ราคาสมาร์ทโฟนแพงขึ้นไม่ใช่เพราะโลภ แต่มาจากต้นทุนชิปที่บิดเบี้ยว
ราคาสมาร์ทโฟนแพง คือสถานการณ์ที่ต้นทุนชิ้นส่วนสำคัญอย่างชิป NAND และหน่วยความจำในโทรศัพท์เพิ่มสูงต่อเนื่องจากการแย่งอุปทานไปใช้ในเซิร์ฟเวอร์ AI ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งในกลุ่มสมาร์ทโฟนตัวท็อปราคาและมือถือระดับกลางแพงขึ้น แม้ภาพรวมความต้องการซื้อเครื่องใหม่ทั่วโลกจะชะลอตัวและยอดขายลดลง ผู้บริโภคจำนวนมากจึงเริ่มหันไปใช้เครื่องรีเฟอร์บิชแทนการซื้อมือถือใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากราคาสมาร์ทโฟนแพงที่ยังไม่มีสัญญาณลดลงในระยะใกล้
ประเด็นสำคัญคือ แม้ตลาดชะลอ ผู้ผลิตไม่ได้อยู่ในสถานะที่สามารถลดราคาได้ เพราะโครงสร้างต้นทุนกำลังถูกเขย่าอย่างรุนแรงจากสงครามแย่งชิปสำหรับ AI หน่วยความจำที่เคยคิดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุน กลายเป็นตัวกำหนดว่าแบรนด์จะทำกำไรได้หรือไม่ และจะกล้าลดราคาแค่ไหนโดยไม่ทำให้ธุรกิจสะดุด เมื่อคำตอบคือทำไม่ได้ ราคาขายจึงยังสูง ขณะที่การโปรโมตและส่วนลดก็ถูกตัดลงเพื่อรักษาอัตรากำไร
ชิป NAND พุ่งราคาเพราะ AI ส่งผลต่อสมาร์ทโฟนตัวท็อปราคาโดยตรง
ต้นเหตุใหญ่ของวงจร ราคาสมาร์ทโฟนแพง อยู่ที่ชิป NAND ซึ่งใช้เป็นหน่วยความจำเก็บข้อมูลในโทรศัพท์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอื่นๆ ความต้องการเซิร์ฟเวอร์ AI ที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ผลิตหันอุปทาน NAND ไปป้อนระบบจัดเก็บข้อมูลระดับองค์กรเป็นหลัก ราคาสัญญา NAND Flash จึงคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น 70% ถึง 75% แบบไตรมาสต่อไตรมาสในไตรมาสที่ 2 ตามผลสำรวจของ TrendForce คำถามคือ ทำไมผู้ใช้มือถือทั่วไปต้องจ่ายค่าชิปแพงเพื่อเลี้ยงความกระหายข้อมูลของโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่อยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งแทบไม่มีใครได้เลือกโดยตรงว่าต้องการหรือไม่
เมื่อ SSD ระดับองค์กรดูดซับบิต NAND ไปถึง 48% ของปริมาณทั่วโลกในไตรมาสเดียว อุปทานสำหรับสินค้าผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นพีซีหรือสมาร์ทโฟนจึงหายไปทันที ผู้ผลิตโทรศัพท์ถูกบังคับให้เลือกระหว่างการขึ้นราคาปลีก การลดสเปกความจุจัดเก็บข้อมูล หรือยอมรับกำไรที่บางลงมาก ซึ่งในกลุ่มสมาร์ทโฟนตัวท็อปราคา พวกเขามักเลือกไม่ลดสเปก เพราะต้องรักษาภาพลักษณ์พรีเมียม ผลที่ตามมาคือผู้ใช้ในตลาดบนต้องจ่ายราคาแพงขึ้น เพื่อแลกกับสเปกที่ไม่ได้ก้าวกระโดดเท่ากับแรงขึ้นของต้นทุน

มือถือระดับกลางแพงขึ้นหนักสุด เพราะแบรนด์แบกรับต้นทุนไม่ไหว
ผลกระทบจากชิป NAND และหน่วยความจำไม่ได้กระจายเท่ากันทุกช่วงราคา มือถือระดับกลางแพงขึ้น และกลุ่มงบจำกัดถือเป็นผู้รับกรรมเต็ม ๆ เพราะโครงสร้างราคาของรุ่นเหล่านี้ต้องแข่งขันดุเดือดอยู่แล้ว หน่วยความจำอาจคิดเป็น 15% ถึง 20% ของต้นทุนวัสดุในโทรศัพท์ระดับกลางตามการประเมิน พอชิป NAND พุ่งราคา แบรนด์จึงไม่มีพื้นที่เหลือให้ดูดซับต้นทุนได้มาก บางรายเลือกตัดรุ่นราคาประหยัดออกไปเพื่อรักษาอัตรากำไร ส่งผลให้ตัวเลือกของผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องใหม่ราคาย่อมเยาลดลงทันที
ภาพนี้สะท้อนผ่านยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนใหม่ทั่วโลกรวมที่ลดลง 6% ในไตรมาสที่ 2 เหลือ 272 ล้านเครื่องจากเดิม 288.9 ล้านเครื่อง เพราะเซกเมนต์ราคาต่ำไม่สามารถแบกรับต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดจัดส่งอยู่ในกลุ่มราคาต่ำ แต่กลับต้องถูกบีบออกจากตลาด เมื่อเครื่องใหม่เริ่มหลุดมือผู้บริโภคด้วยราคา ผู้ใช้จำนวนมากจึงเริ่มตั้งคำถามเชิงปฏิบัติว่า ซื้อมือถือเมื่อไร ถึงจะคุ้มค่าในยุคที่ราคาไม่เป็นมิตรกับกระเป๋าเงินอีกต่อไป
รีเฟอร์บิชกำลังกลายเป็นคำตอบ เมื่อมือถือใหม่ไม่คุ้มเงินที่จ่าย
เมื่อราคาสมาร์ทโฟนแพงต่อเนื่อง ผู้บริโภคเริ่มขยับออกจากตลาดเครื่องใหม่ไปหาทางเลือกอื่น การเติบโตของมือถือรีเฟอร์บิชสะท้อนคำตอบชัดเจน ในไตรมาสแรกของปี หน้าจอแสดงผลที่ถูกส่งเข้าสู่ตลาดรีเฟอร์บิชเพิ่มขึ้น 20% แตะ 298 ล้านชิ้น แซงหน้าแผงจอสำหรับมือถือเครื่องใหม่ที่อยู่ที่ 289 ล้านชิ้นเป็นครั้งแรก นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือสัญญาณว่าเครื่องมือสองและการซ่อมแซมกำลังกลายเป็นวิธีหลักในการอัพเดตมือถือของคนจำนวนมาก แทนการไล่ตามสมาร์ทโฟนตัวท็อปราคารุ่นล่าสุด
รายงานตลาดสมาร์ทโฟนในหลายภูมิภาคชี้ว่าต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นทำให้ผู้ผลิตทั้งลดโปรโมชันและขึ้นราคา ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย เมื่อเครื่องรีเฟอร์บิชให้ประสบการณ์ใกล้เคียงพรีเมียมโฟนในราคาจับต้องได้มากกว่า คำถาม ซื้อมือถือเมื่อไร จึงเริ่มมีคำตอบแบบใหม่ คือซื้อเมื่อเครื่องปัจจุบันเริ่มมีปัญหาที่แก้ไม่ได้ด้วยการซ่อม และให้โอกาสเครื่องรีเฟอร์บิชก่อนคิดจะจ่ายเงินให้กับรุ่นใหม่ที่ราคาแรงเกินเหตุ
อนาคต: ราคาจะไม่ลงง่าย ๆ ผู้ใช้ต้องปรับกลยุทธ์ก่อนซื้อเครื่องใหม่
ข่าวร้ายสำหรับคนที่หวังว่าราคาสมาร์ทโฟนแพงจะเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ คือการขยายกำลังการผลิต NAND อย่างมีนัยสำคัญยังไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนช่วงปลายปี 2027 หรือ 2028 ตามการคาดการณ์ของ TrendForce ขณะที่อีกสำนักวิจัยมองว่ากว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของราคาและอุปทานหน่วยความจำอาจต้องรอไปจนถึงปี 2028 เช่นกัน โดยอุปทานและราคาหน่วยความจำจะเป็นตัวแปรหลักกำหนดทิศทางตลาดในอีก 18 ถึง 24 เดือนข้างหน้า ไม่ใช่ความต้องการของผู้บริโภค
ในบริบทนี้ การถามตัวเองว่าควร ซื้อมือถือเมื่อไร จึงสำคัญกว่าการลุ้นว่ารุ่นหน้าจะถูกลง การเลื่อนการอัพเกรด เลือกเครื่องรีเฟอร์บิชที่สเปกยังตอบโจทย์ หรือเน้นรุ่นที่ให้พื้นที่เก็บข้อมูลพอใช้โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มเกินจำเป็น กลายเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลกว่า การไล่ซื้อสมาร์ทโฟนตัวท็อปราคา ด้วยความหวังว่ามันคือการลงทุนระยะยาว ในโลกที่ชิป NAND พุ่งราคา และมือถือระดับกลางแพงขึ้นแบบไม่มีสัญญาณเบรก ผู้ใช้ต้องฉลาดกว่าระบบ ไม่ใช่แค่แรงงานที่จ่ายเงินสนับสนุนยุค AI โดยไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียเท่าที่ควร






