ใช้ AI แทบทุกวัน แต่วิกฤตความมั่นใจแรงกว่าที่คิด
ช่องว่างทักษะ AI คือสถานการณ์ที่การใช้ AI ในการทำงานเติบโตเร็วกว่าอัตราการพัฒนาทักษะ ส่งผลให้พนักงานจำนวนมากใช้เครื่องมือ AI เป็นประจำ แต่ไม่มั่นใจว่าตนเองใช้ได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์มาตรฐานงานหรือความคาดหวังขององค์กร ช่องว่างนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงในอาชีพ โอกาสเติบโต และความสามารถในการแข่งขันของทั้งคนทำงานและองค์กรในระยะยาว ข้อมูลจากการสำรวจพนักงานและองค์กรกว่า 5,000 รายใน 10 ตลาดหลักของเอเชีย พบว่าในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมีการใช้ AI ในการทำงานสูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานที่ระบุว่าใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของงานประจำวัน ทว่าความรู้สึก “เก่ง AI พอหรือยัง” กลับสวนทางกับอัตราการใช้งาน ตัวเลขที่น่าตกใจคือ 94% ของพนักงานกลุ่มหนึ่งใช้ AI ในการทำงาน แต่มีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งถึง 57% ที่มั่นใจว่าทักษะการใช้งาน AI ของตนยังสอดคล้องกับความต้องการของงานและองค์กรในปัจจุบัน นี่ไม่ใช่ปัญหาเล็ก เพราะมันบอกเราว่า การใช้ AI เยอะไม่ได้แปลว่าคนทำงานพร้อมสำหรับโลกการทำงานยุคใหม่

การใช้ AI แบบกว้างแต่ตื้น: ภาพใหญ่ของโลกการทำงาน
ภาพจากต่างประเทศสะท้อนปัญหาเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ข้อมูล Real-Time Population Survey เพื่อดูว่าคนทำงานใช้ Generative AI จริงแค่ไหน โดยพบว่าเทคโนโลยีนี้เข้าถึงอาชีพมากถึง 80% และครอบคลุมมากกว่า 40% ของงานย่อย แต่ในส่วนใหญ่ของอาชีพเหล่านั้น มีคนใช้ AI ไม่ถึงครึ่งของพนักงานในแต่ละสายงาน งานวิจัยสรุปชัดว่า GenAI ถูกใช้ในหลายอาชีพและหลายประเภทงาน แต่มีเพียงไม่กี่อาชีพที่มีอัตราการใช้งานระดับสูงมาก โดยประมาณสี่ในห้าอาชีพย่อยมีอัตราการใช้เกิน 20% แต่มีเพียงหนึ่งในหกอาชีพที่มีการใช้งานเกิน 70% ของพนักงาน สิ่งนี้สะท้อนว่า การใช้ AI ตอนนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ “กว้างแต่ตื้น” คือกระจายไปเกือบทุกสายอาชีพ แต่ไม่ได้ลงลึกถึงระดับที่คนส่วนใหญ่ในแต่ละบทบาทใช้เป็นจริงจังหรือใช้ในงานที่ซับซ้อน ช่องว่างทักษะ AI จึงไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นโครงสร้างใหม่ของตลาดแรงงานยุค GenAI

เมื่อองค์กรวิ่งนำ แต่การพัฒนาทักษะ AI ยังตามไม่ทัน
อีกด้านหนึ่งของปัญหา คือความเร็วที่องค์กรนำ AI เข้าไปในที่ทำงาน ข้อมูลจากการสำรวจในภูมิภาคหนึ่งระบุว่า 58% ขององค์กรได้นำ AI เข้ามาใช้ในสถานที่ทำงานแล้ว ขณะที่ 93% ของพนักงานบอกว่าตนเองกำลังใช้งาน AI อย่างจริงจัง การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นเร็ว แต่โครงสร้างการพัฒนาทักษะกลับช้ากว่าอย่างเห็นได้ชัด ผลคือพนักงานส่วนใหญ่เรียนรู้ด้วยตนเองจากการลองผิดลองถูก ใช้ AI แค่กับงานที่เคยทำอยู่แล้ว เช่น ค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล 53% ช่วยงานด้านการสื่อสาร 44% และการวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมสร้างข้อมูลเชิงลึก 43% เพื่อช่วยในการตัดสินใจ ทั้งที่ AI สามารถเข้าไปเปลี่ยนวิธีออกแบบงาน วัดผลงาน หรือสร้างบริการใหม่ได้มากกว่านั้น คำกล่าวหนึ่งจากรายงานระบุว่า เมื่อรูปแบบงานเปลี่ยนไปเรื่อย การพัฒนาทักษะใหม่หรือ reskilling กำลังกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพนักงานเริ่มกังวลว่าตนเองตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ถ้าองค์กรยังเดินหน้าใช้ AI โดยไม่ยกระดับการพัฒนาทักษะ AI อย่างเป็นระบบ ช่องว่างทักษะ AI จะยิ่งกว้าง และกลายเป็นความเสี่ยงต่อประสิทธิภาพและความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์กรเอง
ความกลัวที่ซ่อนอยู่: AI, ความมั่นคงในงาน และความรับผิดชอบ
ตัวเลขความกังวลของพนักงานไม่ได้มาจากความรู้สึกคลุมเครือ แต่ผูกตรงกับความมั่นคงในอาชีพ พนักงานจำนวนมากเชื่อว่า AI เปิดโอกาสในสายงานของตน 72% มองว่า AI จะส่งผลดีต่อเส้นทางอาชีพ แต่ในเวลาเดียวกัน 43% กังวลว่าทักษะบางอย่างของตนอาจล้าสมัยหรือไม่จำเป็นเมื่อระบบอัตโนมัติและ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ยังมีความกังวลด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบที่ชัดเจน 46% ของพนักงานรู้สึกไม่แน่ใจว่าใครต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่อ้างอิงจาก AI ขณะเดียวกัน 43% กังวลเรื่องการนำข้อมูลไปใช้ผิดทางหรือการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญขององค์กร ช่องว่างระหว่างการใช้ AI กับความมั่นใจในทักษะจึงสะท้อนสองอย่างพร้อมกัน หนึ่ง คนทำงานเข้าใจแล้วว่า ความสามารถด้าน AI คือประเด็นความมั่นคงในงาน ไม่ใช่แค่เทรนด์ของเล่นใหม่ สอง พวกเขาขาดเส้นทางการเรียนรู้ที่ชัดเจน ทั้งโครงสร้างการพัฒนาทักษะ AI ภายในองค์กรและแนวทางกำกับดูแลด้านจริยธรรมที่ทำให้กล้าใช้เครื่องมือเหล่านี้กับงานที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น
จากผู้ใช้ทั่วไปสู่ผู้มีทักษะ: ทางรอดของพนักงานและองค์กร
เมื่อ Generative AI กระจายไปถึงราว 80% ของอาชีพ แต่ส่วนใหญ่ยังมีอัตราการใช้งานระดับปานกลางหรือต่ำกว่าครึ่งของพนักงานในแต่ละอาชีพ การแข่งขันในตลาดงานจะไม่ได้วัดกันที่ “ใช้ AI เป็นหรือไม่” อีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ “ใช้ AI เก่งแค่ไหน” และ “ต่อยอดเป็นผลงานที่จับต้องได้อย่างไร” ช่องว่างทักษะ AI จึงกลายเป็นเส้นแบ่งใหม่ระหว่างคนทำงานที่แค่เอาตัวรอด กับคนที่มีสิทธิ์เติบโต สำหรับพนักงาน การรอให้บริษัทส่งเข้าอบรมไม่พออีกแล้ว การฝึกใช้ AI กับงานจริงของตัวเองอย่างเป็นระบบ ตั้งคำถามกับผลลัพธ์ เรียนรู้เรื่องข้อมูลและจริยธรรมการใช้ AI ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตัวเอง สำหรับองค์กร การลงทุนกับการพัฒนาทักษะ AI แบบต่อเนื่องและเป็นขั้นตอนสำคัญไม่แพ้การลงทุนในเครื่องมือใหม่ การสร้างกรอบการใช้ที่ชัดเจน โปรแกรม reskilling และโค้ชภายใน ช่วยเปลี่ยนจากการใช้ AI แบบ “บนผิว” มาเป็นการใช้ที่ลึกขึ้น มีมาตรฐาน และเพิ่มผลลัพธ์ต่อธุรกิจ บทสรุปคือ การใช้ AI สูงไม่ใช่สัญญาณว่าพร้อมสำหรับอนาคต สิ่งที่บอกความพร้อมจริง คือความสามารถในการปิดช่องว่างทักษะ AI ให้เร็วกว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของงาน ถ้าทำได้ ทั้งพนักงานและองค์กรจะไม่เพียงอยู่รอด แต่ยังมีโอกาสนำหน้าในยุคที่ AI เป็นส่วนหนึ่งของทุกอาชีพ






