ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

รักต้องห้าม ขวานสังหาร และเส้นบางๆ ระหว่างประวัติศาสตร์กับการแสดงใน Monster

รักต้องห้าม ขวานสังหาร และเส้นบางๆ ระหว่างประวัติศาสตร์กับการแสดงใน Monster
ความสนใจ|ดูซีรีส์

Monster ซีซันใหม่กับการตีความคดีลิซซี่ บอร์เดนแบบสุดทาง

ซีรีส์ Monster Netflix ซีซันที่เล่าเรื่องลิซซี่ บอร์เดนคือผลงานแนว true crime drama ที่นำคดีฆาตกรรมด้วยขวานในครอบครัวมาเล่าใหม่ผ่านสายตาผู้สร้าง โฟกัสอยู่ที่การสร้างตัวละครหญิงผู้ถูกกดขี่ให้ระเบิดเป็นความรุนแรง พร้อมใส่รายละเอียดเชิงดราม่าและความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ไม่ได้ปรากฏชัดในบันทึกประวัติศาสตร์ เพื่อให้ผู้ชมตั้งคำถามว่าเส้นแบ่งระหว่างเหยื่อและผู้กระทำอยู่ตรงไหนในสังคมที่กดทับผู้หญิง หัวใจของซีซันนี้คือการพาเราเข้าไปอยู่ในบ้านบอร์เดน ซึ่งลิซซี่ บอร์เดน ที่รับบทโดย Ella Beatty ถูกกล่าวหาว่าฆ่าพ่อ Andrew และแม่เลี้ยง Abby อย่างโหดเหี้ยมด้วยขวานในปี 1892 ก่อนจะถูกจับขึ้นศาลและสุดท้ายได้รับการยกฟ้อง ทีมเขียนบทเน้นภาพลิซซี่ในฐานะลูกสาวที่ถูกดูหมิ่นและถูกทำร้ายทั้งทางกายและใจจากคนในบ้าน ทำให้แรงจูงใจในการลงมือในเรื่องยิ่งชัดเจนกว่าที่มีในเอกสารคดีประวัติศาสตร์ เมื่อคดีจริงยังไม่เคยมีใครถูกตัดสินว่ามีความผิดอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีผู้ต้องหาคนอื่นถูกตั้งข้อหาเลยจนถึงวันนี้ การเลือกคดีลิซซี่มาเป็นแกนหลักของซีรีส์จึงตอบโจทย์ทั้งความโด่งดังในวัฒนธรรม true crime และช่องว่างให้ผู้สร้างใช้จินตนาการเติมแต่งเพื่อให้เรื่องเล่าดึงดูดผู้ชม

รักลับกับคนใช้ในซีรีส์ ที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยบันทึก

สิ่งที่ทำให้ซีรีส์ Monster Netflix ซีซันนี้ถูกพูดถึงแรงไม่แพ้คดี คือการเลือกให้ลิซซี่ บอร์เดนและคนใช้ในบ้าน Bridget Sullivan เป็นทั้งคนรักและผู้ร่วมมือกันสังหารครอบครัว บนหน้าจอผู้ชมเห็นทั้งฉากสัมพันธ์เชิงชู้รักและการวางแผนลงมือร่วมกัน จนภาพลิซซี่กลายเป็นตัวละครหญิงที่รักและฆ่าในเวลาเดียวกัน ปัญหาคือ เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ vs การแสดง เราพบว่าแนวทางนี้คือการสร้างดราม่าล้วนๆ เพราะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดบ่งชี้ว่าลิซซี่และ Bridget เคยมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวหรือสมคบคิดกันในคดีเลยแม้แต่น้อย แนวคิดเรื่องความรักระหว่างทั้งสองคนมาจากงานนิยายและหนังสือที่แต่งขึ้นในภายหลัง เช่น นวนิยาย Lizzie ปี 1984 ซึ่งผู้เขียนลองจินตนาการว่าพ่อและแม่เลี้ยงอาจฆ่าเพราะรับไม่ได้กับความสัมพันธ์นี้ การที่ซีรีส์ true crime drama หยิบจินตนาการเหล่านี้มาใช้โดยไม่บอกกรอบให้ชัด ตั้งคำถามสำคัญกับผู้ชมว่า เราดูเรื่องฆาตกรรมเพื่อเข้าใจความจริง หรือเพื่อเสพดราม่าที่ถูกขยี้ให้สะใจมากกว่าเดิม

คดีลิซซี่ บอร์เดนในวัฒนธรรม true crime และการหันเหของซีรีส์

คดีลิซซี่ บอร์เดนกลายเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์อาชญากรรมสหรัฐ ถูกเล่าซ้ำผ่านบทเพลงคำคล้องจอง หนังสือ และภาพยนตร์ จนตัวลิซซี่เองกลายเป็นสัญลักษณ์ในโลก true crime มากกว่าจะเป็นคนจริงที่มีมิติหลากหลาย สำหรับซีรีส์ Monster Netflix ที่เคยเล่าเรื่องฆาตกรชายอย่าง Jeffrey Dahmer หรือ Ed Gein การเลือกคดีลิซซี่มาเป็นซีซันแรกที่มีตัวเอกหญิงจึงมีความหมายในเชิงภาพรวมแฟรนไชส์ ว่าอยากสำรวจว่าผู้หญิงจะถูกมองเป็น “Monster” อย่างไร อย่างไรก็ดี ซีซันที่ใช้ชื่อว่า Monster The Lizzie Borden Story ไม่ได้เล่าเฉพาะลิซซี่ แต่ยังสอดแทรกเส้นเรื่องของ Aileen Wuornos ฆาตกรหญิงที่เคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาก่อนเข้าไปด้วย การรวมสองเรื่องในหนึ่งซีซันทำให้โฟกัสของซีรีส์กระจัดกระจาย และถูกวิจารณ์ว่าการนำ Wuornos มาใส่ในเรื่องลิซซี่ดูเหมือนเป็นการทำไปอย่างผิวเผินมากกว่าจะมีแผนสร้างข้อถกเถียงใหม่ๆ เกี่ยวกับผู้หญิงและความรุนแรง คำถามคือ เมื่อซีรีส์ true crime ต้องการทั้งความสะเทือนใจและสาระทางสังคม การยำรวมหลายคดีในซีซันเดียวแบบนี้ช่วยให้เข้าใจตัวละครมากขึ้น หรือเพียงแค่เพิ่มฉากสะเทือนอารมณ์ให้คนดูไม่เบื่อ

เมื่อฟีมินิสต์แบบดิบๆ ปะทะข้อเท็จจริง: การตอบรับที่ขมอมหวาน

การตอบรับต่อซีรีส์ Monster Netflix ซีซันคดีลิซซี่ บอร์เดนสะท้อนแรงตึงเครียดระหว่างประวัติศาสตร์ vs การแสดงอย่างชัดเจน ด้านหนึ่ง หลายคนชื่นชมที่ซีรีส์พยายามชี้ให้เห็นระบบกดขี่ผู้หญิง ทั้งผ่านพ่อที่ไม่สนใจลูกและแม่เลี้ยงที่โหดเหี้ยม ทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าความโกรธสะสมของลิซซี่ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล แต่อีกด้านหนึ่ง นักวิจารณ์บางรายชี้ว่าซีรีส์พูดถึงลิซซี่และผู้หญิงที่ใช้ความรุนแรงแบบผิวเผินเกินไป ถึงระดับทำให้เกิดความหมายแฝงบิดเบือนว่า ผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรงมีสิทธิจะฆ่าคนที่ทำร้ายได้ ซึ่งลดทอนน้ำหนักทางศีลธรรมของเรื่องราวแทนที่จะตั้งคำถามอย่างซับซ้อน นอกจากนี้การเน้นฉากรักต้องห้ามและการสังหารแบบสะใจ ยังทำให้ซีรีส์ถูกมองว่าเอียงไปทางการขายความสะพรึงและดราม่ามากกว่าการสำรวจข้อเท็จจริงของคดีลิซซี่ในฐานะคดีที่ยังไม่เคยถูกไขอย่างเป็นทางการเลย ประเด็นนี้ชวนให้ผู้ชม true crime drama ต้องถามตัวเองต่อว่า เราควรให้ค่ากับซีรีส์ที่บิดความจริงเพื่อสร้างความสะเทือนใจแค่ไหน และเส้นแบ่งระหว่างความบันเทิงกับความรับผิดชอบต่อเหยื่อและคนจริงในคดีอยู่ตรงไหนกันแน่

ข้อสรุป: เสน่ห์และอันตรายของการเล่าเรื่องฆาตกรรมแบบละคร

เมื่อมองโดยรวม Monster ซีซันคดีลิซซี่ บอร์เดนคือภาพตัวอย่างชัดเจนของการเล่าเรื่องฆาตกรรมแบบ true crime drama ที่เลือกยืนบนเส้นทางระหว่างสาระและความสะใจ ซีรีส์ใช้คดีที่โด่งดังและยังไม่เคยถูกไขมาสร้างฉากครอบครัวโหด แกะให้เห็นผู้หญิงที่ถูกกดขี่ แต่ก็เติมความสัมพันธ์รักต้องห้ามและการสมคบคิดที่ไม่มีหลักฐานประวัติศาสตร์รองรับลงไปอย่างเต็มที่ ผลคือ ผู้ชมได้เรื่องเล่าที่เข้มข้นและน่าติดตาม แต่เสี่ยงต่อการสับสนว่าความทรงจำร่วมของสังคมเกี่ยวกับคดีลิซซี่ บอร์เดนจะถูกปะปนไปกับภาพที่ผู้สร้างแต่งขึ้น หากจะดูซีรีส์ Monster Netflix ให้ได้ประโยชน์ เราควรดูอย่างมีระยะ รับรู้ว่าหน้าจอกำลังเล่า “ดราม่าจากคดีจริง” ไม่ใช่ “คดีจริง” และใช้มันเป็นจุดตั้งต้นในการกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ vs การแสดงด้วยสายตาวิจารณ์มากกว่าปล่อยให้ความสะพรึงกำหนดความเข้าใจแทนข้อเท็จจริง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!