เปลี่ยนองค์กรให้ทันยุคดิจิทัลด้วย Disruptive Technology และ AI
การประชุมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “การใช้ Disruptive Technology และ AI ในการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในองค์กร” จัดขึ้นเพื่อชูแนวคิดว่า เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริม แต่คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่
ภายในงาน มีการนำเสนอ เป้าหมาย ทิศทาง และแนวโน้มเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล โดยตัวแทนจากสายงานสารสนเทศ วิศวกรรม แพทยศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัย รวมถึงผู้แทนจากธุรกิจ Start up และ Health Tech Company หลากหลายองค์กร มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์
เป้าหมายของเวิร์กช็อป: ไม่ใช่แค่รู้ แต่ต้อง “ใช้เป็นและใช้คุ้ม”
การจัดประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการ ยกระดับความเข้าใจด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่และ AI ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้ทุกส่วนงานมองเห็นภาพร่วมกันว่า เทคโนโลยีสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการได้อย่างไร
หัวใจสำคัญของเวิร์กช็อปคือการ
ส่งเสริมให้บุคลากรเข้าใจการใช้ Disruptive Technology และ AI อย่างถูกทิศทาง
แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากการนำเทคโนโลยีไปใช้ในหน่วยงานด้านการแพทย์ วิศวกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ
สร้างแนวคิดร่วมกันในการออกแบบบริการที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลและผู้ใช้บริการรุ่นใหม่
เป้าหมายไม่ได้หยุดแค่การพูดคุยเชิงทฤษฎี แต่เน้นการต่อยอดให้เกิดการปรับใช้จริงในองค์กร
สร้างบริการยุคใหม่ให้ตอบโจทย์ดิจิทัลและยั่งยืน
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุม คือการวางแนวทางให้หน่วยงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย สามารถ
ปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในให้รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น
ออกแบบบริการที่ตอบโจทย์ผู้รับบริการทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย
ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เป้าหมายระยะยาว คือการสร้างผลลัพธ์ที่ ยั่งยืน (Sustainable Outcomes) ไม่ใช่แค่การทดลองใช้เทคโนโลยีแบบชั่วคราว แต่เป็นการปรับวัฒนธรรมการทำงานให้เดินหน้าไปพร้อมโลกดิจิทัล
เทคโนโลยีคีย์เวิร์ด: IoT, Big Data, Cloud และ AI
เวิร์กช็อปนี้ไม่ได้พูดถึง AI แบบลอย ๆ แต่เจาะลึกไปถึง เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็นรากฐานของการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัล เช่น
Internet of Things (IoT): การเชื่อมต่ออุปกรณ์และเซนเซอร์ เพื่อเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์จากหน่วยงานหรือพื้นที่ต่าง ๆ
Big Data: การจัดเก็บ วิเคราะห์ และดึงคุณค่าจากข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อใช้วางกลยุทธ์หรือปรับปรุงบริการ
Cloud Computing: การย้ายระบบและบริการขึ้นคลาวด์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ความปลอดภัย และรองรับการขยายตัวในอนาคต
เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ทำงานร่วมกับ AI ก็จะช่วยให้องค์กรสามารถ
วิเคราะห์แนวโน้ม ปัญหา และโอกาสได้รวดเร็วขึ้น
ลดงานซ้ำ งานเอกสาร และงานที่ใช้แรงคนจำนวนมาก
ยกระดับการให้บริการให้เป็นแบบอัจฉริยะและตอบสนองแบบทันที (Real-time)
นี่คือภาพขององค์กรที่ไม่ได้แค่ “ใช้คอมพิวเตอร์” แต่ใช้ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์
พลังของความร่วมมือ: มหาวิทยาลัย x Start up x Health Tech
อีกจุดเด่นของการประชุมครั้งนี้ คือการเปิดพื้นที่ให้ ภาคการศึกษาและภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech) ได้มาเจอกันในเวทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นบริษัท Start up หรือองค์กรเทคโนโลยีที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและดิจิทัล
การแลกเปลี่ยนจากหลากหลายมุมมองช่วยให้ผู้เข้าร่วม
เห็นตัวอย่างการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในภาคธุรกิจและการแพทย์
เข้าใจ Pain Point ที่เทคโนโลยีสามารถเข้าไปช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
มองเห็นโอกาสของการพัฒนาโครงการร่วม หรือการต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้งานจริง
เมื่อโลกวิชาการจับมือกับโลกธุรกิจ นวัตกรรมด้าน AI และ Health Tech ก็มีโอกาสเดินหน้าเร็วขึ้นหลายเท่า
ก้าวต่อไปขององค์กรที่อยากใช้ AI ให้ได้ผลจริง
จากภาพรวมของการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ สะท้อนชัดว่า การนำ Disruptive Technology และ AI มาใช้ในองค์กร ไม่ใช่แค่ตามเทรนด์ แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของระบบบริการทั้งหมด
องค์กรที่อยากเดินตามเส้นทางนี้จำเป็นต้อง
สร้างความเข้าใจร่วมกันในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงบุคลากรหน้างาน
มีวิสัยทัศน์ระยะยาว ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และบุคลากร
เปิดรับความร่วมมือจากพันธมิตรภายนอก ทั้งภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และเครือข่ายวิชาการ
เมื่อเทคโนโลยี AI, IoT, Big Data และ Cloud ไม่ได้เป็นแค่คำศัพท์บนสไลด์ แต่ถูกนำมาใช้จริงในงานประจำวัน บริการขององค์กรก็จะพัฒนาไปสู่รูปแบบที่ชาญฉลาด มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

