BEV คืออะไร และตัวเลขการเติบโตบอกอะไรกับตลาดรถยนต์
ยานยนต์ไฟฟ้า BEV หรือ Battery Electric Vehicle คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไม่ปล่อยไอเสียระหว่างการขับขี่ มีโครงสร้างระบบขับเคลื่อนที่เรียบง่ายกว่า ใช้ซอฟต์แวร์และระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นหัวใจสำคัญของการทำงาน จึงเปลี่ยนทั้งต้นทุนการซ่อมบำรุง รูปแบบการใช้พลังงาน และประสบการณ์การขับขี่ของผู้ใช้ไปพร้อมกัน ภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ล่าสุดสะท้อนชัดว่า BEV ไม่ใช่กระแสรองอีกต่อไป เดือนกรกฎาคมมีการผลิตรถยนต์รวม 117,383 คัน เพิ่มขึ้น 6.12% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่สิ่งที่โดดเด่นคือการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า BEV 13,422 คัน เพิ่มขึ้นถึง 271.80% ขณะที่ช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม การผลิตรถยนต์นั่ง BEV สะสมอยู่ที่ 47,452 คัน เติบโต 73.13% ตรงกันข้ามกับรถสันดาปที่ยอดผลิตหดลงแรง กระแสนี้บอกตรงว่าเรากำลังก้าวผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า BEV
ยอดขายรถไฟฟ้าพุ่ง ตลาดยานยนต์ไทยพลิกสมดุล รถสันดาปทรุดหนัก
หัวใจของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้อยู่ที่ยอดขายรถไฟฟ้าไม่ใช่แค่ตัวเลขการผลิต ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 59,196 คัน เพิ่มขึ้น 20.07% จากปีก่อน โดยแรงขับเคลื่อนแทบทั้งหมดมาจากยานยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ขายได้ 20,989 คัน เพิ่มขึ้นถึง 122.08% และครองส่วนแบ่ง 35.46% ของยอดขายทั้งหมด ขณะที่รถยนต์นั่งสันดาปภายในขายได้เพียง 7,654 คัน ลดลง 34.58% เหลือสัดส่วนแค่ 12.76% ของตลาด ตัวเลขเหล่านี้คือคำประกาศว่า รถสันดาปทรุดลงจากการเป็นพระเอกของตลาดอย่างชัดเจน เมื่อมองภาพรวม 7 เดือน ยอดขายสะสม 406,162 คัน เติบโต 15.39% แต่ยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า 125,411 คัน เติบโตถึง 97.39% ส่วนรถสันดาปกลับหดตัว การเติบโตของ BEV ไม่ได้แค่แย่งส่วนแบ่งตลาด แต่กำลังเปลี่ยนความคาดหวังของผู้บริโภคต่อรถยนต์ ว่าความประหยัดพลังงาน สมรรถนะ และเทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดยานยนต์ไทย

EV นำเข้าครองส่วนใหญ่ ซัพพลายเชนในประเทศเริ่มกระอัก
แม้ยอดขายยานยนต์ไฟฟ้า BEV จะสูงขึ้นอย่างน่าตื่นตา แต่ด้านที่น่ากังวลคือการที่ยอดขายส่วนใหญ่ยังเป็นรถนำเข้า ช่วง 7 เดือนแรกยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าอยู่ที่ 125,411 คัน แต่การผลิตในประเทศมีเพียง 46,924 คัน หรือ 37.42% ของยอดขาย ขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้านำเข้าคิดเป็น 62.58% ของตลาด นั่นหมายถึงเม็ดเงินจำนวนมากไหลออกไปยังผู้ผลิตต่างประเทศ ขณะที่การผลิตในประเทศยังไม่ได้อาศัยกระแส EV เพื่อพยุงการจ้างงานและซัพพลายเชนเท่าที่ควร ด้านการผลิตรถยนต์รวม 7 เดือนอยู่ที่ 834,595 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.09% แต่โครงสร้างภายในเปลี่ยนไปอย่างมาก การผลิตรถยนต์นั่ง ICE ลดลง 34.49% เหลือ 92,184 คัน ขณะที่ BEV โต 73.13% และ HEV โต 17.41% เมื่อ EV ที่ขายได้ส่วนใหญ่เป็นรถนำเข้า ซัพพลายเชนในประเทศจึงไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากการเติบโตของยอดขายรถไฟฟ้า ซ้ำยังต้องรับแรงกระแทกจากการหดตัวของรถสันดาป จนเริ่มเห็นผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายต้องหยุดกิจการหรือย้ายฐานลงทุนไปที่อื่น
รถกระบะจากโปรดักส์แชมเปี้ยนสู่สินค้ากลุ่มเสี่ยงในยุค EV
ขณะที่รถยนต์นั่งกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว รถกระบะกลับกลายเป็นจุดเปราะบางที่สุดของตลาดยานยนต์ไทย รถกระบะ 1 ตันซึ่งเคยเป็นโปรดักส์แชมเปี้ยน กำลังเผชิญทั้งแรงกดดันจากสินเชื่อที่เข้มงวดและโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไป ยอดขายรถกระบะบรรทุกเดือนกรกฎาคมลดลง 16.22% สอดคล้องกับข้อมูลว่าสินเชื่อรถยนต์หดตัว 7.8% จากความระมัดระวังของสถาบันการเงิน ยอดขายสะสมรถกระบะ 1 ตัน 7 เดือนอยู่ที่ 37,369 คัน ลดลง 17.38% และลดลงมากกว่า 60% เมื่อเทียบกับช่วงที่เคยขายได้เดือนละกว่า 30,000 คัน ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่โชว์รูม เพราะรถกระบะใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศถึง 90% ทำให้การหดตัวของยอดขายส่งผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากในห่วงโซ่อุปทาน บางรายต้องเลิกกิจการหรือย้ายฐานการลงทุน ขณะที่การใช้กำลังการผลิตของโรงงานเหลือไม่ถึง 60% ของศักยภาพ รถกระบะจึงกำลังเดินอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างการปรับตัวเข้ากับยุคยานยนต์ไฟฟ้า BEV และการสูญเสียตำแหน่งสินค้าหลักของประเทศไปอย่างถาวร
การปรับโครงสร้างภาษีและสินเชื่อคือกุญแจสู่การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน
เมื่อยอดขายยานยนต์ไฟฟ้า BEV แซงหน้ารถสันดาป และรถกระบะทรุดลงอย่างหนัก คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า EV จะมาแทนที่หรือไม่ แต่คือเราจะจัดการการเปลี่ยนผ่านอย่างไรให้ทั้งผู้บริโภคและซัพพลายเชนอยู่รอด กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เสนอชัดว่ารัฐบาลต้องเร่งทบทวนโครงสร้างภาษี เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศทั้งกลุ่มสันดาปและกลุ่ม EV ไม่ให้เสียเปรียบต่อยานยนต์ไฟฟ้านำเข้าสำเร็จรูปทั้งคัน ซึ่งไม่ได้สร้างการจ้างงานและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศเท่ากับผู้ผลิตภายใน อีกข้อเสนอสำคัญคือการตั้งกองทุนค้ำประกันความเสียหายจากรถยึด โดยนำข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันกลับมาพิจารณา ให้กองทุนเข้าชดเชยผลขาดทุนตามจริงแก่สถาบันการเงิน เพื่อให้แบงก์กล้าปล่อยสินเชื่อรถกระบะมากขึ้น และพยุงยอดขายกับการผลิตในกลุ่มโปรดักส์แชมเปี้ยนไม่ให้ทรุดตัวต่อเนื่อง หากการปรับโครงสร้างภาษีและสินเชื่อเดินไปพร้อมกับการดึงการลงทุนผลิต EV ในประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า BEV จะไม่ใช่เกมแพ้ชนะระหว่างรถสันดาปกับ EV แต่เป็นการยกระดับทั้งอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้ในระยะยาว




