โครงการบริหารจัดการน้ำเจ้าพระยาใหม่คืออะไร และทำไมต้องเดิมพันครั้งใหญ่
โครงการบริหารจัดการน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย คือเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่ออกแบบให้เป็นทั้งคลองผันน้ำหลากและแหล่งกักเก็บน้ำแนวยาว เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมเจ้าพระยาและภัยแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอย่างบูรณาการ เชื่อมการป้องกันอุทกภัยกับความมั่นคงน้ำสำหรับเกษตร เมือง และอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยใช้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และการระดมทุนจากหลายภาคส่วน
หัวใจของเรื่องนี้คือการตัดสินใจเชิงนโยบายว่า สังคมจะเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่เพื่อหยุดวงจรน้ำท่วมซ้ำซาก หรือจะปล่อยให้รัฐจ่ายค่าชดเชยน้ำท่วมปีแล้วปีเล่าด้วยเงินหลายหมื่นล้านตามที่นักวิเคราะห์ตั้งคำถาม การผลักดันของธนาคารพัฒนาเอเชียหรือ ADB ในการสนับสนุนโครงการลงทุนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อบรรเทาและป้องกันปัญหาน้ำท่วม แสดงให้เห็นชัดว่าเวทีการเงินระหว่างประเทศมองปัญหานี้เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุทางธรรมชาติอีกต่อไป
ADB ไทย และการเมืองของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ
การที่ ADB ไทยเข้ามาผลักดันโครงการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ไม่ใช่แค่เรื่องเงินกู้ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าการรับมือภัยธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้นกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนในระดับภูมิภาค ADB ระบุชัดว่ากำลังผลักดันโครงการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อบรรเทาและป้องกันน้ำท่วมซ้ำซาก ขณะที่งบประมาณภาครัฐมีข้อจำกัดจนต้องดึงภาคเอกชนผ่านเครื่องมือการเงินรูปแบบใหม่
ในเวทีประชุมประจำปี IMF-World Bank Group ที่กรุงเทพฯ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลได้หารือกับประธาน ADB เพื่อขอการสนับสนุนโครงการบริหารจัดการน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทยอย่างเป็นทางการ นี่คือการเมืองของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน รัฐบาลต้องการเมกะโปรเจกต์น้ำมูลค่า 1.65 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาน้ำระยะยาวในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าภาระการคลังบีบให้ต้องเปิดทางให้ทุนเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

เจ้าพระยา 2 ตัดยอดน้ำหลาก และออกแบบเพื่อใคร
โครงการคลองผันน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย หรือที่ถูกเรียกว่าแม่น้ำเจ้าพระยา 2 มีงบประมาณรวมกว่า 1.6 แสนล้านบาท บวกค่าเวนคืนที่ดินอีกกว่า 20,000 ล้านบาท แก่นของโครงการคือการสร้างโครงข่ายคลองผันน้ำระยะทางประมาณ 270 กิโลเมตร เพื่อ “ตัดยอดน้ำหลาก” จากลุ่มเจ้าพระยาหลักออกสู่อ่าวไทยโดยตรง เป้าหมายคือทำให้น้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาหลักลดลงเหลือระดับที่ตลิ่งเดิมรองรับได้โดยไม่เอ่อท่วมพื้นที่เศรษฐกิจท้ายเขื่อน
คำวิจารณ์ที่ว่าโครงการนี้ทำเพื่อคนเมืองหลวงเพียงอย่างเดียวจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่ นักวิเคราะห์ชี้ว่าโครงการนี้ช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมได้กว่า 3.48 ล้านไร่ ครอบคลุมชุมชนท้ายเขื่อนในชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพฯ ปริมณฑล และพื้นที่ภาคกลางตะวันออกที่ได้ทั้งการกันท่วมและน้ำต้นทุนหน้าแล้ง ประชาชนริมน้ำนอกคันกั้นน้ำที่เคยเผชิญน้ำท่วมขังสูง 1–2 เมตรนานข้ามเดือนจะมีโอกาสหลุดพ้นจากวงจรเดิม เมื่อมวลน้ำท้ายเขื่อนถูกควบคุมให้อยู่ในระดับปลอดภัย
จากน้ำท่วมสู่ภัยแล้ง กลยุทธ์น้ำเดียวสองเป้า
จุดที่น่าสนใจคือโครงการบริหารจัดการน้ำนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้น้ำท่วมเจ้าพระยาเพียงมิติเดียว แต่ตั้งใจจะตอบโจทย์ภัยแล้งไปพร้อมกัน รัฐบาลระบุชัดว่าโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทยมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาทั้งอุทกภัยและภัยแล้งในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง และถือเป็นโครงการเร่งด่วนในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ
ในฤดูน้ำหลาก คลองสายใหม่นี้จะทำหน้าที่เป็นทางด่วนระบายน้ำหลากลงสู่อ่าวไทยอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อถึงหน้าแล้ง โครงสร้างเดียวกันจะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำแนวยาวที่กักเก็บน้ำจืดได้กว่า 155 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อส่งน้ำต้นทุนให้ภาคเกษตรกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในแถบตะวันออกอย่างต่อเนื่อง นี่คือกลยุทธ์น้ำเดียวสองเป้าที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างการป้องกันน้ำท่วมกับความมั่นคงน้ำระยะยาว หากทำได้จริง ผลกระทบต่อชาวนา เมือง และภาคอุตสาหกรรมจะมีนัยสำคัญกว่าการสร้างเขื่อนหรือคลองเดี่ยวๆ แยกกัน
ความเสี่ยง ภาระการคลัง และทางเลือกที่สังคมต้องตัดสินใจ
แม้ภาพบนกระดาษจะดูสวย แต่คำถามใหญ่ยังอยู่ที่ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และภาระการคลังของชาติ นักวิเคราะห์ตั้งคำถามตรงๆ ว่า “เมกะโปรเจกต์นี้คุ้มค่าจริงไหม และแก้ปัญหาได้ตรงจุดเพียงใด” ด้านหนึ่ง รัฐบาลและ ADB เห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องเร่งวางแนวทางป้องกันภัยพิบัติอย่างทันท่วงที เพื่อลดความเสียหายต่อประชาชนและเศรษฐกิจ อีกด้านหนึ่ง งบประมาณภาครัฐที่จำกัดทำให้ต้องดึงเงินเอกชนผ่านเครื่องมือการเงินรูปแบบใหม่ ซึ่งหมายถึงความซับซ้อนด้านสัญญาและความเสี่ยงระยะยาว
โครงการนี้ถูกกำหนดให้ใช้เวลาทำ 8 ปี และรัฐบาลสั่งให้กรมชลประทานเร่งรัดให้เสร็จภายในกรอบเวลาโดยไม่ขยายเพิ่ม พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการเพื่อแก้ปัญหาจุดตัดต่างๆ ให้จบโดยเร็ว สุดท้ายแล้ว สังคมต้องตอบคำถามร่วมกันว่าเรายอมรับความเสี่ยงจากการไม่ลงทุนหรือจากการลงทุนมากกว่ากัน หากไม่อยากเห็นน้ำท่วมเจ้าพระยาและการเยียวยาแบบปีต่อปี เมกะโปรเจกต์น้ำครั้งนี้อาจเป็น “เดิมพันที่จำเป็น” แต่จะสำเร็จหรือกลายเป็นภาระ ก็ขึ้นกับวินัยการเงิน การออกแบบสัญญากับเอกชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่มากกว่าคำสัญญาบนเวทีใดเวทีหนึ่ง






