รับแอปรับแอป

รวมที่สุด AI สำหรับสถาปนิก: จากสเก็ตช์ดิบสู่โมเดลโปรเจกต์มืออาชีพในเวลาไม่กี่นาที

สกล วิริยะกิจ01-31

AI เปลี่ยนงานสถาปนิกจากหนักสมองเป็นงานฉลาด

ยุคที่สถาปนิกต้องเรนเดอร์กันข้ามคืน ใส่ดีเทลทีละเส้นกำลังจะกลายเป็นอดีต เพราะ AI เข้ามาช่วยตั้งแต่ขั้นคิดงาน ไปจนถึงบริหารข้อมูลระดับ BIM ในแบบที่ทั้งเร็ว แม่น และเปิดไอเดียใหม่ๆ ได้มหาศาล

วันนี้มาลองดูว่าในแต่ละช่วงของงานออกแบบสถาปัตยกรรม มี AI ตัวไหนที่น่าสนใจ และคุณจะเอามันไปต่อยอดงานให้ฉลาดขึ้นได้อย่างไร

1. ช่วงคิดไอเดีย (Concept Design): จากข้อความสู่ภาพ Mood & Tone

Midjourney: พิมพ์คำก็ได้ภาพคอนเซ็ปต์สวยพร้อมพรีเซนต์

Midjourney คือ AI สาย Text-to-Image ที่หลายคนใช้ปั่นภาพคอนเซ็ปต์กันอยู่แล้ว แต่สำหรับสายสถาปัตย์ จุดเด่นคือมันช่วยคุณ สเก็ตช์ความคิดในหัวออกมาเป็นภาพระดับงานพรีเซนต์ได้ในไม่กี่นาที

  • สร้างภาพคอนเซ็ปต์อาคาร พื้นที่ภายใน และบรรยากาศรอบๆ ได้อย่างรวดเร็ว

  • ปรับสไตล์ วัสดุ องค์ประกอบ ผ่านการเขียน Prompt แบบละเอียด

  • ใช้สำรวจทิศทางดีไซน์หลายแบบในเวลาสั้นมาก

  • เหมาะกับการทำ Moodboard หรือ Concept Art ให้ทีม/ลูกค้าเห็นภาพตรงกัน

  • ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานเรนเดอร์ 3D หรือวาดภาพขั้นสูงก็ใช้งานได้

Stable Diffusion: สายคัสตอม ยืดหยุ่นสูง ทำงานออฟไลน์ได้

Stable Diffusion เหมาะกับคนที่อยาก คุมดีเทลลึกและติดตั้งใช้ในเครื่องตัวเอง เน้นยืดหยุ่น ปรับแต่งได้แทบทุกส่วนของกระบวนการสร้างภาพ

  • สร้างภาพคอนเซ็ปต์สถาปัตย์ที่คุมทิศทางและสไตล์ได้แม่น

  • ปรับโมเดล AI และพารามิเตอร์ได้ละเอียด ให้ภาพตรงโจทย์มากขึ้น

  • เรนเดอร์ภาพความละเอียดสูงโดยไม่ติดข้อจำกัดเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์

  • ทำงานแบบออฟไลน์ ลดความกังวลเรื่องข้อมูลโครงการลับ

  • รองรับฟีเจอร์อย่าง Inpainting และ ControlNet สำหรับแก้เฉพาะจุด

LookX AI: เปลี่ยนสเก็ตช์ดิบให้กลายเป็นเรนเดอร์ระดับนำเสนอ

LookX AI โดดเด่นตรงที่ เอาสเก็ตช์หรือโมเดล 3D ที่มีอยู่แล้วมาอัปเลเวลเป็นเรนเดอร์สวยจบได้เร็วมาก เหมาะกับคนที่อยากข้ามขั้นตอนเรนเดอร์แบบเดิมๆ

  • แปลงสเก็ตช์หรือโมเดล 3D ให้เป็นภาพเรนเดอร์สมจริงได้ทันที

  • ปรับวัสดุ แสง เงา และมุมกล้องให้ตรงกับคอนเซ็ปต์โครงการ

  • ช่วยลดเวลาทำภาพพรีเซนต์จากหลักวันเหลือแค่หลักชั่วโมง

  • ใช้เป็นเครื่องมือหาแรงบันดาลใจหรือทดสอบสไตล์หลายแบบ

  • เหมาะสำหรับการพรีเซนต์ในช่วงต้นๆ ของโปรเจกต์

2. แก้ภาพ & เรนเดอร์ (Image Editing / Rendering)

Adobe Firefly AI: สาย Adobe ต้องมีติดเครื่อง

ถ้าคุณใช้ Photoshop, Illustrator อยู่แล้ว Firefly คือ ตัวเสริม AI ที่ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นแบบโหดๆ

  • สร้างภาพคอนเซ็ปต์จากข้อความสำหรับงานสถาปัตย์/ก่อสร้างได้ทันใจ

  • ใช้ Generative Fill เติมหรือแก้องค์ประกอบภาพแบบสมจริง

  • ออกแบบ Texture และสไตล์ภาพสำหรับงานพรีเซนต์ได้ไวขึ้น

  • เชื่อมต่อกับ Ecosystem ของ Adobe แบบไร้รอยต่อ

  • ลดเวลาสร้างภาพประกอบและเพิ่มเวลาให้กับงานคิดดีไซน์จริงๆ

PromeAI: เรนเดอร์อัตโนมัติ สลับสไตล์ได้ในไม่กี่คลิก

PromeAI เหมาะกับงานที่ต้อง เรนเดอร์หลายสไตล์เพื่อเปรียบเทียบหรือเสนอทางเลือกให้ลูกค้า

  • สร้างภาพคอนเซ็ปต์สถาปัตย์ได้ภายในไม่กี่วินาที

  • เปลี่ยนสไตล์ภาพ (Style Transfer) เพื่อสำรวจดีไซน์หลายแนว

  • ปรับวัสดุ แสง และองค์ประกอบให้ภาพดูสมจริงยิ่งขึ้น

  • ลดเวลาการเรนเดอร์แบบ 3D ดั้งเดิมที่กินเวลาและสเปกเครื่อง

  • ดีมากสำหรับเฟสต้นน้ำก่อนลงดีเทลแบบจริงจัง

3. ออกแบบที่อยู่อาศัย (Residential Design)

Maket.ai: จากข้อมูลโครงการสู่โมเดล 3D พร้อมใช้งาน

Maket.ai โฟกัสที่ งานโมเดลสถาปัตย์ & ภูมิทัศน์ แบบเน้นความเร็วและความสมจริงสำหรับงานก่อสร้างจริง

  • สร้างโมเดล 3D และภาพแนวคิดจากข้อความหรือข้อมูลโครงการได้รวดเร็ว

  • ลดเวลาขั้นตอนขึ้นโมเดลและปรับแก้ในงานก่อสร้าง

  • ปรับวัสดุ แสง และองค์ประกอบเพื่อคุณภาพภาพระดับสูง

  • เหมาะกับการสร้างภาพจำลองภูมิทัศน์และพื้นที่ใช้สอยในโครงการ

  • ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ออกแบบและเครื่องมือพรีเซนต์อื่นได้ง่าย

Architectures AI: ปั้นภาพ + โมเดล 3D จากคำสั่งข้อความ

เครื่องมือนี้เน้นช่วย แปลงข้อมูลและคำอธิบายให้กลายเป็นโมเดลและเรนเดอร์สถาปัตย์ที่พร้อมใช้งาน

  • สร้างภาพและโมเดล 3D จากข้อความหรือข้อมูลอินพุตได้รวดเร็ว

  • ปรับแสง วัสดุ และองค์ประกอบภาพให้ตรงกับโจทย์โครงการ

  • เหมาะสำหรับภาพเรนเดอร์ใช้พรีเซนต์ลูกค้าหรือทีมงาน

  • ลดเวลาทำแบบและเพิ่มเวลาคิดเชิงกลยุทธ์ของโครงการ

  • เชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ออกแบบอื่นเพื่อนำโมเดลไปต่อยอดได้

Finch3D: AI ช่วยเล่นมวลอาคารให้เร็วและแม่น

Finch3D เด่นในเรื่อง การสร้างและปรับโมเดล 3D แบบเร็วๆ พร้อมลองหลายเวอร์ชันของแบบได้อย่างคล่องตัว

  • สร้างมวลอาคารและภาพแนวคิดจากข้อมูลหรือข้อความ

  • ปรับดีเทลของโมเดล เช่น แสง วัสดุ องค์ประกอบภาพ ได้สะดวก

  • ลดเวลาเตรียมแบบเพื่อพรีเซนต์ลูกค้าหรือทีม

  • รองรับโครงการที่ซับซ้อนทั้งด้านรูปทรงและฟังก์ชันใช้สอย

  • เหมาะกับงานออกแบบสถาปัตย์ & ภูมิทัศน์ที่ต้องการความละเอียดสูง

4. การจัดการข้อมูลอาคาร (BIM & ข้อมูลโครงการ)

Xkool: จากข้อความสู่โมเดล 3D ที่พร้อมใช้คุยงาน

Xkool ถูกออกแบบมาให้ ช่วยสถาปนิกและวิศวกรสร้างโมเดลและภาพแนวคิดได้เร็ว โดยมีฐานเป็นข้อมูลจริงของโครงการ

  • สร้างโมเดล 3D และภาพคอนเซ็ปต์จากคำสั่งข้อความ

  • ปรับแสง วัสดุ และมุมมองให้เหมาะกับการสื่อสารดีไซน์

  • ลดเวลาพัฒนาโมเดลสำหรับใช้พรีเซนต์

  • เหมาะสำหรับการลองไอเดียหลายแบบในช่วงแรกของโครงการ

  • ช่วยทำงานร่วมกับทีมได้เร็วขึ้นด้วยข้อมูลที่เห็นภาพตรงกัน

Arkdesign: BIM + Visualization ในเครื่องมือเดียว

Arkdesign เน้นการสร้างโมเดล 3D ที่ ทั้งสวยและพร้อมใช้ในกระบวนการดีไซน์จริง

  • สร้างโมเดลและภาพแนวคิดจากข้อมูลที่มีได้เร็วขึ้นมาก

  • ปรับแสง วัสดุ และองค์ประกอบของโมเดลได้ยืดหยุ่น

  • ช่วยให้การพัฒนาและพรีเซนต์งานสถาปัตย์เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

  • เหมาะกับโปรเจกต์ที่ต้องการดีเทลสูง ทั้งงานอาคารและก่อสร้าง

  • รองรับการทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ออกแบบอื่นแบบลื่นไหล

Autodesk Forma: เมื่อ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์เมืองและอาคาร

Autodesk Forma เป็นแพลตฟอร์มที่เอา AI + ข้อมูลวิเคราะห์จริง มาช่วยเร่งการตัดสินใจด้านดีไซน์ตั้งแต่ระดับ Site จนถึงตัวอาคาร

  • ใช้ AI ช่วยเร่งขั้นตอนการออกแบบและวางผังโครงการ

  • สร้างโมเดล 3D และจำลองสถานการณ์ตามเงื่อนไขและข้อจำกัด

  • วิเคราะห์ข้อมูลสำคัญ เช่น การใช้พลังงาน แสงธรรมชาติ การไหลเวียนอากาศ

  • เสริมประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันของทีมผ่านข้อมูลที่เชื่อมต่อกัน

  • ปรับโมเดลให้ยืดหยุ่นตรงกับ Requirement ของลูกค้าและกฎหมาย

5. การวางผังพื้นที่ (Site & Urban Planning)

TestFit: ทดสอบความเป็นไปได้ของโครงการแบบ Real-time

TestFit เน้นด้าน Feasibility Study สำหรับอาคารพักอาศัยและพาณิชยกรรม ในเวลาอันสั้น

  • สร้างแปลนเบื้องต้นของที่พักอาศัยและอาคารพาณิชย์ตามข้อกำหนดและข้อมูลที่ป้อน

  • ลดเวลาสำรวจทางเลือกแปลนด้วย AI ที่ช่วยเสนอ Layout ที่เหมาะสม

  • ประเมินผลกระทบด้านการใช้พื้นที่ ต้นทุน และข้อกำหนดกฎหมายไปพร้อมกัน

  • จำลองการใช้พื้นที่และวิเคราะห์ความคุ้มค่าแบบรวดเร็ว

  • เหมาะสำหรับงานร่วมกันระหว่างสถาปนิก วิศวกร และ Developer

Sidewalk Labs: เครื่องมือคิดเมืองในสเกลใหญ่

สำหรับงานออกแบบเมืองและชุมชน Sidewalk Labs ใช้ Big Data + เทคโนโลยีดิจิทัล มาช่วยคิดภาพอนาคตของเมือง

  • ใช้ Big Data และ IoT เพื่อพัฒนาเมืองที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน

  • ช่วยวางแผนจัดการทรัพยากร เช่น พลังงาน การเดินทาง การขนส่ง

  • รองรับการออกแบบเมืองที่โฟกัสคุณภาพชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ

  • ช่วยให้ทีมออกแบบ วิศวกร และนักพัฒนาทำงานร่วมกันได้มีทิศทาง

  • เน้นหลักการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนและคุ้มค่าทรัพยากร

Urbanform: วางผังเมืองด้วยข้อมูลจริงเป็นฐาน

Urbanform โดดเด่นเรื่อง การวิเคราะห์พื้นที่เมืองและจำลอง Scenario ต่างๆ เพื่อให้ได้การใช้พื้นที่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

  • วางแผนเมืองโดยใช้ข้อมูลจริงช่วยตัดสินใจเรื่องการใช้พื้นที่และทรัพยากร

  • วิเคราะห์และจำลองผลลัพธ์ด้านพลังงาน การจราจร และคุณภาพชีวิต

  • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหนุนการออกแบบเมืองให้ตอบโจทย์ทั้งคนอยู่และหลักยั่งยืน

  • ทำให้ทีมออกแบบและพัฒนาทำงานร่วมกันผ่านข้อมูลชุดเดียวกัน

  • เหมาะสำหรับโครงการเมืองและพื้นที่สาธารณะที่ต้องวางระบบบริหารพื้นที่อย่างจริงจัง

6. การสร้างโมเดล 3D (3D Modeling) ให้ฉลาดและยืดหยุ่น

Evolvelab: ทดสอบหลายเวอร์ชันดีไซน์ได้ในเวลาไม่นาน

Evolvelab แบบแพลตฟอร์มที่ใช้ AI ช่วย สร้างและปรับโมเดล 3D ตามข้อมูลเชิงลึกของโครงการ

  • ใช้ AI ปรับและสร้างโมเดล 3D ของโครงการได้เร็วและแม่น

  • จำลองการใช้งานพื้นที่และประเมินผลการออกแบบจากข้อมูลจริง

  • ทดสอบหลายตัวเลือกดีไซน์เพื่อหาเวอร์ชันที่ดีที่สุดในเวลาสั้น

  • รองรับการทำงานร่วมทีมระหว่างสถาปนิก วิศวกร และ Developer

  • เหมาะกับโครงการที่ต้องปรับแบบและวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง

Sloyd.ai: ปั้นรูปทรงซับซ้อนได้โดยไม่ต้องเป็นเทพโมเดล

Sloyd.ai เหมาะกับคนที่ต้องการ สร้างองค์ประกอบ 3D ซับซ้อนแบบไม่ต้องสร้างตั้งแต่ศูนย์เองทุกชิ้น

  • สร้างโมเดล 3D ได้รวดเร็วแม้ไม่มีสกิลโมเดลลิงขั้นสูง

  • ปรับขนาดและรายละเอียดของโมเดลให้เข้ากับแต่ละโปรเจกต์ได้ยืดหยุ่น

  • ช่วยสร้างรูปทรงซับซ้อนแบบที่เคยใช้เวลานานให้กลายเป็นเรื่องง่าย

  • เหมาะกับงานที่ต้องการรูปทรงยูนีค หรือ Interior ที่รายละเอียดเยอะ

  • ลดเวลาขึ้นโมเดล ทำให้มีเวลาไปโฟกัสดีไซน์ภาพรวมมากขึ้น

Grasshopper: พาราเมตริกดีไซน์สำหรับคนไม่อยากเขียนโค้ด

Grasshopper คือเครื่องมือสร้างโมเดลพาราเมตริกใน Rhino ที่ ให้คุณควบคุมรูปทรงซับซ้อนผ่าน Node แทนการเขียนโค้ด

  • สร้างและปรับโมเดลพาราเมตริกที่ซับซ้อนได้โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม

  • เปลี่ยนพารามิเตอร์ทีเดียว โมเดลทั้งระบบปรับตามแบบ Real-time

  • เหมาะกับรูปทรงสถาปัตย์แปลกตา หรืองานที่ต้องสเกล/ปรับรูปทรงบ่อย ๆ

  • ลดเวลาลองรูปแบบต่างๆ ทำให้การทดลองดีไซน์เร็วขึ้นมาก

  • ช่วยให้งานออกแบบตอบรับการเปลี่ยนแปลงของโปรเจกต์ได้อย่างยืดหยุ่น

7. สรุป: AI ไม่ได้มาแย่งงานสถาปนิก แต่มาช่วยปลดล็อกศักยภาพ

จะเห็นว่า AI เข้ามาอยู่ใน ทุกจุดของงานออกแบบสถาปัตยกรรม ตั้งแต่คิดคอนเซ็ปต์ จัดการ BIM วางผังเมือง ไปจนถึงสร้างโมเดลพาราเมตริกขั้นสูง

ถ้าเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกกับงาน คุณจะได้:

  • กระบวนการทำงานที่เร็วและลื่นไหลขึ้นอย่างชัดเจน

  • ลดงานซ้ำๆ ที่กินเวลา แต่ไม่สร้างมูลค่าเชิงความคิด

  • เพิ่มโอกาสทดลองไอเดียใหม่ๆ โดยไม่กลัวเสียเวลา

สำหรับสถาปนิกและนักออกแบบยุคใหม่ การเริ่มใช้ AI ไม่ใช่ทางเลือกหรูหรา แต่มันคือข้อได้เปรียบในการแข่งขัน ใครเริ่มเรียนรู้และลงมือใช้ก่อน ก็ย่อมมีโอกาสนำหน้าในตลาดมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ถึงเวลาอัปเกรดจากการ “ทำงานหนัก” ไปเป็น “ทำงานฉลาด” ด้วย AI แล้วคุณจะพบว่า ความคิดสร้างสรรค์ของคุณยังไปได้ไกลกว่าที่คิดมากนัก