AI กลายเป็นเทคโนโลยีประจำวัน ไม่ใช่อนาคตไกลตัวอีกต่อไป
การใช้ AI ของคนไทยหมายถึงการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ที่อยู่ในสมาร์ตโฟน แพลตฟอร์มดิจิทัล และบริการออนไลน์มาใช้ช่วยตัดสินใจ ทำงาน ดูแลสุขภาพ และอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน โดยผู้ใช้จำนวนมากไม่ได้มองว่าเป็นเทคโนโลยีซับซ้อน แต่เป็นฟีเจอร์พื้นฐาน เช่น ระบบแนะนำเนื้อหา เครื่องมือสุขภาพอัจฉริยะ และแชตบอต ที่ค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมผู้บริโภค AI ในทุกช่วงวัย ภาพใหญ่ที่น่าคิดคือ ผู้บริโภคส่วนมากใช้ AI อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เรียกมันว่า AI ผลสำรวจระบุว่าคนไทยกว่า 73.84% ใช้ AI เพื่อเพิ่มความสะดวก ประหยัดเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในอีกด้าน การสำรวจระดับภูมิภาคพบว่าผู้ใช้ 91% ตระหนักแล้วว่าตนใช้งาน AI ในบางรูปแบบ และ 54% ใช้งานอย่างน้อยวันละครั้ง นี่ไม่ใช่การทดลอง แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตดิจิทัลอย่างชัดเจน

รายได้สูงใช้ AI ถี่กว่า: ช่องว่างดิจิทัลรอบใหม่กำลังเกิด
เมื่อดูพฤติกรรมผู้บริโภค AI ตามระดับรายได้ ภาพที่ชัดคือการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ไม่เท่าเทียม คนที่มีรายได้น้อยกว่า 25,000 บาทมีแนวโน้มใช้ AI น้อยกว่ากลุ่มที่มีรายได้ตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญ นั่นสะท้อนว่าเทคโนโลยี AI ประจำวันยังเป็นของคนรายได้กลางถึงสูงมากกว่าคนรายได้ต่ำ แม้หลายบริการจะถูกฝังอยู่ในแอปฟรีก็ตาม ผลกระทบจึงไม่ได้อยู่แค่ความเท่ แต่เป็นโอกาสด้านประสิทธิภาพการทำงาน การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ และการเรียนรู้ที่กลุ่มรายได้สูงได้ก่อนและได้มากกว่า ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำกลับกังวลเรื่องราคาของอุปกรณ์หรือบริการ AI รวมถึงความปลอดภัยข้อมูลส่วนตัว หากรัฐและธุรกิจไม่ตั้งใจปิดช่องว่างนี้ การใช้ AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอาจกลายเป็นสิทธิพิเศษของบางกลุ่ม ไม่ใช่สาธารณประโยชน์ของทุกคน
จากสุขภาพถึงการทำงาน: AI แทรกทุกมุมชีวิตประจำวัน
พฤติกรรมผู้บริโภค AI วันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การคุยกับแชตบอต แต่กินพื้นที่ตั้งแต่สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงการทำงาน รายงานด้านสุขภาพชี้ว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาวะมากขึ้นและแสวงหาโซลูชันเฉพาะบุคคล โดยมีเครื่องมือสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI และคำแนะนำเฉพาะบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตนเองเชิงรุก นั่นทำให้สุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องรักษา แต่เป็นกิจกรรมประจำวันบนหน้าจอ ด้านการทำงาน เทคโนโลยี Generative AI เช่น แชตบอตช่วยคิดไอเดีย สรุปข้อมูล หรือสร้างภาพ กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Gen Y ใช้ AI กับงานมากที่สุด ขณะที่ Gen X ใช้กับความปลอดภัยและเพิ่มบทบาทด้านสุขภาพและการแพทย์เข้ามาในอันดับต้นๆ พฤติกรรมเหล่านี้บอกชัดว่า เทคโนโลยี AI ประจำวันกำลังขยายจากเครื่องมือเสริมงาน ไปเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่แตะทุกด้านของชีวิต
| ด้านการใช้ AI | พฤติกรรมเด่น | ผลต่อชีวิตประจำวัน |
|---|---|---|
| สุขภาพและสุขภาวะ | ใช้แอปและอุปกรณ์สุขภาพอัจฉริยะ รับคำแนะนำเฉพาะบุคคล | ตัดสินใจเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และการดูแลโรคเรื้อรังดีขึ้น |
| การทำงานและการเรียน | ใช้แชตบอตสรุปข้อมูล คิดไอเดีย จัดการงานเอกสาร | ทำงานเร็วขึ้น ลดงานซ้ำ เพิ่มโอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่ |
| ความปลอดภัยดิจิทัลและบ้าน | ใช้ระบบตรวจจับใบหน้าและตรวจจับอุบัติเหตุในบ้าน | เพิ่มความอุ่นใจเรื่องความปลอดภัยคนในบ้านและทรัพย์สิน |
การยอมรับ AI ในสังคมไทย: ใช้บ่อยขึ้นแต่ยังไม่ไว้ใจเต็มร้อย
แม้คนส่วนใหญ่จะใช้ AI เป็นประจำ แต่การยอมรับ AI ในสังคมไทยยังมีหลายชั้น ผู้ใช้จำนวนมากเพิ่งเริ่มตระหนักว่าตนใช้งาน AI อยู่บนสมาร์ตโฟนและบริการดิจิทัลต่างๆ ในทุกวัน การตระหนักรู้ที่เพิ่มจาก 77% เป็น 91% ในหนึ่งปี บอกเราว่าผู้บริโภคกำลังเห็น AI ชัดขึ้นในชีวิตของตน ไม่ใช่แค่คำโฆษณาอีกต่อไป ฟากความเห็นต่ออนาคต กว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามสนับสนุนการมีและการพัฒนา AI และเชื่อว่า AI จะจำเป็นต่อการใช้ชีวิตในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความกังวลหมดไป ประเด็นความปลอดภัยข้อมูลส่วนตัวยังเป็นข้อห่วงอันดับหนึ่ง ขณะที่อีกกลุ่มกังวลเรื่องราคาและการแย่งงานมนุษย์ การสร้างความเชื่อใจต่อบริการ AI จึงไม่ใช่แค่เรื่องฟีเจอร์ล้ำ แต่ต้องตอบคำถามเรื่องจริยธรรม ความโปร่งใส และสิทธิของผู้ใช้ไปพร้อมกัน
ข้อสรุป: AI ทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ แต่ต้องไม่ทิ้งคนรายได้น้อยไว้ข้างหลัง
เมื่อมองรวมทุกตัวเลขและพฤติกรรม จะเห็นภาพเดียวกันคือ AI ได้หลอมรวมเข้ากับชีวิตประจำวันแล้ว การใช้ AI ของคนไทยขยายจากสุขภาพ การทำงาน ไปจนถึงความปลอดภัย โดยมีกลุ่มรายได้กลางถึงสูงเป็นผู้นำการใช้บ่อยและหลากหลายกว่า ขณะที่คนรายได้น้อยกลับใช้ AI น้อยลงด้วยเหตุผลด้านต้นทุนและความกังวลข้อมูลส่วนตัว หากปล่อยให้เทรนด์นี้เดินไปตามธรรมชาติโดยไม่มีนโยบายหรือตัวช่วย ช่องว่างดิจิทัลรอบใหม่จะกว้างขึ้น ทำให้เทคโนโลยีซึ่งควรช่วยลดความเหลื่อมล้ำ กลายเป็นตัวขยายความต่างระหว่างคนที่เข้าถึงและคนที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง สังคมไทยควรมอง AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านโอกาส ไม่ใช่ของเล่นไฮเทคของคนบางกลุ่ม การออกแบบบริการให้เข้าถึงง่าย โปร่งใส และปลอดภัย คือกุญแจให้เทคโนโลยี AI ประจำวันเป็นประโยชน์ต่อทุกคนอย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่ผู้ที่มีรายได้สูงหรือมีทักษะดิจิทัลล้ำหน้า






