“แจ็ค แปปโฮ” ถอดเสื้อเต้นบนรถที่ญี่ปุ่น – ดราม่าคอนเทนต์ไวรัล และคำถามเรื่องมารยาทนักท่องเที่ยวในยุคโซเชียล

ยุคนี้ใครไม่เคยเปิดมือถือแล้วหลงเข้าไปในหลุมดำ “คลิปสั้น + ดราม่า” น่าจะมีไม่กี่คน… ตื่นมากะจะเช็กงาน 5 นาที กลายเป็นดูดราม่าอินฟลูเอนเซอร์ไปครึ่งชั่วโมงแบบงง ๆ
หนึ่งในเคสที่เดือดบนโซเชียลช่วงนี้คือคลิปของ “แจ็ค แปปโฮ” ถอดเสื้อเต้นบนหลังคารถที่ญี่ปุ่น หน้าร้าน Lawson วิวภูเขาไฟฟูจิ ที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงแบบไฟลุก ทั้งเรื่อง มารยาทนักท่องเที่ยว, เส้นแบ่งระหว่างความฮากับความไม่เหมาะสม, ไปจนถึงการออกมาเคลื่อนไหวของเจ้าตัวและภรรยา
ใครคือ “แจ็ค แปปโฮ” และคลิปถอดเสื้อเต้นบนรถที่ญี่ปุ่นคืออะไร?
แจ็ค แปปโฮ เป็นอินฟลูเอนเซอร์–ยูทูบเบอร์สายฮาชื่อดัง มีแฟนคลับติดตามหลักล้านบนโซเชียล (แค่ในเฟซบุ๊กก็ราว ๆ 6.4 ล้านคน) ทำคอนเทนต์แนวตลกขบขัน ป่วน ๆ มีเอกลักษณ์คือความเกรียนที่หลายคนมองว่า “เป็นลายเซ็น” ของเขาเอง
กรณีล่าสุดที่กลายเป็นดราม่าหนัก คือคลิปที่แจ็ค:
-
ถอดเสื้อ
-
ขึ้นไปยืนเต้นบน หลังคารถตู้
-
บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ Lawson สาขาฟูจิคาวากุจิโกะ (จุดยอดฮิตถ่ายรูปคู่ภูเขาไฟฟูจิ)
-
ทำคอนเทนต์แบบสนุกสุดเหวี่ยง
พอคลิปถูกโพสต์ลงโซเชียล ก็กลายเป็นดราม่าทันที มีทั้งคนขำ คนมองว่าฮาดีตามสไตล์แจ็ค และอีกจำนวนไม่น้อยที่มองว่าเป็น พฤติกรรมไม่เหมาะสมในพื้นที่สาธารณะของต่างประเทศ และอาจกระทบภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวไทยด้วย
ดราม่าเริ่มลาม: จากคลิปตลกสู่คำถามเรื่อง “ความรับผิดชอบของอินฟลูเอนเซอร์”
หลายคนอาจมองว่า “ก็แค่เต้นเล่นบนรถ สนุก ๆ เอง”
แต่บริบทสำคัญคือโลเคชันและช่วงเวลา
-
พื้นที่หน้าร้าน Lawson วิวฟูจิ เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมมาก ๆ คนแน่นตลอดเวลา
-
ช่วงปีหลัง ๆ ญี่ปุ่น โดยเฉพาะแถวฟูจิคาวากุจิโกะ เจอปัญหา นักท่องเที่ยวทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ยืนถ่ายรูปบนถนน ข้ามถนนแบบเสี่ยงอันตราย หรือเกาะตามจุดต่าง ๆ เพื่อเอาช็อตสวย ๆ จนชุมชนท้องถิ่นเริ่มไม่ไหวกับมารยาทนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม
ถึงขั้นที่มีการ ติดผ้าใบ/ตาข่ายบังวิวภูเขาไฟฟูจิ ตรงหน้าร้าน Lawson เพื่อกันไม่ให้คนมาจับจองพื้นที่ถ่ายรูปแบบแออัด และลดพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดจากการแห่มาถ่ายรูปมุมดังนี้
เพราะฉะนั้น เมื่อคลิป “แจ็ค แปปโฮ ถอดเสื้อเต้นบนรถที่ญี่ปุ่น” ถูกปล่อยในสถานที่ที่กำลังเป็นจุดโฟกัสของปัญหามารยาทนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว ดราม่าจึงยิ่งทวีคูณ:
-
บางคนมองว่าเป็นการ “ไม่อ่านห้อง” ของครีเอเตอร์
-
บางคนห่วงว่าจะยิ่งทำให้คนญี่ปุ่นมองนักท่องเที่ยวไทยในแง่ลบ
-
หลายคนคอมเมนต์เตือนเรื่องความปลอดภัยและความเสียหายที่อาจเกิดกับรถ
กลายเป็นว่า คลิปที่ตั้งใจทำให้ “คนหัวเราะ” กลับสร้าง “บทสนทนาที่จริงจัง” เรื่อง ภาพลักษณ์และความรับผิดชอบของอินฟลูเอนเซอร์ แทน
การเคลื่อนไหวของ “แจ็ค แปปโฮ” – ไม่ลบคลิป, ยอมรับผิด, แต่วางจุดยืนชัด
หลังดราม่าลุกลามบนโซเชียล ล่าสุดวันที่ 17 พฤศจิกายน แจ็คออกมาโพสต์ข้อความเคลื่อนไหวต่อเหตุการณ์นี้ โดยใจความสำคัญคือ:
เขา ยืนยันว่าจะไม่ลบโพสต์/คลิป
ให้เหตุผลว่าไม่ต้องการ “หนีปัญหา”
มองว่านี่คือ “ความผิดพลาดที่ต้องยอมรับเพื่อแก้ไขปรับปรุง”
พร้อมบอกชัดว่า “น้อมรับทุกคำด่า” ที่เกิดขึ้น
ถ้าดูในมุมภาพลักษณ์ นี่คือจุดยืนที่น่าสนใจมาก เพราะปกติหลายคนเวลาเจอดราม่าหนัก ๆ มักจะ:
-
ลบโพสต์เงียบ ๆ
-
หรือออกมาขอโทษแบบมาตรฐาน แล้วหายไปสักพัก
แต่เคสนี้แจ็คเลือกจะ ไม่ลบคอนเทนต์ ซึ่งตีความได้สองแบบ (แล้วแต่สายตาคนดู):
-
มุมบวก – เขา “ยอมรับว่าตัวเองทำจริง” ไม่พยายามลบหลักฐานหรือทำเหมือนไม่เคยเกิด เป็นการยอมรับผลของการกระทำและพร้อมรับฟังคำวิจารณ์
-
มุมตั้งคำถาม – การไม่ลบโพสต์อาจถูกมองว่าเป็นการยังใช้คอนเทนต์นั้นสร้างยอดวิวต่อ แม้รู้แล้วว่าเป็นพฤติกรรมที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก
แต่ไม่ว่าจะอ่านแบบไหน อย่างน้อยก็ทำให้เราเห็นว่า อินฟลูเอนเซอร์เองก็เริ่มเรียนรู้การ “จัดการดราม่า” ด้วยการยอมรับผิดมากขึ้น แทนการทำเป็นไม่เคยเกิดอะไรขึ้น
เสียงจากภรรยา – มุม “หลังบ้าน” ที่สะท้อนผลกระทบของดราม่า
นอกจากแจ็คเอง ภรรยาของเขาก็ออกมาโพสต์แสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์นี้เช่นกัน ซึ่งถือว่าเป็นอีกมุมที่ทำให้คนดู “รู้สึกจริง” มากขึ้น
ใจความที่ภรรยาพูด มีประมาณว่า:
-
ครั้งนี้ ห้ามแล้ว แต่เจ้าตัวไม่ฟัง
-
มีการย้ำว่าตนเอง “ขอปกป้องตัวเองและลูก”
-
ขอร้องว่า อย่าพุ่งเป้ามาด่าลูก เพราะลูก “ไม่เกี่ยวและควบคุมพ่อไม่ได้”
-
ยอมรับว่าในคลิปที่ดูเหมือนยิ้ม เพราะกำลัง โฟกัสที่ลูก เพิ่งเปลี่ยนผ้าอ้อมเสร็จ และต้องจับลูกไม่ให้วิ่งตามพ่อ
-
หลังจากนี้ขอให้เรื่องหลายอย่างเป็น “เรื่องหลังบ้าน” ของครอบครัว
มุมนี้ทำให้เห็นชัดว่า พอดราม่ารุนแรงขึ้น คนที่โดนผลกระทบไม่ได้มีแค่ตัวอินฟลูเอนเซอร์เอง แต่รวมไปถึงครอบครัว ลูก คนรอบข้าง ที่อาจไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจทำคอนเทนต์เลยด้วยซ้ำ
ในฐานะคนเสพสื่อ เราเลยอาจต้องถามตัวเองเหมือนกันว่า:
-
การตำหนิหรือวิจารณ์ “พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม” เป็นสิ่งที่ทำได้
-
แต่อย่าเผลอเปลี่ยนจาก “วิจารณ์พฤติกรรม” ไปเป็น “ทำร้ายคนในครอบครัว” หรือ “พุ่งเป้าไปที่เด็ก” เพราะนั่นคืออีกเส้นบาง ๆ ของวัฒนธรรมดราม่าในโซเชียล
วิเคราะห์ปรากฏการณ์: เมื่อคอนเทนต์ไวรัลชนกับ “มารยาทนักท่องเที่ยว” และภาพลักษณ์ประเทศ
ดราม่า แจ็ค แปปโฮ ถอดเสื้อเต้นบนรถที่ญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคนหนึ่งคน แต่เป็นเคสที่สะท้อนหลายอย่างในยุคโซเชียล
1. เส้นบาง ๆ ระหว่าง “คอนเทนต์ฮา” กับ “การไม่เคารพพื้นที่”
ในสายตาแฟนคลับ คลิปแนวนี้อาจจะเป็น “งานประจำ” ของแจ็คอยู่แล้ว
แต่พอเปลี่ยนจากถนนบ้านเราไปเป็นพื้นที่ของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่จริงจังเรื่องมารยาทสาธารณะอย่างญี่ปุ่น การกระทำเดิม ๆ เลยถูกตีความต่างออกไปทันที
-
คนดูต่างชาติอาจไม่ได้เข้าใจบริบท “ความฮาแบบไทย ๆ”
-
แต่จะเห็นแค่ “นักท่องเที่ยวปีนรถ เต้น ถอดเสื้อ ในพื้นที่สาธารณะ”
นี่คือปัญหาใหญ่ของคอนเทนต์ยุคที่ทุกอย่างถูกเผยแพร่ “แบบข้ามประเทศ” โดยอัตโนมัติ
2. อินฟลูเอนเซอร์ = คนธรรมดาที่มี “พลังขยายอิมแพกต์”
อินฟลูเอนเซอร์ยังคงเป็น “คนธรรมดา” ที่ทำผิดพลาดได้เหมือนทุกคน
แต่ความต่างคือ ทุกการกระทำมีอิมแพกต์ขยายหลายเท่า เพราะ:
-
คนติดตามเป็นล้าน
-
คลิปถูกแชร์ไปเร็วมาก
-
สื่อกระแสหลักหยิบไปนำเสนอซ้ำ
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เคยเป็น “แค่เล่น ๆ” ระหว่างเพื่อน อาจกลายเป็น “ตัวอย่างของนักท่องเที่ยวไทย” ในสายตาคนอีกประเทศหนึ่งได้เลย
3. ดราม่า = พื้นที่เรียนรู้ (ถ้าเราเลือกใช้มันแบบนั้น)
ในอีกมุมหนึ่ง ดราม่าครั้งนี้กลายเป็นบทเรียนสาธารณะที่น่าคิด:
-
สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ – วางแผนคอนเทนต์ต่างประเทศต้องคิดรอบด้านกว่าปกติ
-
สำหรับคนดู – การวิจารณ์อย่างมีสติ สำคัญไม่แพ้การตามดราม่าให้ทัน
-
สำหรับสังคม – เราได้คุยกันจริงจังเรื่อง “มารยาทนักท่องเที่ยว” มากขึ้น
เทรนด์ “ดราม่านักท่องเที่ยวไทย” ในญี่ปุ่น – เรื่องที่เราควรจับตา
ถัดจากคลิปนี้ ถ้ามองภาพกว้างจะเห็นว่า ญี่ปุ่นกำลังเข้มเรื่องพฤติกรรมนักท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในจุดฮิตอย่างฟูจิคาวากุจิโกะ
-
มีการ บล็อกวิวภูเขาไฟฟูจิจากหน้าร้าน Lawson ด้วยผ้าใบสีเข้ม เพื่อกันคนมามุงถ่ายรูปจนล้นถนน
-
ชาวบ้านในพื้นที่ให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่ารู้สึกอึดอัดกับมารยาทบางอย่างของนักท่องเที่ยว เช่น ข้ามถนนไม่ดูรถ, ทิ้งขยะ, ปีนป่ายในที่ห้ามขึ้น
ดังนั้น เคสของแจ็ค แปปโฮ จึงไม่ได้โดดเดี่ยว แต่ถูกโยงเข้ากับภาพใหญ่ของคำว่า “bad tourist manners” ได้ง่ายมาก
ในมุมคนเดินทาง นี่คือสัญญาณเตือนว่า:
ต่อให้เราไปในฐานะ “คนดูแลตัวเองดี” แค่ไหน แต่ถ้าคนไทยบางส่วนทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในที่เดิม ๆ ซ้ำ ๆ ภาพรวมของ “นักท่องเที่ยวไทย” ก็อาจถูกเหมารวมได้อยู่ดี
สรุป: “แจ็ค แปปโฮ ถอดเสื้อเต้นบนรถที่ญี่ปุ่น” – ดราม่าที่เกินกว่าแค่คำว่าเล่นใหญ่
ถ้ามองแบบผ่าน ๆ นี่อาจดูเป็นแค่คลิปหนึ่งของอินฟลูเอนเซอร์สายหลุดโลก
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป ดราม่านี้ทำให้เราได้คิดหลายเรื่องพร้อมกัน:
-
อินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่แค่คนทำคลิปฮา แต่ทุกการกระทำมีผลต่อภาพลักษณ์กลุ่มคนหรือประเทศได้
-
มารยาทนักท่องเที่ยวในต่างแดนสำคัญจริง ๆ โดยเฉพาะในสถานที่ที่ชุมชนท้องถิ่นเริ่มไม่ไหวกับพฤติกรรมบางแบบ
-
การที่แจ็คออกมาบอกว่า “ไม่ลบคลิป แต่ยอมรับว่าผิด และน้อมรับทุกคำด่า”
เป็นทั้งสัญญาณของความพยายามรับผิดชอบ
และเป็นจุดที่สังคมกำลังจับตาดูว่า “จะปรับเปลี่ยนจริงไหม”
-
เสียงของภรรยา ทำให้เห็นมุมหนึ่งว่า ดราม่าบนจอ = เรื่องจริงในครอบครัว ที่คนรอบข้างต้องรับแรงกระแทกไปพร้อมกัน
สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือ:
-
แจ็ค แปปโฮ จะปรับรูปแบบคอนเทนต์ท่องเที่ยวอย่างไร
-
แบรนด์/สปอนเซอร์จะมองเคสนี้แบบไหนในระยะยาว
-
สังคมออนไลน์ไทยจะเรียนรู้เรื่อง “วิจารณ์อย่างมีสติ” มากขึ้นหรือไม่
ในฐานะคนเสพสื่อ เราอาจไม่จำเป็นต้อง “ไม่ดูอะไรที่มีดราม่าเลย”
แต่ดูแล้ว คิดต่อ ว่าเหตุการณ์นี้สอนอะไรเราได้บ้าง เช่น
เวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศ เราจะทำตัวแบบไหนให้ทั้งสนุก ทั้งเคารพเจ้าบ้าน และไม่ไปสร้างปัญหาให้ใครในระยะยาว
ดราม่าอาจมาแล้วไป แต่ “ภาพจำ” และ “พฤติกรรม” ของเรา… อยู่กับเราไปอีกนานเลยนะ 😊
แนะนำสำหรับคุณ
🍓 เริ่มต้นเช้าที่ดี ด้วยอาหารง่ายๆ จาก “เครื่องปั่นอเนกประสงค์”
รีวิวโปรเจ็กเตอร์ Magcubic: เปลี่ยนบ้านให้เป็นโรงหนังส่วนตัว
ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าขณะเล่น CS:GO ใช่ไหม? นั่นเพราะคุณเลือกหูฟังผิด!
ลองใช้ Ray-Ban Meta 3 วัน: นี่คือเหตุผลที่แว่นตา AI อาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นในอนาคต
สำหรับเพื่อนๆที่กำลังมองหาโน้ตบุ๊กสำหรับทำงาน เรียน ลอง Macbook ดูนะสิ!
ชุดไทยประยุกต์ แต่งยังไงให้ดูดีทุกวัน ทำงานก็ได้ ทำบุญก็เริ่ด
