EVEANDBOY IPO ไม่ใช่แค่ระดมทุน แต่คือเดิมพันชิงความเป็นเจ้าในบิวตี้รีเทล
EVEANDBOY IPO ตลาดหุ้น คือการยื่นเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรกของผู้ค้าปลีกสินค้าเพื่อความงามรายใหญ่ ภายใต้ชื่อย่อ EB เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป้าหมายหลักคือระดมทุนไปขยายสาขา สร้างเครือข่ายบิวตี้รีเทล ขยายสาขา ให้ครอบคลุมทั้งหน้าร้านและ ร้านค้าความงาม ออนไลน์ พร้อมต่อยอดการเติบโตของ ธุรกิจเครื่องสำอาง ไทย ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและแบรนด์มากมายต้องการพื้นที่วางสินค้า
EVEANDBOY ยื่นคำขอเสนอขายหุ้น IPO ต่อผู้ลงทุนใช้ชื่อย่อ EB เมื่อวันที่ 10 กันยายน และเตรียมเข้าจดทะเบียนใน SET การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังบริษัทผลักดันรายได้แตะ 5,339.27 ล้านบาทในปี 2568 พร้อมกำไรสุทธิ 1,218.75 ล้านบาท แสดงภาพชัดว่า EB ไม่ได้เข้าตลาดทุนในช่วงเริ่มต้น แต่เลือกจังหวะหลังพิสูจน์โมเดลธุรกิจแล้ว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า EB จะขายหุ้นได้หรือไม่ แต่คือว่าใครจะใช้จังหวะนี้เข้าถือหุ้นในธุรกิจเครื่องสำอางที่กำลังเร่ง Consolidate และกำลังจะก้าวจากเมกะสโตร์ 71 สาขาไปสู่เครือข่าย 320 สาขาในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า

ตัวเลขการเติบโตที่กล้าพูดดัง ๆ ว่าโมเดลทำกำไรแล้ว
EVEANDBOY ไม่ได้เข้าตลาดพร้อมความฝัน แต่เข้าพร้อมตัวเลขที่ชัดเจน รายได้รวมปี 2567 อยู่ที่ 4,425.71 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 5,339.27 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่กำไรสุทธิขยับจาก 1,101.51 ล้านบาทเป็น 1,218.75 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าบริษัทไม่ใช่สตาร์ทอัปที่ยังเผาเงินเพื่อโต แต่เป็นค้าปลีกที่เริ่มสร้างกำไรต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น ครึ่งแรกของปี 2569 บริษัททำรายได้ 2,762.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.5% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 597.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% หรือพูดได้ว่า “ครึ่งปีแรก EB ทำกำไรเกือบ 600 ล้านบาทจากรายได้ราว 2,762 ล้านบาท” สะท้อนยูนิตอีโคโนมิกส์ที่แข็งแรงในระดับที่นักลงทุนสถาบันต้องหันมามอง
อีกด้านหนึ่ง อัตรากำไรสุทธิที่เคยทำจุดสูงสุดที่ 24.9% ในปี 2567 ก่อนจะอยู่ที่ 22.8% ในปี 2568 และ 21.6% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 บอกเราว่าบริษัทเลือกยอมบางส่วนของมาร์จิ้นเพื่อซื้อการเติบโต ขยายฐานลูกค้า และล็อกพื้นที่ในสมรภูมิบิวตี้รีเทล แทนที่จะรักษากำไรระยะสั้น

170 ล้านหุ้นแลกกับเครือข่าย 320 สาขา คือเดิมพันแบบไปให้สุด
ในเชิงโครงสร้างดีล IPO ครั้งนี้ EB เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 170.354 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.05% ของจำนวนหุ้นหลังเสนอขาย หุ้นใหม่ทั้งหมดเป็นกระสุนทางการเงินตรง ๆ เพื่อขยายสาขาและเป็นเงินทุนหมุนเวียนรองรับสต็อกสินค้าความงามหลายหมื่นรายการ
แผนที่ระบุในไฟลิ่งชัดว่า EB ต้องการเพิ่มเครือข่ายจาก 71 สาขา ณ สิ้นมิถุนายน 2569 ไปเป็น 320 สาขาภายในปี 2574 แปลตรง ๆ ว่าเครือข่ายหน้าร้านจะโตหลายเท่าตัวในเวลาไม่ถึงทศวรรษ และปี 2568 เคยเปิดสาขาใหม่ถึง 25 แห่งด้วยงบลงทุนกว่า 600 ล้านบาท แสดงสไตล์การเติบโตแบบเร่งเครื่องเต็มกำลัง
ในมุมความเสี่ยง การเร่งขยายสาขาทำให้ภาระลงทุนสูงขึ้นและกดอัตรากำไรสุทธิ แต่ในมุมกลยุทธ์ หาก EB ปักหมุดทำเลสำคัญก่อนคู่แข่ง เครือข่าย 320 สาขาจะกลายเป็นกำแพงสูงที่ผู้เล่นใหม่เข้ามาแทรกได้ยาก โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้บริโภคยังอยากลองสี ลองเนื้อผลิตภัณฑ์ก่อนจ่ายเงิน

Omni-channel แต่เดิมพันหลักยังอยู่ที่ออฟไลน์และการ Consolidate แบรนด์
แม้โลกกำลังวิ่งไปทาง ร้านค้าความงาม ออนไลน์ แต่โมเดลของ EB คือ Omni-channel ที่ให้ออฟไลน์เป็นศูนย์กลางและออนไลน์เป็นตัวเสริม บริษัทมีทั้งหน้าร้าน เว็บไซต์ แอป อีคอมเมิร์ซ และโซเชียลคอมเมิร์ซ พร้อมสินค้ากว่า 24,000 SKU ครอบคลุมสกินแคร์ เมกอัป น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล
จุดสำคัญคือ EB ใช้สาขาใหญ่เป็น Beauty Destination ที่ดึงทั้งแบรนด์ Niche Prestige Masstige และ Mass มารวมกัน พร้อมสินค้า Exclusive มากกว่า 25 แบรนด์ที่หาซื้อได้เฉพาะในเครือข่ายนี้ กลยุทธ์นี้ทำให้แบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่ต้องเข้าค่ายเดียวกันเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค ทำให้ EB กลายเป็นตัวกลางหลักของ ธุรกิจเครื่องสำอาง ไทย มากขึ้น
กลยุทธ์ดังกล่าวคือการ Consolidate ตลาดผ่านหน้าร้าน ไม่ใช่แค่การขายของ แต่คือการยึดพื้นที่ทดลองสินค้า สร้างประสบการณ์และข้อมูลลูกค้า ซึ่งยากที่แพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วไปจะเลียนแบบได้ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมบิวตี้รีเทลยุคนี้ยังเลือกเร่งขยายออฟไลน์แม้ช่องทางดิจิทัลจะเติบโตก็ตาม

บทสรุป: EB คือเคสศึกษาว่าใครยึดหน้าร้านได้ก่อน คนนั้นตั้งกติกาตลาดได้
หากมอง EVEANDBOY IPO ตลาดหุ้น ในมุมเคสศึกษา จะเห็นสูตรชัดเจน คือ พิสูจน์กำไรก่อน แล้วใช้ตลาดทุนเป็นเชื้อเพลิงเร่งขยายสาขา เป้าหมายรายได้ 1 หมื่นล้านที่ผู้บริหารตั้งไว้จึงไม่ใช่สโลแกน แต่เป็นแผนที่มีตัวเลขรองรับ ตั้งแต่ยอดขายที่โตต่อเนื่องไปจนถึงกำไรสุทธิที่ยังสูงแม้จะยอมลดมาร์จิ้นเพื่อเติบโต
สำหรับผู้เล่นในตลาดบิวตี้และนักลงทุน EB ส่งสัญญาณชัดว่า สมรภูมิที่จะตัดสินผู้ชนะไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มออนไลน์ แต่คือความสามารถในการสร้างเครือข่ายหน้าร้านขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับดิจิทัลอย่างลงตัว ใครยึดชั้นวางสินค้าและทำเลได้ก่อน คนนั้นจะกลายเป็นประตูหลักของแบรนด์ และเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขในตลาด
คำถามต่อจากนี้คือ EB จะรักษาคุณภาพสาขา ประสบการณ์ลูกค้า และอัตรากำไรได้แค่ไหนระหว่างวิ่งจาก 71 ไป 320 สาขา หากรักษาสมดุลได้ รุ่นนี้อาจกลายเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกของการ Consolidate ธุรกิจเครื่องสำอางผ่านกลยุทธ์บิวตี้รีเทล ขยายสาขา ที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องหยิบมาอ่านซ้ำ






