AI ไม่ได้มีไว้เท่ แต่มีไว้ชนะเกมธุรกิจ
ในยุคที่เทคโนโลยีคืออาวุธหลักของการแข่งขันทางธุรกิจ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ได้หยิบประเด็นการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาขยายภาพแบบลงลึก ผ่านงานสัมมนา KKP Year Ahead 2026 ที่เน้นว่า AI ไม่ใช่แค่ของเล่นใหม่ แต่คือเครื่องมือพลิกเกมธุรกิจอย่างแท้จริง
ในเวทีนี้มีการถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญที่อยู่หน้างานจริง ทั้งด้านการประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจ และการปฏิวัติวงการสาธารณสุขด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ
AI จากแค่ตอบคำถาม สู่อัจฉริยะเหนือมนุษย์
หนึ่งในมุมมองสำคัญคือการชี้ให้เห็นว่า วันนี้ AI ไม่ได้หยุดอยู่ที่ระดับ “ระบบตอบโต้” อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็น ปัญญาเฉพาะทางที่เหนือกว่ามนุษย์ในบางด้าน
ภาพเปรียบเทียบที่น่าสนใจคือ AI เปรียบเสมือนรถที่ขับเคลื่อนตัวเองได้ คล่องตัว เร็ว แม่นยำ แต่ถ้าไม่มีใครบอกทิศทาง รถก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องขับไปที่ไหน
หัวใจสำคัญของภาคธุรกิจจึงไม่ใช่แค่การมีเครื่องมือที่เก่งและเร็ว แต่คือการรู้ว่าใช้ไปเพื่ออะไร ตั้งเป้าหมายให้ชัด ว่าจะให้ AI แก้ปัญหาไหน ลดต้นทุนอะไร หรือเพิ่มผลลัพธ์ตรงจุดใด
สิ่งที่หลายองค์กรมักทำพลาดคือ
ขนข้อมูลทุกอย่างใส่ให้ AI แบบไม่คิด
สร้างแค่แชตบอตขึ้นมาแล้วจบ
แต่ไม่ได้เริ่มจากการถามคำถามง่าย ๆ แต่ทรงพลังว่า “ปัญหาจริง ๆ ของเราคืออะไร?”
เมื่อโจทย์ขององค์กรชัด AI ถึงจะกลายเป็นตัวเร่งความสำเร็จได้จริง ไม่ใช่แค่ของใหม่ที่มีไว้ตามกระแส
เคสจริง: AI ช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคเร็วขึ้น
ฝั่งสาธารณสุขก็เป็นอีกหนึ่งสนามที่ AI แสดงศักยภาพได้อย่างชัดเจน ผ่านการประยุกต์ใช้ในแพลตฟอร์มวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ที่ถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศจำนวนหลายร้อยแห่ง และช่วยวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ไปแล้วหลายล้านภาพ
ในระบบนี้ AI เข้ามาช่วยแก้โจทย์สำคัญ 2 เรื่องคือ
การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะรังสีแพทย์ในบางพื้นที่
การลดความผิดพลาดในการวินิจฉัย ช่วยเป็นตาอีกคู่ที่ไม่ล้า ไม่หลุดโฟกัสง่าย ๆ
ผลลัพธ์คือมีโอกาสตรวจพบโรคได้เร็วขึ้น ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และระบบสาธารณสุขโดยรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นี่คือภาพชัด ๆ ว่า ถ้าโจทย์ชัด (ขาดหมอ – เสี่ยงวินิจฉัยพลาด – ต้องการความเร็ว) การใช้ AI ก็จะมีคุณค่าที่วัดได้ ไม่ใช่แค่ดู “ไฮเทค” ภายนอก
สูตรลับองค์กรที่ใช้ AI แล้วเวิร์ก
เมื่อพูดถึงการเอา AI เข้ามาอยู่ในกระบวนการทำงานขององค์กร วิทยากรทั้งสองสรุปแกนกลางไว้ตรงกันว่า อย่ามอง AI เป็นเป้าหมาย แต่มองมันเป็นเครื่องมือ
สิ่งที่ควรทำให้ชัดก่อนลงทุนคือ
เริ่มต้นจาก โจทย์ปัญหา (Pain Point) ไม่ใช่เริ่มจากเทคโนโลยี
ประเมิน ความคุ้มค่าในการลงทุน (ROI) อย่างถี่ถ้วน ทั้งด้านต้นทุน เวลา และโอกาสที่ได้กลับมา
เป้าหมายในการใช้ AI ที่ดีควรตอบให้ได้ว่า AI จะเข้ามา
ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนแค่ไหน
อุดรูรั่วจากความผิดพลาดในกระบวนการเดิมอย่างไร
เพิ่มประสิทธิภาพให้ทั้งทีมได้จริงหรือไม่
เมื่อ Pain Point ชัด + ROI ผ่าน = การใช้ AI มีโอกาสสำเร็จสูง ไม่กลายเป็นโปรเจกต์โชว์ของที่ถูกพับเก็บในลิ้นชัก
CEO ต้องเลิกกลัว AI แล้วลองใช้ด้วยตัวเอง
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ บทบาทของผู้นำองค์กรในยุค AI
ผู้นำหรือ CEO ไม่ควรยืนดู AI อยู่ไกล ๆ แล้วใช้แค่รายงานจากทีมเทคนิค แต่ควร ลงมือทดลองใช้ AI ด้วยตัวเอง ตั้งแต่ระดับงานประจำวัน เพื่อให้เข้าใจทั้งโอกาสและข้อจำกัดจากประสบการณ์ตรง
หนึ่งในวิธีคิดที่น่าสนใจคือการใช้ AI เป็นเหมือน
“กระจกสะท้อนศักยภาพ” ของตัวผู้นำเอง
เช่น ให้ AI ช่วยบันทึกและวิเคราะห์รูปแบบการทำงาน การตัดสินใจ หรือการสื่อสารของผู้นำ แล้วใช้ข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงสไตล์การทำงานของตัวเองอย่างเป็นระบบ
ผู้นำที่เข้าใจ AI จริง จะสามารถวางกลยุทธ์การนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กรได้แม่นยำกว่า แทนที่จะตัดสินใจจากคำบอกเล่าหรือ PowerPoint เพียงอย่างเดียว
ปั้นคนรุ่นใหม่ให้เป็น Generalist with a Crown
นอกเหนือจากเรื่องธุรกิจและเทคโนโลยี เวทีเสวนายังชวนมองไปไกลถึงอนาคตของเยาวชนในยุค AI ครองโลกด้วย
แนวคิดสำคัญคือ การสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็น “Generalist with a crown”
หมายถึงการเป็นคนที่
มีความรู้รอบด้านในหลากหลายสาขา
แต่ในขณะเดียวกันก็มี ทักษะเฉพาะทางที่โดดเด่นเป็น “มงกุฎ” ของตัวเอง
ดังนั้น ระบบการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่ไม่ควรถูกจำกัดให้เก่งแค่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่ควรเปิดโอกาสให้
สำรวจหลายศาสตร์ หลายแขนง
ผสมผสานความรู้ข้ามสาขา
แล้วค่อยต่อยอดไปสู่ความเชี่ยวชาญแบบลึกในด้านที่ตัวเองถนัดและรักจริง ๆ
Analytical Thinking ทักษะกันตายยุค AI
อีกทักษะที่ถูกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ การคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะ (Analytical Thinking)
ในวันที่ AI ทำงานซ้ำ ๆ แทนมนุษย์ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่มนุษย์ยังสำคัญและขาดไม่ได้คือความสามารถในการ
แยกแยะข้อมูลที่หลากหลาย
มองเห็นโครงสร้างของปัญหา
ตีความเหตุและผลอย่างมีตรรกะ
ตั้งคำถามที่แตกต่างจากคำถามธรรมดาทั่วไป
Analytical Thinking จึงเป็นเหมือนกล้ามเนื้อที่ต้องฝึกตั้งแต่เด็ก เพราะมันคือเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างมีทิศทาง
สรุป: AI เก่งแค่ไหน ถ้าโจทย์ยังไม่ชัด ก็ไม่ต่างจากรถที่ไม่รู้จะไปไหน
ภาพรวมจากเวทีนี้ตอกย้ำสิ่งเดียวกันคือ AI จะทรงพลังเมื่อเรา
รู้ว่าตัวเองกำลังจะแก้ปัญหาอะไร
กล้าลอง ใช้ และเรียนรู้จากมันจริง ๆ
พัฒนาทั้งองค์กรและคนรุ่นใหม่ควบคู่กันไป
ยุคนี้ไม่ใช่ยุคที่ถามว่า “จะใช้ AI ดีไหม” แต่เป็นยุคที่ต้องถามใหม่ว่า
“เราจะใช้ AI แก้โจทย์อะไร และจะเตรียมคนของเราอย่างไรให้โตไปพร้อมมัน?”
ใครตอบคำถามนี้ได้ก่อน และลงมือก่อน มีโอกาสทิ้งห่างคู่แข่งแบบก้าวกระโดดในโลกธุรกิจยุคใหม่

