ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

กลยุทธ์สองแบรนด์ของ BOYY เมื่อแฟชั่นลักชูรี่หันหน้าคุยกับแมส

กลยุทธ์สองแบรนด์ของ BOYY เมื่อแฟชั่นลักชูรี่หันหน้าคุยกับแมส
ความสนใจ|การเปิดตัวเทรนด์

BOYY ในจุดเปลี่ยน 20 ปี เมื่อแบรนด์ลักชูรี่ต้องหาทางโตอีกครั้ง

BOYY คือแบรนด์แฟชั่นและเครื่องหนังลักชูรี่ที่เติบโตจากกระเป๋าดีไซน์เฉพาะตัวสู่การเป็นแบรนด์แฟชั่นเต็มรูปแบบ ครอบคลุมเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับ พร้อมภาพจำจากดีไซน์หัวเข็มขัดขนาดใหญ่บนกระเป๋าที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ และถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในกระเป๋าไอคอนของสายแฟชั่นทั่วโลก การเติบโตของ BOYY จึงสะท้อนทั้งพลังงานสร้างสรรค์และศักยภาพทางธุรกิจของแบรนด์แฟชั่นไทยที่สามารถปักหมุดบนเวทีลักชูรี่ระดับสากลได้สำเร็จ ในวาระครบรอบ 20 ปี BOYY ไม่ได้จำกัดตัวเองแค่การเฉลิมฉลอง แต่ประกาศโจทย์ใหม่ที่ท้าทายกว่าคือ “การโตอย่างไรต่อจากนี้” ท่ามกลางตลาดลักชูรี่ที่เริ่มชะลอหลังผ่านช่วงพีกเกือบ 1,000 ล้านบาท ก่อนยอดขายจะหดลงราว 50% เหลือประมาณสี่ร้อยกว่าล้าน การชะลอตัวนี้มาจากแรงเสียดทานหลังโควิด ทั้งกำลังซื้อที่เปลี่ยน ห่วงโซ่อุปทาน และการปิดหน้าร้านที่ทำให้โมเดลเดิมเริ่มฝืด จุดยืนใหม่ของ BOYY จึงตั้งอยู่บนการอ่านผู้บริโภคยุคหลังโควิดที่หันมาให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเชิงคุณค่า ความยั่งยืน และประสบการณ์ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน มากกว่าการซื้อแฟชั่นเพื่อการครอบครองเพียงอย่างเดียว และนี่คือฉากหลังของกลยุทธ์ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเปลี่ยนโครงสร้างแบรนด์ในระยะยาว

กลยุทธ์สองแบรนด์ของ BOYY เมื่อแฟชั่นลักชูรี่หันหน้าคุยกับแมส

Boyyish: เมื่อแบรนด์ลักชูรี่ตัดสินใจลงมาเล่นในสนามแมส

หัวใจของหมากใหม่ BOYY คือการแตกไลน์ Boyyish ในฐานะซับแบรนด์ที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อจู่โจมตลาดกว้าง โดยยังพยายามไม่ทำลายเสน่ห์ความลักชูรี่ของแบรนด์แม่ Boyyish ถูกนิยามเป็นทั้งไลน์สินค้าและโปรเจกต์ใหม่ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ง่ายขึ้น ด้วยราคาที่จับต้องได้มากกว่า BOYY เฉลี่ยราว 30% และโฟกัสหมวดสินค้าที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้าและรองเท้า จุดที่น่าสนใจคือฐานลูกค้าของ Boyyish แบ่งเป็นลูกค้าใหม่ประมาณ 50% และลูกค้าเดิมของ BOYY อีก 50% ซึ่งสะท้อนว่ากลยุทธ์ “สองแบรนด์” ไม่ได้แย่งกันกินฐานลูกค้าเดิม แต่เปิดประตูรับคนใหม่ ขณะเดียวกันยังรักษาความสัมพันธ์กับแฟนเดิมของแบรนด์ได้พร้อมกัน ในเชิงตัวเลข BOYY ตั้งเป้ารายได้จาก Boyyish ไว้ 150 ล้านบาท และใช้รายได้นี้เป็นหนึ่งในหัวจักรหลักที่จะดันยอดขายรวมทั้งกลุ่มให้แตะ 500 ล้านบาทในปีเดียวกัน นี่ไม่ใช่การแตะตลาดแมสแบบลองเชิง แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่อย่างจริงจัง ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ จะกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของแบรนด์แฟชั่นไทยที่กล้าขยายธุรกิจแฟชั่นจากลักชูรี่สู่แมสโดยไม่ยอมเสียตัวตน

กลยุทธ์สองแบรนด์ของ BOYY เมื่อแฟชั่นลักชูรี่หันหน้าคุยกับแมส

เป้ารายได้ 500 ล้านกับโจทย์โต 150%: กล้าเกินไปหรือเดินหมากถูกเวลา

BOYY ตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ไว้ที่ 500 ล้านบาท หรือโต 150% จากปีก่อน พร้อมประกาศความตั้งใจว่าจะพายอดกลับไปใกล้จุดพีกเกือบ 1,000 ล้านบาทให้ได้ภายในไม่เกินสองปี นี่คือเป้าที่สูงและชัดเจน ซึ่งสะท้อนความมั่นใจในกลยุทธ์ใหม่มากกว่าการตั้งเป้าแบบเผื่อเหลือเผื่อขาด แกนคิดของเป้าตัวเลขนี้คือการเปลี่ยนโครงสร้างยอดขาย จากเดิมที่ 90% พึ่งพาหน้าร้านภายในประเทศ และอีกเพียง 10% จากต่างประเทศ ขณะที่ยอดขายออนไลน์ยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ แบรนด์จึงเร่งหันไปลงทุนในอีคอมเมิร์ซ จับมือกับแพลตฟอร์มรายใหญ่ และเตรียมขยายสู่แพลตฟอร์มสำคัญอีกราย เพื่อให้ยอดขายออนไลน์กลายเป็นขาที่แข็งแรง ไม่ใช่ช่องทางเสริมเฉพาะกิจ ประโยคที่ควรถูกจดคือ “ปีนี้ BOYY ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 500 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 150% จากปีก่อน” ซึ่งไม่เพียงเป็นตัวเลขแต่เป็นคำประกาศว่าแบรนด์เลือกเดินเกมรุกในช่วงที่หลายแบรนด์ลักชูรี่ยังประคองตัวจากการชะลอตัวของตลาด

กลยุทธ์สองแบรนด์ของ BOYY เมื่อแฟชั่นลักชูรี่หันหน้าคุยกับแมส

Pop-Up ต่างประเทศและแฟลกชิปรีโนเวต: ยุทธศาสตร์ภาพลักษณ์เหนือยอดขายระยะสั้น

อีกหมากสำคัญของ BOYY คือการกลับไปบุกต่างประเทศเต็มกำลัง โดยวางหมุดหมายการเปิด Paris Pop-Up ในเดือนกันยายน 2026 เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้าในศูนย์กลางแฟชั่นโลก ทั้งปารีส มิลาน นิวยอร์ก รวมถึงตลาด USA และ Europe กลยุทธ์ Pop-Up ลักษณะนี้ไม่ได้สร้างยอดแบบก้อนใหญ่ในทันทีเท่ากับการเปิดสโตร์ถาวร แต่สร้างภาพลักษณ์ การรับรู้ และความใกล้ชิดกับแฟนแบรนด์ในเมืองหลักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสินทรัพย์ระยะยาวของแบรนด์แฟชั่นลักชูรี่ ภายในประเทศ แบรนด์ใช้จังหวะนี้รีเฟรชประสบการณ์หน้าเคาน์เตอร์ของตัวเอง ด้วยแผนปรับโฉมแฟลกชิปสโตร์ที่ Central Embassy ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2026 เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปให้สอดคล้องกับทิศทางแบรนด์ยุคใหม่ การลงทุนในพื้นที่หน้าร้านแบบนี้สะท้อนว่า BOYY ยังเชื่อในพลังประสบการณ์แบบสัมผัสได้ของสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มกระเป๋าลักชูรี่และเครื่องประดับที่ยังคงเป็นจุดแข็งหลักของแบรนด์ และต้องการให้สโตร์เป็นพื้นที่บอกเล่าโลกของ BOYY และ Boyyish ไปพร้อมกัน

กลยุทธ์สองแบรนด์ของ BOYY เมื่อแฟชั่นลักชูรี่หันหน้าคุยกับแมส

สองโลกในหนึ่งดีเอ็นเอ: อนาคตของกระเป๋าลักชูรี่ไทยในสนามแมส

เมื่อมองภาพรวม กลยุทธ์สองแบรนด์ของ BOYY ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มไลน์สินค้า แต่คือการออกแบบสถาปัตยกรรมแบรนด์ใหม่ทั้งหมด ฝั่งหนึ่งคือโลกของกระเป๋าลักชูรี่และดีไซน์ Buckle ที่สร้างชื่อ แต่อีกฝั่งคือ Boyyish ที่ใช้ดีเอ็นเอเดียวกันแปลออกมาเป็นสินค้าที่เข้าถึงได้กว่า ใช้งานได้ทุกวัน และพูดภาษาชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยุคใหม่ เมื่อผูกเข้ากับคอลแลบอย่าง Rally x BOYY ที่คอลเลกชั่นล่าสุดขายหมดภายใน 25 วินาที และแผนขยายไปยังคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์อย่างการวิ่ง กีฬา เวลเนส และการกินดื่ม จะเห็นว่า BOYY กำลังรีโพสิชันตัวเองจากแบรนด์แฟชั่นไทยที่ขายสินค้าชิ้นเด่น ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของกลุ่มเป้าหมาย ในมุมของอุตสาหกรรม กลยุทธ์นี้ตั้งคำถามสำคัญว่า แบรนด์แฟชั่นไทยที่เริ่มจากลักชูรี่สามารถขยายธุรกิจแฟชั่นไปสู่แมสได้แค่ไหน โดยไม่ทำให้ภาพลักษณ์พร่าเลือน คำตอบจะอยู่ที่ว่าสองโลกของ BOYY และ Boyyish จะเชื่อมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติเพียงใด หากทำสำเร็จ นี่อาจกลายเป็นพิมพ์เขียวให้แบรนด์แฟชั่นไทยรุ่นต่อไปใช้ในการเร่งยอดขายแบรนด์ไปพร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์

กลยุทธ์สองแบรนด์ของ BOYY เมื่อแฟชั่นลักชูรี่หันหน้าคุยกับแมส

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!