ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

จากท่องเที่ยวถูกและดี สู่การเดินทางที่มีความหมาย

จากท่องเที่ยวถูกและดี สู่การเดินทางที่มีความหมาย
ความสนใจ|ที่เที่ยวต่างประเทศ

ท่องเที่ยวประสบการณ์ไทย คืออะไร และทำไมต้องเปลี่ยนเกม

ท่องเที่ยวประสบการณ์ไทย หมายถึงการออกแบบการเดินทางโดยยึดประสบการณ์และคุณค่าที่นักท่องเที่ยวต้องการได้รับเป็นศูนย์กลาง ตั้งแต่ความสนใจ ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงแรงจูงใจส่วนตัว ไม่ใช่การเลือกเดินทางจากราคาถูกหรือโปรโมชันอย่างเดียว แต่คือการมองว่าทริปหนึ่งทริปจะเติมเต็มอารมณ์ ความทรงจำ และความหมายต่อชีวิตอย่างไร ทั้งต่อผู้เดินทางและชุมชนที่เขาไปเยือน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศปรับทิศทางจากการท่องเที่ยวแบบ Mass ไปสู่ Experience Driven Travel หรือการเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์เฉพาะทาง แนวคิดนี้อยู่ภายใต้กรอบ “The Year of Transformation” ที่ชัดเจนว่าต้องเลิกแข่งขันด้วยจำนวนคน แล้วหันมาแข่งขันด้วยคุณค่า เปลี่ยนจาก “ขายสถานที่” เป็น “ขายประสบการณ์” เพื่อผลลัพธ์ระยะยาวมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวระยะสั้น ท่าทีนี้สะท้อนว่า ททท. เลือกขยับก่อนจะถูกโลกท่องเที่ยวบังคับให้เปลี่ยนในวันหนึ่ง

4 กลุ่มนักเดินทางยุคใหม่: จาก Value for Money สู่ Value of Experience

จุดตั้งต้นของการพลิกเกมท่องเที่ยวครั้งนี้ คือการยอมรับความจริงว่านักเดินทางยุคใหม่ไม่ได้มองหาแค่ความคุ้มค่าเรื่องราคาอีกต่อไป แต่กำลังมองหา Value of Experience หรือคุณค่าที่ได้รับจากประสบการณ์การเดินทาง ททท. จึงแยกภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2026 ออกเป็น 4 กลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ได้ชัดเจน Cultural Explorer คือคนที่ไม่ได้แค่อยากมาเที่ยว แต่ต้องการรู้จักประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชุมชนผ่านเส้นทางวัดและมรดก เวิร์กชอป และเทศกาล ต่างจากการเดินทางแบบ Mass Sightseeing ที่แค่เช็คอินแล้วไปต่อ กลุ่ม Thai Foodie มองว่าอาหารคือเหตุผลหลักในการเลือกจุดหมาย ประสบการณ์อย่าง Street Food ตลาดกลางคืน หรือคลาสทำอาหารจึงกลายเป็นตัวดึงดูดสำคัญ และ “อาหารไม่ใช่ส่วนเสริมของทริปอีกต่อไป แต่กลายเป็นการเดินทางในตัวเอง” ตามแนวคิดที่ถูกหยิบขึ้นมาชัดเจน ขณะเดียวกัน Wellness Seeker ต้องการ Reset ตัวเอง ผ่านบริการสุขภาพ สปา การแพทย์เชิงป้องกัน และรีทรีตพรีเมียม ส่วน Adventure Seeker อยากออกนอกเส้นทางเดิม ค้นพบธรรมชาติ กิจกรรมกลางแจ้ง และการเดินทางอย่างรับผิดชอบ สี่กลุ่มนี้บังคับให้การตลาดท่องเที่ยวต้องเข้าใจเหตุผลที่แต่ละคนเดินทาง ต้องการค้นหาอะไร และอยากได้รับคุณค่าแบบไหน เพื่อสร้างความผูกพันระยะยาวกับจุดหมายปลายทาง

9 Experiences: เปลี่ยนสิ่งที่มีให้เป็นสิ่งที่นักเดินทางต้องการ

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การนิยามกลุ่มนักเดินทาง แต่คือการลงมือแปลงทรัพยากรที่มีอยู่ให้เป็นประสบการณ์ที่คนยุคใหม่อยากเดินทางไปหา ททท. ระบุชัดว่าประเทศนี้มีจุดแข็งทั้งด้านวัฒนธรรม อาหาร สุขภาพ กีฬา ความคิดสร้างสรรค์ ธรรมชาติ และวิถีชีวิต แต่โจทย์สำคัญคือ “ไม่ใช่การบอกว่ามีอะไร หากเป็นการเปลี่ยนสิ่งที่เรามีให้เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการ” ภายใต้แนวทางนี้ได้กำหนดกรอบการพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยวผ่าน 9 Experiences ตั้งแต่ Cultural & Festival Experience ที่เล่าเรื่องประเพณีและงานเทศกาล Gastronomy Experience ที่ต่อยอดอาหารริมทาง อาหารท้องถิ่น และ Fine Dining ไปจนถึง Wellness Experience ที่ดูแลสุขภาวะครบวงจร และ Sports & Adventure Experience สำหรับสายแอ็กทีฟ ยังมี Music & Entertainment Experience ที่ใช้ดนตรีและอีเวนต์เชื่อมคนรุ่นใหม่ Creative Experience ที่เปิดพื้นที่ให้ลงมือทำงานศิลปะและหัตถกรรม Community Experience ที่ให้ชุมชนเป็นเจ้าของรายได้ Nature & Sustainability Experience ที่เน้นการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ และ Contemporary & Subculture Experience ที่หยิบวัฒนธรรมร่วมสมัย คาเฟ่ เกม แฟชั่น และคอมมูนิตี้เฉพาะทางมาสร้างแรงดึงดูดใหม่ ทั้ง 9 Experiences ถูกออกแบบให้ไม่ใช่แค่แพ็กเกจเที่ยว แต่เป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่จะผลักดันการเติบโตระยะยาว

จาก Mass Travel สู่จุดหมายปลายทาง ความหมาย และตัวเลขที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลง

แนวคิดจาก Mass Travel ไปสู่ Experience Driven Travel ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เริ่มสะท้อนในตัวเลขและวิธีคิดการทำตลาด ททท. ประกาศว่าในปี 2570 จะต่อยอดแนวคิดนี้ผ่านกลยุทธ์ Rebalance Market Portfolio และ Shape Experience Platform ใช้ทั้ง Target Marketing และ Experiential Marketing เพื่อวิเคราะห์ Customer Persona Pain Points Needs Preferences และ Emotion อย่างเข้มข้น เมื่อมองปัจจัยตัดสินใจเที่ยวต่างประเทศ ผลสำรวจครึ่งปีแรกของปี 2569 ชี้ว่า ความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวมีผลต่อการตัดสินใจถึงร้อยละ 64.7 อาหารและเครื่องดื่มร้อยละ 45.38 ความหลากหลายของศิลปวัฒนธรรมร้อยละ 43.74 ความน่าสนใจของวัฒนธรรมท้องถิ่นร้อยละ 37.02 และอัธยาศัยไมตรีของคนท้องถิ่นร้อยละ 35.99 ตัวเลขเหล่านี้บอกชัดว่าคนเดินทางกำลังมองหาคุณค่าที่อยู่ในประสบการณ์มากกว่าป้ายโปรโมชัน ทั้ง 9 Experiences จะถูกใช้เป็นกรอบสำคัญในการพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยวในอนาคต เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ชุมชน และภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างข้อเสนอการเดินทางที่ตอบโจทย์แต่ละกลุ่มอย่างตรงความต้องการ พร้อมเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นี่คือการขยับจาก “จุดหมายปลายทาง” ไปสู่ “จุดหมายปลายทาง ความหมาย” ที่ไม่ใช่ทุกประเทศจะทำได้ทันเวลา

ข้อสรุป: ใครได้อะไรจากการยกเครื่องท่องเที่ยวประสบการณ์ไทย

เมื่อประก puzzle ทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าการเปลี่ยนไปสู่ท่องเที่ยวประสบการณ์ไทยไม่ใช่แค่การรีแบรนด์ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดทั้งระบบ นักเดินทางยุคใหม่จะได้จุดหมายปลายทาง ความหมายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองตั้งแต่ระดับการออกแบบทริปไปจนถึงประสบการณ์หน้างาน ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยากรู้จักวัฒนธรรม ผ่านเส้นทาง Temple & Heritage หรือนักชิมที่ตั้งใจมาตามล่าคาเฟ่และตลาดกลางคืน หรือคนที่ต้องการ Reset ชีวิตและใช้การเดินทางเป็นพื้นที่ดูแลตัวเอง ในอีกด้าน ผู้ประกอบการและชุมชนมีโอกาสยกระดับสิ่งที่มีอยู่ให้กลายเป็นสินค้าและประสบการณ์เฉพาะทาง สร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการลดราคาสู้กันไม่จบสิ้น ขณะที่ภาครัฐได้เครื่องยนต์ใหม่ที่ชัดเจนผ่าน 9 Experiences ซึ่งถูกออกแบบมาให้ตอบสนองความต้องการจริงของตลาดโลก คำถามต่อไปไม่ใช่ว่ากลยุทธ์นี้ดีหรือไม่ แต่คือจะทำได้เร็วและลึกแค่ไหน เพราะโลกท่องเที่ยวกำลังเดินหน้าไปสู่การขายคุณค่าและความหมายอย่างเต็มตัว ใครเติมประสบการณ์ที่ใช่ให้กลุ่มนักเดินทางยุคใหม่ได้ก่อน คนนั้นจะเป็นจุดหมายที่อยู่ในใจ ไม่ใช่แค่ในแผนการตลาด

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!