ไอเดียใหญ่ที่ไปไม่สุดของซีรีส์ The Paper ซีซั่น 2
ซีรีส์ The Paper ซีซั่น 2 คือสปินออฟจากซิตคอมออฟฟิศชื่อดังที่พาผู้ชมไปยังห้องข่าวเล็กๆ และพยายามตั้งคำถามเข้มข้นเรื่องความสัมพันธ์ในที่ทำงาน ว่าความผูกพันระหว่างคนทำงานร่วมกันนั้นเป็นความรักแท้หรือแค่ภาพลวงตาที่เกิดจากการร่วมมือกันสร้างผลงานร่วมกันเท่านั้น ซีซั่นนี้ใช้โครงสร้างแบบปล่อยรวดเดียว 10 ตอนบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งในวันที่ 9 กันยายน และวางตำแหน่งตัวเองเป็นซิตคอมออฟฟิศที่มีน้ำเสียงเข้มกว่า ทะเยอทะยานกว่าต้นฉบับ แต่ก็ถูกวิจารณ์หนักว่าไม่สามารถส่งไอเดียหลักให้ระเบิดพลังได้เต็มที่
สิ่งที่ทำให้วิจารณ์ The Paper season 2 หนักสุดคือไอเดีย “อะไรที่คุณคิดว่าเป็นรักอาจเป็นแค่การทำงานร่วมกัน” ถูกตั้งขึ้นได้อย่างเฉียบคมในตอนที่สอง แต่ไม่ถูกพัฒนาให้กลายเป็นเส้นเรื่องใหญ่ที่กระแทกผู้ชมอย่างที่ควร ตัวละคร Ken ในฐานะกลยุทธ์องค์กรผู้ดูงี่เง่าเป็นคนพูดประโยคสำคัญ แต่หลังจากนั้นซีรีส์เหมือนถอยหนีประเด็นนี้ไปสู่มุกคอมเมดี้ปลอดภัย การเมืองในออฟฟิศ และดราม่าความหึงหวงแบบเดิมๆ ทำให้ไอเดีย “ดิอาโบลิคัล” กลายเป็นแค่ประกายแว๊บ ไม่ใช่แรงขับเคลื่อนของซีซั่นทั้ง 10 ตอน เมื่อโครงหลักไปไม่สุด แม้โปรดักชันจะเนี้ยบและจังหวะคอมเมดี้บางตอนจะทำได้ดี ซีซั่นนี้จึงถูกให้เกรดเพียง C สะท้อนว่าการเติบโตของเรื่องยังไม่เข้าเส้น

Esmeralda ตัวละครแยแมที่แบกทั้งความสนุกและความขัดแย้ง
ถ้ามีตัวละครหนึ่งที่ทำให้ซีรีส์นี้แตกขั้วแฟนอย่างรุนแรง นั่นคือ Esmeralda นักข่าวสายบุกทะลุร้านเครื่องกระเบื้องในห้องข่าว Toledo Truth Teller ผู้มีทั้งความอีโก้และพลังคอมเมดี้ในตัวเดียว อินเทอร์เน็ตถูกแบ่งเป็นสองฝั่งชัดเจน หลายคนมองว่าเธอเป็นตัวละครแยแม ทั้งโอ้อวด ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และกลบเส้นเรื่องคนอื่นจนขาดสมดุล ขณะที่อีกฝั่งกลับหลงรักความบ้าพลังแบบไม่สนใครของเธอ เห็นว่าเป็นหัวใจความตลกของซีรีส์
นักแสดงที่รับบท Esmeralda บอกตรงๆ ว่าเธอยังมองตัวละครนี้เป็น “งานระหว่างทาง” และกระบวนการสร้างซีรีส์เองก็เปลี่ยนไปวันต่อวัน ทั้งนักเขียนและผู้สร้างยังทดลองทิศทางใหม่อยู่เสมอ ปัญหาคือเมื่อทีมงานยังไม่ตกผลึก บุคลิกที่สวิงไปมาระหว่างคนเห็นแก่ตัวกับนักข่าวหัวใจเปลี่ยนโลก จึงทำให้ Esmeralda ดูไม่เป็นรูปเป็นร่างพอจะให้ผู้ชมตั้งหลักว่าเธออยู่ฝั่งไหน และยิ่งในซีซั่น 2 เธอต้องเจอ “เรียลลิตี้เช็ก” หลายครั้งตลอด 10 ตอนที่ลงสตรีมพร้อมกันในวันที่ 9 กันยายน แนวทางการลงโทษตัวละครด้วยเหตุการณ์แรงๆ อาจช่วยให้เธอดูมีมิติขึ้น แต่ก็ยิ่งเน้นให้เห็นว่าซีรีส์ยังสับสนว่าต้องการให้ Esmeralda เป็นตัวตลกที่คนรัก หรือเป็นตัวร้ายที่ผู้ชมรอวันถูกหักล้าง

เมื่อตัวเอกกลายเป็นตัวร้าย ความโรแมนติกออฟฟิศกลายเป็นกับดัก
เส้นเรื่องรักของ Ned บรรณาธิการหัวหน้า กับ Mare นักข่าวมือหนึ่ง ถูกเร่งเครื่องตั้งแต่ต้นซีซั่นสองอย่างชัดเจน ผู้สร้างยอมรับว่าเลือกเดินคนละทางกับคู่ Jim และ Pam จากซีรีส์ต้นฉบับ เพราะโครงสร้างซีซั่นสั้นแบบ 10 ตอน ปล่อยทีเดียวเหมือน “เล่มที่สองของนิยายชุด” ไม่ใช่ซีรีส์ยาวร้อยตอน จึงไม่มีเวลาใช้ความอ้อยอิ่งยืดเยื้อแบบเดิม แต่การเร่งความสัมพันธ์กลับเผยอีกปัญหาใหญ่ นั่นคือ Ned เองเริ่มขยับเข้าใกล้เขตตัวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ
บทวิจารณ์จำนวนไม่น้อยชี้ว่าโค้งเรื่องในซีซั่นนี้หลายเส้นล้มเหลวโดยมี Ned เป็นศูนย์กลางของหายนะเกือบทั้งหมด เขาไม่ได้สะท้อนภาพแฟนหนุ่มในฝันแบบ Jim หรือแม้แต่นายใหญ่ที่มีเจตนาดีแต่เปิ่นอย่าง Michael แต่ใกล้เคียงด้านมืดของหัวหน้าที่เอาแต่ใจมากกว่า ความสัมพันธ์ของ Ned และ Mare จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่าพวกเขารักกันจริงหรือแค่หลงอารมณ์ร่วมตอนทำงานข่าว แต่ยังกลายเป็นภาพความสัมพันธ์ที่อาจเป็นตัวอย่างแย่ของระบบอำนาจในที่ทำงาน การที่ซีรีส์กล้าตั้งคำถามว่าความรักออฟฟิศอาจเป็นความผิดพลาดเป็นการเดินเกมเสี่ยงสูงสำหรับสปินออฟที่ถือกำเนิดจากซีรีส์ที่สร้างหนึ่งในคู่รักออฟฟิศที่คนเชียร์มากที่สุด แต่น่าเสียดายที่ซีซั่นสองขาดความกล้าจะตอบคำถามนั้นให้ถึงที่สุด

ตอนจบและการแปลงร่างที่ทั้งน่าขำและนั่งไม่ติดเก้าอี้
แม้โครงเรื่องใหญ่จะสะดุด แต่หลายเสียงเห็นตรงกันว่าตอนจบของซีรีส์ The Paper ซีซั่น 2 เป็นตอนที่แข็งแรงที่สุดของซีซั่น และหนึ่งในเหตุผลหลักคือเส้นเรื่อง Esmeralda ที่ทั้งหลุดโลกและนั่งไม่ติดเก้าอี้ Ned มุ่งหน้าไปช่วย Mare ที่ The Cincinnati Chronicle ขณะเดียวกัน Esmeraldaกลับหมกมุ่นกับเกรด C ของลูกชายในข้อสอบโรงเรียนจนเชื่อว่าเป็น “ความไม่ยุติธรรม” และออกปฏิบัติการลับเข้าไปสืบหาความจริงในห้องเรียนลูก เส้นคู่ขนานนี้เผยให้เห็นชัดว่าซีรีส์ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากเป็นดราม่าจิตวิทยาหรือซิตคอมสายป่วน แต่ความขัดแย้งนั้นเองที่ทำให้ตอนจบกลายเป็นภาพจำ
การแปลงร่างของ Esmeralda ในเอพิโสดที่ 10 เป็นไฮไลต์สำคัญ เธอเคยใส่ชุดตุ้งติ้งเพื่อประท้วงข้อจำกัดน้ำหนักสนามเด็กเล่น และเคยปลอมตัวเป็นชายแก่หัวล้านเพื่อสำรวจโลกเดตของคนที่ “ไม่ตรงสเปก” แต่ครั้งนี้เธอเลือกปลอมเป็นวัยรุ่นชายในวิกสีน้ำตาลสั้น เสื้อเจอร์ซีย์ฟุตบอลหลวม และหมวกแก๊ปถอยหลังสไตล์บอยแบนด์ยุค N*SYNC เพื่อแฝงตัวเข้าไปในห้องเรียนของ Matteo ลูกชาย การแปลงร่างที่ทั้งโง่เขลาและอึดอัดนี้ถูกยกให้เป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดของทั้งซีซั่น เพราะทำให้คนดูทั้งหัวเราะและรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นแม่ที่ยอมทำทุกอย่างจนข้ามเส้นส่วนตัวของลูก นักแสดงเองบอกว่าเคยช็อกกับภาพตัวเองตอนแปลงร่างเป็นผู้หญิงและชายแก่ บอกว่าประสบการณ์มองตัวเองไม่ออกยังตามหลอกหลอนอยู่หลายวันหลังถ่ายทำ ความไม่สบายใจที่สะท้อนผ่านทั้งตัวละครและคนเล่นคือสิ่งที่ซีรีส์ทำได้ถึงที่สุดในซีซั่นนี้

จาก The Beatles ถึง Wings ทำไมสปินออฟนี้ยังหาจังหวะของตัวเองไม่เจอ
ผู้สร้างเปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่าถ้าซีรีส์ต้นฉบับคือ The Beatles สปินออฟนี้ก็คือ Wings พวกเขาย้ำว่าพยายามหลีกเลี่ยงการทำฉากหรือโค้งเรื่องที่สะท้อนสิ่งที่เคยเกิดในซีรีส์เดิม และแม้บางครั้งเสียงของสองเรื่องจะคล้ายกันบ้างก็เป็นผลข้างเคียงมากกว่าความตั้งใจ การเปลี่ยนสื่อจากทีวีออกอากาศรายสัปดาห์มาเป็นสตรีมมิ่งที่ปล่อยทีเดียว 10 ตอน ทำให้ทีมเขียนรู้สึกมีอิสระมากขึ้นในการใช้ภาษาพูดดิบขึ้น มีคำหยาบและมุกสองแง่สองง่ามในห้องข่าวมากขึ้น เพื่อให้ใกล้ชีวิตคนทำงานในออฟฟิศยุคนี้มากกว่า
ทิศทางเหล่านี้ทำให้ The Paper ดู “โต” กว่าซิตคอมต้นแบบในหลายด้าน แต่ก็เปิดเปลือยจุดอ่อนเรื่องจังหวะการเล่าและการพัฒนาตัวละคร เมื่อเส้นเรื่องรองอย่าง Nicole ถูกวิจารณ์ว่าล้มเหลวหนัก และตัวละครที่ทรงพลังที่สุดอย่าง Esmeralda ยังถูกนิยามว่าเป็นงานระหว่างทางที่ทีมงานต้องลองผิดลองถูก ซีรีส์จึงดูเหมือนวงดนตรีแตกแบรนด์ที่ยังทดลองซาวด์ใหม่อยู่ตลอด ในขณะที่ฐานแฟนจากซีรีส์แม่คาดหวังโครงสร้างโรแมนติกออฟฟิศที่ชัดเจนและตัวละครที่มีเสน่ห์กว่านี้ ด้านหนึ่งซีรีส์ The Paper ซีซั่น 2 ถูกรีวิวในแง่บวกว่าเป็นคอมเมดี้สดใหม่และสืบทอดจิตวิญญาณจากต้นฉบับได้พอสมควร แต่อีกด้านก็ถูกให้คะแนนกลางๆ และเตือนว่าถ้าไม่เติบโตหรือจับไอเดียใหญ่ให้มั่นคงกว่านี้ ซีซั่นหน้าคงหลีกไม่พ้นการล้มคว่ำแบบเต็มตัว แม้ผู้สร้างจะพูดคุยกันถึงไอเดียซีซั่น 3 แล้วก็ตาม







