รับแอปรับแอป

7 หูฟัง True Wireless โคตรคุ้ม ตั้งแต่ 999 บาท ฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกมครบ!

พงศกร นาคทอง01-30

หูฟัง True Wireless ทำไมถึงกลายเป็นของมันต้องมี?

ทุกวันนี้หูฟัง True Wireless ไม่ได้เป็นแค่แก็ดเจ็ตเสริมอีกต่อไป แต่กลายเป็นไอเท็มหลักของหลายคน ทั้งฟังเพลงโปรด ดูหนังระหว่างเดินทาง เล่นเกมมือถือ หรือรับสายแบบไม่ต้องควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าให้วุ่นวาย

ผู้ผลิตก็แข่งกันจัดเต็มฟีเจอร์ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาให้ทำงานเข้ากับมือถือได้ครบทุกฟังก์ชั่น หรือแบรนด์เครื่องเสียงที่จูนเสียงให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมแอพฯ ปรับเสียงให้เข้ากับสไตล์การฟังของเราได้แบบละเอียด

จุดเด่นของหูฟัง True Wireless คือช่วยตัดเส้นสายวุ่นวายออกจากชีวิตคุณ แถมยังยัดเทคโนโลยีแน่นๆ มาให้ในกล่องเล็กๆ แค่หนึ่งกล่องเท่านั้น

หูฟัง True Wireless น่าใช้ตรงไหน?

นอกจากความสะดวกที่ไม่ต้องมีสายหูฟังมาเกะกะแล้ว หูฟัง True Wireless รุ่นใหม่ๆ ยังอัดฟีเจอร์มาแบบล้นเคส เช่น

  • แทบทุกรุ่นมี ระบบตัดเสียงรบกวน ช่วยให้ฟังเพลงหรือ Podcast ได้เต็มอรรถรสมากขึ้น

  • บางรุ่นมี Google Fast Pair แค่เปิดฝาเคส หูฟังก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอให้จับคู่ทันที และถ้ารองรับ Multipoint connection ก็เชื่อมมือถือกับโน๊ตบุ๊คได้พร้อมกัน

  • หูฟังจากแบรนด์มือถืออย่าง Apple, Samsung มักใช้งานได้ครบฟีเจอร์ที่สุดเมื่อใช้กับมือถือในค่ายตัวเอง ถ้าไปต่อกับแบรนด์อื่น ฟังก์ชั่นบางอย่างอาจหายไป

  • รุ่นราคาสูงหลายตัวรองรับ LDAC Codec ฟังเพลงผ่าน Bluetooth แล้วได้รายละเอียดเสียงชัดเจนระดับ Hi-Res พัฒนาโดย Sony และเปิดเป็นโอเพ่นซอร์ส

  • มี โหมด Low Latency / Game Mode ช่วยลดดีเลย์เสียงให้ใกล้เคียงหูฟังสาย เล่นเกมแล้วเสียงไม่หน่วง แต่แบตจะหมดเร็วขึ้นบ้าง

  • ส่วนใหญ่มี แอพฯ สำหรับตั้งค่าหูฟัง ปรับ EQ, เปลี่ยนฟังก์ชั่นปุ่มสัมผัส หรืออัพเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ (ยกเว้นบางกรณีอย่าง AirPods บน Android ที่ไม่มีแอพฯ ให้ใช้)

รวม 7 หูฟัง True Wireless น่าใช้ ฟังเพลงก็ฟิน เล่นเกมก็ลื่น

ด้านล่างนี้คือ 7 รุ่นน่าจับตามอง ครอบคลุมตั้งแต่สายเล่นเกม สายฟังเพลงจริงจัง ไปจนถึงสายทำงานที่ต้องใช้หลายอุปกรณ์พร้อมกัน

1. Black Shark T11 (999 บาท) – สายเกมมือถือห้ามพลาด

ใครที่เล่นเกมมือถือบ่อยๆ และอยากได้หูฟังราคาย่อมเยา Black Shark T11 คือของโคตรคุ้ม ด้วย Game Mode ที่ลดดีเลย์เหลือประมาณ 45ms ทำให้เสียงตรงกับภาพ เล่นเกม FPS ได้แบบไม่เสียจังหวะ

ดีไซน์ก็ใส่ลูกเล่นมาเต็ม เปิด–ปิดฝาเคสมีเสียงเอฟเฟกต์แบบชักดาบ เพิ่มความรู้สึกเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แถมใช้ฟังเพลงได้ต่อเนื่องราว 5 ชม. และรวมชาร์จจากเคสได้สูงสุดถึง 30 ชม. ใครฟังเพลงยาวๆ หรือเล่นเกมทั้งวันก็เอาอยู่

กันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 ทำให้พกไปออกกำลังกายได้แบบไม่ต้องกลัวเหงื่อ เรียกว่าซื้อไว้ใช้ทั่วไปก็สบายมาก ไม่ได้จำกัดแค่สายเกมเท่านั้น

ข้อดี

  1. เป็นหูฟังเกมมิ่งราคาประหยัด เพียง 999 บาท

  2. แบตอยู่ได้นาน รวมกับเคสแล้วใช้งานได้ราว 30 ชม.

  3. มี Game Mode ลดดีเลย์เสียง เวลาเล่นเกมสบายใจได้

  4. มีระบบตัดเสียงรบกวนแบบ ENC ช่วยกรองเสียงรอบข้าง

ข้อสังเกต

  1. แอพฯ Shark Arsenal ต้องดาวน์โหลดจากเว็บไซต์โดยตรง ไม่มีให้โหลดผ่าน Play Store หรือ App Store

2. Anker Soundcore Space A40 (1,590 บาท) – ฟังเพลงยาวๆ แบบ Hi-Res

แม้ Anker จะโด่งดังจากอะแดปเตอร์และสายชาร์จ แต่ Soundcore Space A40 ก็เป็นหูฟังที่สายเพลงไม่ควรมองข้าม เพราะปรับเสียงมาเอาใจคนชอบฟังเพลงเต็มตัว แถมรองรับ LDAC Codec พร้อมมาตรฐาน Hi-Res Audio Wireless รายละเอียดเสียงจึงชัดเจนและมีมิติขึ้นอย่างรู้สึกได้

มีแอพฯ Soundcore ให้ตั้งค่าแบบละเอียด ตั้งแต่ EQ ไปจนถึงโหมดต่างๆ รองรับ Multipoint connection เชื่อมต่อมือถือและโน๊ตบุ๊คพร้อมกัน ทำงานไปสลับดูคลิปในมือถือไปโดยที่ไม่ต้องกดเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ยุ่งยาก

แบตเตอรี่ก็จัดเต็ม รอบเดียวฟังได้ราว 10 ชม. ถ้าใช้ร่วมกับเคสรวมแล้วได้ถึงประมาณ 50 ชม. แถมยังรองรับ ชาร์จเร็ว 10 นาที ใช้งานได้อีกประมาณ 4 ชม. และเคสยังรองรับการชาร์จไร้สายอีกต่างหาก

ข้อดี

  1. มีระบบตัดเสียง Adaptive ANC ช่วยลดเสียงรบกวนได้ดี

  2. รองรับ LDAC พร้อมการรับรอง Hi-Res Audio Wireless

  3. ฟังต่อเนื่องได้ 10 ชม. รวมเคสแล้วใช้งานสูงสุดราว 50 ชม.

  4. เคสรองรับการชาร์จไร้สาย

  5. ปรับแต่งฟังก์ชั่นและเสียงได้ผ่านแอพฯ Soundcore

  6. รองรับ Multipoint connection ต่อได้สองอุปกรณ์พร้อมกัน

ข้อสังเกต

  1. เป็นหูฟังแบบ In-Ear อาจทำให้บางคนรู้สึกอึดอัดเมื่อใส่นานๆ

3. Sony WF-C710N (3,257 บาท) – ฟีเจอร์แน่น ราคายังจับต้องได้

Sony WF-C710N เป็นรุ่นที่บาลานซ์ดีระหว่างราคาและฟีเจอร์ สำคัญๆ มีมาให้เกือบครบ ทั้งแบตที่ใช้งานได้นาน รวมกับเคสแล้วสูงสุดประมาณ 40 ชม. ปรับตั้งค่าผ่านแอพฯ Sound Connect ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น EQ, ระบบตัดเสียงรบกวน หรือเปิดใช้งาน Sony DSEE เพื่อเพิ่มรายละเอียดเสียงเพลงให้มีมิติมากขึ้น

ตัวหูฟังกันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 ใช้ออกกำลังกายได้สบาย และยังมี Multipoint connection ให้เชื่อมมือถือกับโน๊ตบุ๊คพร้อมกัน ทำงาน–ดูหนัง–ประชุมออนไลน์สลับไปมาได้ลื่นๆ แบบไม่ต้องเปลี่ยนหูฟังหลายตัว

แม้จะไม่รองรับ LDAC แต่ยังชดเชยด้วย DSEE และคุณภาพการจูนเสียงแบบสไตล์ Sony ที่หลายคนคุ้นเคย

ข้อดี

  1. ฟังได้นานประมาณ 8.5–12 ชม. ต่อการชาร์จหนึ่งรอบ

  2. ปรับรายละเอียดเสียงผ่านแอพฯ Sound Connect ได้ตามใจชอบ

  3. รองรับ Multipoint connection ต่อมือถือและโน๊ตบุ๊คได้พร้อมกัน

  4. มีระบบตัดเสียงรบกวน ANC ในตัว

  5. มีฟีเจอร์ Sony DSEE ช่วยอัพเกรดรายละเอียดเสียงเพลง

  6. มีรุ่นที่ใช้เคสใส สำหรับคนที่ชอบเห็นดีไซน์ภายในหูฟัง

ข้อสังเกต

  1. ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย ต้องใช้สาย USB-C เสมอ

  2. ไม่รองรับ LDAC เหมือนรุ่นที่โฟกัส Hi-Res โดยตรง

4. Edifier Neobuds Pro 3 (4,290 บาท) – ฟีเจอร์ล้น เคาะราคาโหดน้อยกว่าที่คิด

ถ้าพูดถึงอุปกรณ์เสียงคุ้มค่ากับราคา หลายคนต้องนึกถึง Edifier และ Neobuds Pro 3 ก็เดินตามสายนี้เต็มตัว ทั้งดีไซน์ที่ปรับให้ Touch control แตะได้ง่ายขึ้น และฟีเจอร์แบบจัดหนัก

รองรับ Google Fast Pair, Multipoint connection, ระบบ Wear Detection ตรวจจับว่ากำลังใส่หูฟังอยู่หรือไม่, มี Spatial Audio จำลองเสียงรอบทิศทาง และ Adaptive Noise Cancelling ช่วยตัดเสียงรบกวนได้เนียนขึ้น แถมยังมี Game Mode สำหรับเวลาจะเอาไปเล่นเกมบนมือถือ

จุดเด่นคือรองรับ Codec อย่าง LHDC 5.0 และ LDAC ทำให้ได้คุณภาพเสียงระดับ Hi-Res Audio Wireless เต็มตัว ใช้ร่วมกับแอพฯ EDIFIER ConneX ก็ปรับค่าต่างๆ ได้ครบถ้วน

ข้อดี

  1. ไดรเวอร์พร้อม DSP รองรับช่วงความถี่ 20Hz–40kHz

  2. รองรับ Hi-Res Audio Wireless ผ่าน LHDC 5.0 และ LDAC

  3. ใช้ Bluetooth 5.0 เชื่อมต่อเสถียรและเสียงคมชัด

  4. รวมใช้งานกับเคสชาร์จได้นานสุดราว 36 ชม.

  5. รองรับ Multipoint connection ต่อ PC และสมาร์ทโฟนพร้อมกัน

  6. มี Google Fast Pair สำหรับมือถือ Android

  7. มี Game Mode ลดความหน่วงเสียงเวลาเล่นเกม

  8. มี Spatial Audio จำลองเวทีเสียงรอบตัว

  9. ไมโครโฟนรวม 4+4 ตัว พร้อมระบบตัดเสียงด้วย AI

  10. ปรับตั้งค่าผ่านแอพฯ EDIFIER ConneX ได้ทันที

ข้อสังเกต

  1. ชาร์จได้เฉพาะสาย USB-C ยังไม่รองรับชาร์จไร้สาย

  2. เป็นแบบ In-Ear บางคนอาจใส่แล้วรู้สึกแน่นหู

5. Bose QuietComfort Earbuds (5,140 บาท) – สายเบสหนัก รายละเอียดจัดเต็ม

ใครที่ชอบโทนเสียงแนวสนุกๆ เบสอิ่มๆ และรายละเอียดเสียงจัดเต็ม น่าจะถูกใจ Bose QuietComfort Earbuds เพราะยกเอกลักษณ์ของแบรนด์ Bose มาแบบครบ เครื่องเสียงบ้านย่อส่วนมาอยู่ในเคสเล็กๆ เลยก็ว่าได้

ระบบตัดเสียงรบกวนของรุ่นนี้ทำได้ดีและยังเป็นแบบ ปรับระดับได้ (Adjustable) เลือกได้ว่าจะให้เก็บเสียงรอบตัวไว้แค่ไหน ปรับ EQ ผ่านแอพฯ Bose QCE ได้ง่าย แถมยังได้คุณภาพเสียงระดับ Hi-Fi อีกด้วย

ใช้ในชีวิตจริงก็ลงตัว เพราะกันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 ใส่ออกกำลังกายได้สบาย แถมมี Multipoint Connection ให้เชื่อมมือถือและโน๊ตบุ๊คพร้อมกัน ฟังเพลงได้ราว 8.5 ชม. ต่อหนึ่งรอบชาร์จ เหมาะกับคนที่ใส่หูฟังทั้งวัน

ข้อดี

  1. คุณภาพเสียงระดับ Hi-Fi รายละเอียดเสียงและเบสทำได้ดีมาก

  2. ตั้งค่าและปรับฟังก์ชั่นผ่านแอพฯ Bose QCE ได้สะดวก

  3. ระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Adjustable เลือกระดับได้ตามสถานการณ์

  4. รองรับ Multipoint Connection เชื่อมต่อได้ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน

  5. กันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 ใช้ในยิมหรือวิ่งออกกำลังกายได้

ข้อสังเกต

  1. ชาร์จได้เฉพาะผ่านสาย USB-C ยังไม่มีชาร์จไร้สาย

6. Nothing Ear True Wireless (5,599 บาท) – ดีไซน์ล้ำ เสียงก็จริงจัง

สายดีไซน์ต้องเหลียวมอง Nothing Ear True Wireless เพราะมาในสไตล์โปร่งใส ดูภายในชิ้นส่วนแบบชัดๆ แต่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ด้านเสียงก็จัดเต็มด้วย Dynamic Driver 11 มม. รองรับเสียงระดับ 24-bit Hi-Res Audio พร้อม Codec อย่าง LHDC 5.0 และ LDAC เหมาะมากกับคนที่เน้นฟังเพลงจริงจัง

จุดสนุกคือสามารถปรับ EQ ผ่านแอพฯ Nothing X แล้วแชร์โปรไฟล์เสียงให้เพื่อนผ่าน QR Code ได้ ใครชอบแต่งโทนเสียงเล่นจะฟินกับฟีเจอร์นี้เป็นพิเศษ

การใช้งานก็คิดมาเพื่อคนที่ใช้หลายอุปกรณ์ มีทั้ง Google Fast Pair, Microsoft Swift Pair และ Multipoint Connection ให้จับคู่มือถือ–คอมพร้อมกัน สลับไปมาอัตโนมัติ มี Low Lag Mode ช่วยลดหน่วงเวลาเล่นเกม และมีระบบตัดเสียงรบกวนที่เปิด–ปิดได้ แต่ถ้าเปิด ANC ระยะเวลาการใช้งานต่อรอบจะลดลง

ยังมีชาร์จเร็ว แค่เก็บหูฟังลงเคสประมาณ 10 นาที ก็กลับมาฟังต่อได้หลายชั่วโมง รวมแล้วใช้ได้ยาวสูงสุดประมาณ 40.5 ชม.

ข้อดี

  1. รองรับ Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair จับคู่ไว

  2. รองรับ Codec คุณภาพสูงอย่าง LHDC 5.0 และ LDAC

  3. เสียงระดับ 24-bit Hi-Res Audio เก็บรายละเอียดได้คมชัด

  4. กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 เหมาะกับการออกกำลังกาย

  5. มี Multipoint Connection เชื่อมต่อสองอุปกรณ์ไปพร้อมกัน

  6. มี Low Lag Mode ช่วยลดความหน่วงเวลาเล่นเกม

  7. รองรับชาร์จเร็ว 10 นาที ใช้ได้ราว 10 ชม. รวมสูงสุดประมาณ 40.5 ชม.

  8. ตั้งค่าหูฟังและแชร์ EQ ให้เพื่อนผ่านแอพฯ Nothing X ได้

ข้อสังเกต

  1. เป็นแบบ In-Ear บางคนอาจไม่สบายหูถ้าใส่นานๆ

  2. เมื่อเปิดระบบตัดเสียงรบกวน จะใช้งานได้ราว 5.2 ชม. เท่านั้น

7. Sennheiser Momentum True Wireless 4 (7,690 บาท) – สาย Audiophile ต้องโดน

ใครที่จริงจังเรื่องเสียงระดับ Audiophile น่าจะคุ้นชื่อ Sennheiser อยู่แล้ว และ Momentum True Wireless 4 ก็ออกแบบมาเพื่อการฟังเพลงแบบเน้นคุณภาพเต็มที่

จุดเด่นคือไดรเวอร์ TrueResponse ที่ตอบสนองย่านความถี่ต่ำได้ลึกถึง 5Hz ทำให้เสียงเบสลงได้ลึกและแน่นกว่าหลายรุ่น และรองรับเสียงระดับ 24-bit Lossless Audio พร้อม Codec อย่าง LC3, aptX, และ aptX Adaptive/Lossless ช่วยให้รายละเอียดเสียงเก็บได้ครบขึ้น

ทุกอย่างสามารถปรับได้ผ่านแอพฯ Sennheiser Smart Control Plus ตั้งแต่โทนเสียงไปจนถึงฟังก์ชั่นต่างๆ ตัวเคสยังรองรับชาร์จไร้สาย และหูฟังกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 ใส่ออกกำลังกายได้แบบไม่ต้องกลัวเหงื่อ

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ Auracast ซึ่งให้แชร์เสียงจากมือถือไปยัง Momentum True Wireless 4 หลายตัวพร้อมกันได้ เหมาะกับการดูหนังหรือฟังเพลงร่วมกับเพื่อนที่ใช้รุ่นเดียวกัน

ข้อดี

  1. ไดรเวอร์ TrueResponse ตอบสนองย่านต่ำได้ถึง 5Hz เบสลึกและหนักแน่น

  2. รองรับเสียง 24-bit Lossless Audio รายละเอียดเสียงเนี๊ยบเป็นพิเศษ

  3. รองรับ Codec ตระกูล aptX, aptX Adaptive/Lossless และ LC3

  4. ปรับโทนเสียงและฟังก์ชั่นผ่านแอพฯ Sennheiser Smart Control Plus

  5. เคสรองรับการชาร์จไร้สาย ไม่จำเป็นต้องพึ่งสาย USB-C ตลอดเวลา

  6. กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 ใช้ระหว่างออกกำลังกายได้

  7. มี Auracast แชร์เสียงไปยัง Momentum True Wireless 4 หลายตัวพร้อมกัน

ข้อสังเกต

  1. ราคาสูงกว่า True Wireless หลายรุ่นในตลาด (ประมาณ 7,690 บาท)

  2. ฟีเจอร์ช่วยเพิ่มความสะดวกในชีวิตประจำวันอย่าง Multipoint หรือ Fast Pair ยังไม่ครบเท่าคู่แข่งบางเจ้า

สรุปภาพรวม & เคล็ดลับเลือกหูฟัง True Wireless ให้ตรงใจ

สำหรับสายดูหนังฟังเพลง หูฟัง True Wireless แทบจะเป็นคู่หูประจำตัวของสมาร์ทโฟนและโน๊ตบุ๊คไปเรียบร้อย แค่หยิบออกจากเคส มันก็เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ได้ทันที เปิด ANC ก็ ดื่มด่ำกับคอนเทนต์โปรดแบบตัดโลกภายนอกได้เลย และไม่ต้องกลัวเรื่องสายเกี่ยว ดึงเครื่องตก หรือพันกันในกระเป๋าอีกต่อไป

ส่วนวิธีเลือกให้ไม่พลาด ลองดูแนวนี้เป็นไกด์ได้เลย:

  • ถ้าอยู่ใน Ecosystem เดียวกัน เช่น มือถือ แท็บเล็ต โน๊ตบุ๊คค่ายเดียวกัน การเลือกหูฟังแบรนด์เดียวกันจะใช้งานสบายที่สุด ฟีเจอร์มาเต็มและแทบไม่ต้องตั้งค่าอะไรให้ยุ่งยาก

  • ถ้าเป็นสายเสียงจ๋า ให้โฟกัสที่ โทนเสียง + Codec ที่รองรับ อย่าง LDAC, LHDC, aptX ฯลฯ แล้วค่อยไปไล่ดูรีวิวแนวเสียงของแต่ละรุ่นว่าถูกสไตล์เราหรือไม่

  • อย่าดูสเปคอย่างเดียว แนะนำให้ ลองฟังจริง ถ้าเป็นไปได้ เอาเพลงที่ฟังประจำไปเปิดสัก 2–3 เพลง บางทีรุ่นที่เพื่อนรักอาจไม่เข้าหูเราเลยก็ได้

สุดท้ายแล้ว หูฟังที่ดีที่สุดคือ ตัวที่หูของเราชอบ และไลฟ์สไตล์เราตอบว่าใช่ ไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด แค่ตรงใจที่สุดก็พอ