การเปลี่ยนเข็มทิศของนักท่องเที่ยวจีนในหยุดยาวชาติ
กระแสนักท่องเที่ยวจีน อาเซียน คือแนวโน้มการเดินทางที่ประชาชนจีนจำนวนมากหันมาเลือกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดหมายหลักในช่วงวันหยุดสำคัญ แทนการไปยังปลายทางดั้งเดิมอย่างญี่ปุ่น สะท้อนทั้งความนิยมท่องเที่ยว จีน ที่เปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ตึงเครียด และการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนที่พร้อมรองรับกลุ่มนักเดินทางต่างชาติ จุดพลิกผันอยู่ที่หยุดยาววันชาติ 7 วันซึ่งเริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยกระทรวงคมนาคมจีนประเมินว่าจะมีการเดินทางรวม 2,130 ล้านเที่ยวตลอดช่วงนี้ คิดเฉลี่ยวันละราว 300 ล้านเที่ยว สูงกว่าช่วงปกติถึง 70% ทำให้ต้องเพิ่มเที่ยวรถไฟและสายการบินรองรับ เมื่อคนจีนใช้วันหยุดนี้ออกไปพักผ่อนมากกว่ากลับบ้านเหมือนช่วงตรุษจีน การแย่งชิงตัวนักเดินทางจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และการที่ญี่ปุ่นถูกเขี่ยหลุดวงโคจรจากลิสต์ยอดนิยม คือสัญญาณว่าภูมิทัศน์ท่องเที่ยวเอเชียกำลังเปลี่ยนขั้วอย่างจริงจัง
ญี่ปุ่นหลุดโผท็อปลิสต์ ขณะที่อาเซียนขึ้นแท่นดาวเด่น
สัญญาณชัดที่สุดว่าญี่ปุ่นกำลังเสียตำแหน่งคือข้อมูลการจองท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาวล่าสุด แพลตฟอร์มรายใหญ่ระบุว่า 3 อันดับแรกของจุดหมายต่างประเทศคือ กรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ และโซล ขณะที่ในท็อป 10 ยังมีสิงคโปร์ บาหลี และโฮจิมินห์ซิตี้ แต่ไม่มีเมืองญี่ปุ่นอยู่เลย ต่างจากปี 2568 ที่โตเกียวเคยอยู่อันดับ 3 และโอซาก้าอยู่อันดับ 8 ในใจนักเดินทางจีน คำเตือนของรัฐบาลจีนเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น เนื่องจากไม่พอใจต่อความเห็นของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในไต้หวัน กลายเป็นจุดหักเหสำคัญ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่ส่งผลตรงต่อพฤติกรรมจองทริป นอกจากนี้เที่ยวบินไปญี่ปุ่นที่ลดลงยังทำให้ตั๋วแพงขึ้น นักเดินทางวัย 40 ปีจากเซี่ยงไฮ้ถึงกับบอกว่าอยากไปญี่ปุ่นแต่ต้องถอยเพราะราคาตั๋วสูง เนื่องจากเที่ยวบินมีน้อยลง เมื่อการเมืองเขย่าความรู้สึกและราคาตั๋วไม่เป็นมิตร การหันหัวไปหาอาเซียนที่เข้าถึงง่ายจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล
อาเซียนใช้โครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวสวนทางญี่ปุ่นที่ชะงัก
ในขณะที่ญี่ปุ่นต้องนั่งมองนักท่องเที่ยวจีนเดินจากไป เพื่อนบ้านในอาเซียนกลับได้แรงหนุนเต็มมือ ทั้งจากเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นและกระเป๋าเงินของนักท่องเที่ยวที่ไหลเข้ามาแทน สำนักงานการบินพลเรือนจีนคาดว่าช่วงวันที่ 25 กันยายน – 7 ตุลาคม จะมีผู้โดยสารเครื่องบิน 31.19 ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้น 3.6% จากปีก่อน โดยยอดจองเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 22.5% และเที่ยวบินไปไทย มาเลเซีย เวียดนาม และลาว เพิ่มขึ้น 20% เทียบกับปีที่แล้ว นี่คือประโยคที่น่าจำว่า “เที่ยวบินไปอาเซียนเพิ่มขึ้น 20% ในช่วงหยุดยาววันชาติของจีน” เพราะแปลตรงตัวว่าภูมิภาคนี้กำลังถูกเลือกอย่างมั่นใจ โครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกปรับให้ทันสมัยขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สนามบินที่ขยายความจุ ระบบจองออนไลน์ที่รองรับภาษาและวิธีจ่ายเงินที่คนจีนคุ้นเคย ไปจนถึงการเพิ่มเที่ยวเรือและบริการภาคพื้น เมื่อเงื่อนไขการเดินทางสะดวกกว่า เส้นทางบินหลากหลาย และบรรยากาศปลายทางตอบโจทย์การพักผ่อนมากกว่า การตัดสินใจเปลี่ยนปลายทางก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนักเดินทางรุ่นใหม่ที่เน้นประสบการณ์มากกว่าชื่อประเทศ
เกาะท่องเที่ยว ไทย รับฤดูไฮซีซั่นในกระแสภูมิภาคที่คึกคัก
เมื่อมองลงมาที่เกาะท่องเที่ยว ไทย ภาพก็สอดคล้องกับความคึกคักของภูมิภาค ในช่วงวันหยุดยาว 3 วันระหว่างวันที่ 11–13 ตุลาคม 2569 บริเวณท่าเทียบเรือบ้านแหลมศอกมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติทยอยลงเรือสปีดโบ๊ทและเรือโดยสารไปยังเกาะกูดและเกาะหมากอย่างหนาแน่น ผู้ประกอบการต้องเพิ่มเที่ยวเรือเช้าอีก 1 รอบเพื่อรองรับความต้องการเดินทางที่สูงขึ้น คาดว่าตลอด 3 วันจะมีนักท่องเที่ยวเข้าสู่ทั้งสองเกาะรวมประมาณ 3,000–4,000 คน ผู้จัดการบริษัทเรือเร็วรายหนึ่งมองว่านี่คือสัญญาณเปิดฤดูกาลไฮซีซั่นที่ดี หลังหลายธุรกิจบนเกาะหยุดให้บริการช่วงกรีนซีซั่นและกลับมาเปิดใหม่พอดีกับช่วงปิดภาคเรียน ทำให้ครอบครัวและนักท่องเที่ยวชาวไทยมีโอกาสเดินทางพักผ่อนมากขึ้น ด้านเกาะช้าง แม้จะยังไม่คึกคักเท่า แต่ผู้ประกอบการท้องถิ่นรายงานว่าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวรัสเซีย เริ่มเดินทางมากขึ้น และคาดว่าหลังวันลอยกระทงไปจนถึงปีใหม่ ห้องพักจะถูกจองเต็ม ขณะที่ภาคเอกชนก็เร่งจัดกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวแล้ว
ผลกระทบระยะยาวและโจทย์ที่อาเซียนต้องไม่ประมาท
สิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว หากต้นเหตุคือความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างโตเกียวกับปักกิ่งที่ยืดเยื้อมานานเกือบปี และยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะคลี่คลายเมื่อไร หากทั้งสองฝ่ายยังไม่ลดแรง นักท่องเที่ยวจีนก็มีแนวโน้มจะไม่กลับไปญี่ปุ่นเร็วๆ นี้ เมืองท่องเที่ยวอย่างโตเกียวและโอซาก้า ซึ่งเคยพึ่งพากำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวจีนอยู่มาก จึงต้องหาทางปรับตัวและหาตลาดใหม่รองรับ ฝั่งอาเซียน แม้จะได้อานิสงส์จากกระแส ท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เพิ่มขึ้น แต่การเติบโตช่วงปลายปีและเทศกาลปีใหม่จะดีแค่ไหนขึ้นอยู่กับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐด้วย การพึ่งกระแสจากภายนอกอย่างเดียวไม่พอ ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการสิ่งแวดล้อม และการยกระดับมาตรฐานบริการ เพื่อให้ภูมิภาคนี้เป็นคู่แข่งที่มั่นคงต่อปลายทางดั้งเดิมในเอเชียตะวันออก การแข่งขันรอบใหม่ไม่ได้วัดกันที่ภาพจำในโปสการ์ด แต่วัดกันที่ความพร้อมในการรองรับนักเดินทางหลายร้อยล้านเที่ยวต่อวันอย่างยั่งยืน






