีวิตแบบเนียน ๆ
แค่ชื่อก็อาจทำให้หลายคนคิดว่า “Ted Lasso” เป็นซีรีส์กีฬาเบาสมองทั่ว ๆ ไป แต่พอดูจริงแล้วจะรู้เลยว่า นี่คือซีรีส์ Feel-Good ที่โอบกอดคนดูแบบเต็ม ๆ
เรื่องราวเล่าถึงโค้ชอเมริกันฟุตบอลจากฝั่งสหรัฐที่แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฟุตบอลอังกฤษเลย แต่กลับถูกดึงตัวให้มาคุมทีมพรีเมียร์ลีกที่กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ ฟังดูเหมือนสูตรสำเร็จ แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้พิเศษคือการใช้คาแรกเตอร์ของ Ted ค่อย ๆ เปลี่ยนทั้งทีม ทั้งสโมสร ไปจนถึงคนรอบตัวแบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
จุดเด่นของ Ted Lasso คือบรรยากาศอบอุ่นและพลังบวกที่หาได้ยากในยุคที่ซีรีส์ส่วนใหญ่มักจะหม่น ดาร์ก และตึงเครียด ตัวละครแต่ละคนเต็มไปด้วยข้อบกพร่องและบาดแผล แต่กลับน่ารักและชวนเอาใจช่วยอย่างประหลาด โดยเฉพาะ Ted ที่ Jason Sudeikis แสดงได้อย่างมีเสน่ห์จนคว้ารางวัล Emmy สาขานักแสดงนำชายในซีรีส์คอมเมดี้ไปครอง
บทสนทนาในเรื่องก็ไม่ธรรมดา เต็มไปด้วยมุกตลกและประโยคคม ๆ ที่ฟังแล้วอยากจดเก็บไว้ ไม่ว่าจะเป็นวลี “Be a goldfish” หรือ “Football is life” ที่กลายเป็นประโยคฮิตในวัฒนธรรมป๊อปไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับแง่คิดเชิงปรัชญาที่สอดแทรกอย่างแยบยล ดูจบแล้วเหมือนได้รีเซ็ตมุมมองชีวิตตัวเองไปด้วย
2. Severance – เมื่อชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวถูกแยกออกจากกันจริง ๆ
ถ้าถามว่า Apple TV+ มีเรื่องไหนที่สายจิตวิทยา-ไซไฟต้องดูให้ได้ ชื่อของ “Severance” ต้องติดอันดับต้น ๆ แน่นอน ซีรีส์เรื่องนี้กำกับโดย Ben Stiller แต่มาในโทนจริงจังและหลอนจิตมากกว่าที่หลายคนคาดคิด
แก่นของเรื่องคือคอนเซปต์สุดหลอนเกี่ยวกับบริษัทลึกลับที่ใช้เทคโนโลยีแยกความทรงจำของพนักงานออกเป็นสองส่วนอย่างสิ้นเชิง คือความทรงจำตอนทำงาน และความทรงจำในชีวิตส่วนตัว พอเดินเข้าออฟฟิศ คุณจะกลายเป็นอีกคนไปเลย ไม่จำอะไรนอกเหนือจากงาน ส่วนตอนกลับบ้าน ก็จะจำอะไรที่ทำในออฟฟิศไม่ได้เลย
งานภาพของ Severance โดดเด่นมากด้วยสไตล์แบบ Minimalist ให้ฟีลคล้าย “Black Mirror” ผสม “The Twilight Zone” ฉากเรียบ ๆ แต่เต็มไปด้วยดีเทลที่น่าจับตามอง สีโทนเย็น การจัดองค์ประกอบที่เป๊ะและสมมาตร ช่วยสร้างความรู้สึกแปลกแยกและกดดันได้อย่างทรงพลัง
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นคือ การสะท้อนสังคมทุนนิยมและชีวิตมนุษย์เงินเดือน ที่ถูกลดทอนให้เหลือแค่ฟันเฟืองในเครื่องจักรขนาดใหญ่ การแบ่งแยกระหว่างตัวตนที่ทำงานกับตัวตนที่บ้านกลายเป็นอุปมาอุปไมยถึงชีวิตยุคใหม่ที่เราแยกบทบาทตัวเองออกเป็นส่วน ๆ จนบางครั้งไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเราเป็นใครกันแน่
3. Pachinko – ดราม่าหลายรุ่นคนที่เล่าประวัติศาสตร์เอเชียแบบถึงใจ
ใครที่ชอบซีรีส์ดราม่าเข้มข้นและมีมิติทางประวัติศาสตร์ “Pachinko” คือผลงานที่ไม่ควรเลื่อนผ่าน สร้างจากนิยายชื่อดังของ Min Jin Lee เล่าเรื่องราวครอบครัวเกาหลีที่ต้องฝ่าฟันความยากลำบากตั้งแต่ยุคที่ญี่ปุ่นปกครอง ไปจนถึงการอพยพไปตั้งรกรากในอเมริกา
โครงสร้างการเล่าเรื่องใช้วิธีตัดสลับช่วงเวลา ทำให้เราได้เห็นผลกระทบของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์ แต่คือแผลในหัวใจของคนในครอบครัวที่ต้องแบกรับมันเอาไว้
ด้านโปรดักชันของ Pachinko คือระดับที่เรียกว่าอลังการและละเอียดสุด ๆ ตั้งแต่คอสตูม ฉาก ไปจนถึงมุมกล้อง ทุกอย่างช่วยให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปอยู่ในยุคนั้นจริง ๆ การสลับเล่าเรื่องระหว่างปี 1915 กับปี 1989 แม้จะซับซ้อนแต่ก็ถูกออกแบบมาอย่างลื่นไหล ทำให้เราตามทันและอินกับตัวละครได้ไม่ยาก
Pachinko ไม่ได้เป็นแค่ซีรีส์ประวัติศาสตร์ แต่มันคือดราม่าระดับภาพยนตร์ ที่ใช้ภาพและเสียงส่งอารมณ์ออกมาได้แบบจัดเต็ม ถ่ายทอดความแข็งแกร่งของมนุษย์ที่ลุกขึ้นสู้ท่ามกลางความอยุติธรรมและความผันผวนทางการเมือง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจเลยที่นักวิจารณ์ทั่วโลกจะพร้อมใจกันเทคะแนนให้
4. Killers of the Flower Moon – หนังอาชญากรรมที่ย้อนแผลลึกในประวัติศาสตร์อเมริกา
เมื่อ Martin Scorsese จับมือกับ Apple TV+ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ “Killers of the Flower Moon” ที่หลายคนยกให้เป็นอีกหนึ่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเขา ดัดแปลงจากหนังสือของ David Grann เล่าเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับการฆาตกรรมชาวอินเดียนแดงเผ่า Osage ในยุค 1920 หลังจากมีการค้นพบน้ำมันบนผืนดินของพวกเขา
ด้วยความยาวกว่า 3 ชั่วโมง หนังเรื่องนี้ไม่ได้มาเล่น ๆ Scorsese ใส่รายละเอียดลงไปแทบทุกเฟรมเพื่อสร้างงานที่ทั้งสมจริงและกดดัน จนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์หลายสาขา และย้ำอีกครั้งว่าทำไมชื่อของเขายังถูกยกให้เป็นหนึ่งในผู้กำกับระดับตำนาน
เรื่องราวโฟกัสไปที่ Ernest Burkhart ที่รับบทโดย Leonardo DiCaprio ชายผิวขาวที่แต่งงานกับ Mollie หญิงสาวชาว Osage ซึ่งแสดงโดย Lily Gladstone ทว่าเขากลับเข้าไปมีส่วนร่วมในแผนสกปรกของลุงตัวเอง William Hale (Robert De Niro) เพื่อฮุบสิทธิ์ในทรัพย์สินน้ำมันของชาวพื้นเมือง
DiCaprio ถ่ายทอดตัวละครที่ถูกฉีกกลางระหว่างความรัก ความโลภ และความทะเยอทะยานได้อย่างลึกถึงระดับจิตใจ ขณะที่ Scorsese เลือกเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ไม่แต่งเติมให้สวยงาม เพื่อให้คนดูได้เผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายของประวัติศาสตร์อเมริกา
นี่ไม่ใช่แค่หนังอาชญากรรมลุ้นระทึกบน Apple TV+ แต่มันคือการขุดรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำและการเหยียดเชื้อชาติ ที่ยังทิ้งร่องรอยมาถึงสังคมปัจจุบัน

5. Tetris – จากเกมบล็อกสุดง่ายสู่เรื่องจริงสุดเดือด
ชื่อ “Tetris” อาจทำให้หลายคนคิดถึงเกมต่อบล็อกชิล ๆ ที่เคยเล่นกันตอนเด็ก แต่เบื้องหลังเกมหน้าตาเรียบง่ายนี้กลับเต็มไปด้วยดราม่า การเจรจาต่อรอง และการชิงไหวชิงพริบแบบเข้มข้นเกินคาด ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาในภาพยนตร์ชื่อเดียวกันบน Apple TV+
หนังเล่าเรื่องจริงเบื้องหลังการพาเกมระดับตำนานจากโซเวียตสู่สายตาผู้เล่นทั่วโลก ผ่านมุมมองของ Henk Rogers (Taron Egerton) นักธุรกิจลูกครึ่งดัตช์-อเมริกัน ที่ต้องบินลุยไปยังโซเวียตในยุคสงครามเย็น เพื่อเจรจาลิขสิทธิ์กับผู้สร้างเกมตัวจริงอย่าง Alexey Pajitnov
สไตล์การเล่าเรื่องคือการผสมกันระหว่างหนังธุรกิจ หนังสายลับ และดราม่าประวัติศาสตร์แบบลงตัว แม้จะมีการดัดแปลงบางเหตุการณ์เพื่อให้สนุกและลุ้นขึ้น แต่โครงหลักของเรื่องยังคงอิงกับความจริง โดยเฉพาะภาพบรรยากาศช่วงท้ายยุคโซเวียตที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
Taron Egerton แบกเรื่องได้อย่างสบาย ถ่ายทอดความบ้าบิ่น ความฉลาด และความมุ่งมั่นของ Henk ได้แบบมีเสน่ห์สุด ๆ ขณะที่ Nikita Efremov ซึ่งรับบท Alexey Pajitnov ก็ช่วยเติมมิติให้ความสัมพันธ์ของสองตัวละครนี้น่าจดจำมากขึ้น กลายเป็นมิตรภาพท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมืองที่ดูแล้วทั้งลุ้น ทั้งอบอุ่นไปพร้อมกัน
แล้วบน Apple TV+ ยังมีอะไรให้ดูอีก?
นอกจาก 5 เรื่องนี้แล้ว บน Apple TV+ ยังมีคอนเทนต์ดี ๆ อีกเพียบ ทั้งซีรีส์ สารคดี และภาพยนตร์ที่เน้นความพิถีพิถันด้านโปรดักชันและบทเป็นหลัก ใครที่ชอบแนวคัดแล้วคัดอีก เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ บอกเลยว่าแพลตฟอร์มนี้ตอบโจทย์มาก
และถ้าอยากดื่มด่ำกับภาพสวย ๆ และงานโปรดักชันแบบเต็มศักยภาพ การมี Apple TV 4K ติดบ้านสักเครื่องก็ยิ่งช่วยให้ประสบการณ์การดูสนุกขึ้นไปอีกขั้น รองรับภาพระดับ 4K HDR และระบบเสียงอย่าง Dolby Atmos ทำให้ทั้ง 5 เรื่องที่แนะนำไปยิ่งน่าดูแบบห้ามกะพริบตา
สรุป: ถ้ากำลังหาเหตุผลสมัคร Apple TV+ ทั้ง 5 เรื่องนี้คือคำตอบ
ไม่ว่าคุณจะเป็นสายดราม่าประวัติศาสตร์ สายจิตวิทยา สายหนังอาชญากรรม หรือสาย Feel-Good เบาสมองแบบอุ่นหัวใจ Apple TV+ มีเรื่องให้เลือกโดนใจครบแทบทุกอารมณ์
อยากได้กำลังใจดี ๆ จากคนบ้าพลังบวก → ลองเริ่มที่ Ted Lasso
ชอบงาน Mind-bending จิตหลุดโลกทำเอานั่งไม่ติดเก้าอี้ → Severance รออยู่
อินกับเรื่องครอบครัวและประวัติศาสตร์ใหญ่ ๆ → Pachinko คือคำตอบ
ชอบงานกำกับระดับตำนานกับเนื้อหาเข้มข้น → ห้ามพลาด Killers of the Flower Moon
สนใจเรื่องเบื้องหลังโลกเกมและสงครามเย็น → ต้องจัด Tetris ให้จบ
เลือกเรื่องที่ใช่ แล้วลองกด Play บน Apple TV+ สักเรื่อง คุณอาจจะค้นพบแพลตฟอร์มดูหนังและซีรีส์โปรดใหม่แบบไม่รู้ตัวเลยก็ได้

