ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

นำเข้า EV ทุบตลาด ทำไมโรงงานยังตามไม่ทัน และคนซื้อควรคิดอะไรต่อ

นำเข้า EV ทุบตลาด ทำไมโรงงานยังตามไม่ทัน และคนซื้อควรคิดอะไรต่อ
ความสนใจ|การเลือกซื้อรถพลังงานใหม่

รถไฟฟ้านำเข้าแรงกว่าการผลิตในประเทศ ช่องว่างที่คนซื้อมองข้ามไม่ได้

ประเด็นรถไฟฟ้านำเข้าในตลาดปัจจุบัน คือสถานการณ์ที่ยอดขาย EV ภายในประเทศพุ่งขึ้นเร็ว จนกำลังการผลิตในประเทศตามไม่ทัน ทำให้ต้องใช้รถไฟฟ้านำเข้ามาเติมช่องว่างของดีมานด์ ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างภาษี การลงทุนในโรงงาน และความพร้อมของระบบอะไหล่และศูนย์บริการระยะยาวสำหรับผู้ใช้รถทุกคันในตลาดที่กำลังเปลี่ยนกติกาอย่างรวดเร็ว ตัวเลขยอดขาย EV กำลังบอกชัดว่าตลาดเดินหน้าไปไกลกว่าฐานผลิตในประเทศ แปดเดือนแรกมีการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 60,578 คัน ขณะที่ยอดขายสะสมอยู่ที่ 145,132 คัน หรือรถที่ผลิตในประเทศมีสัดส่วนเพียง 41.74% ของยอดขาย และส่วนที่เหลือ 84,554 คัน หรือ 58.26% เป็นรถไฟฟ้านำเข้า ภาพนี้ไม่ได้เป็นแค่ข่าวโรงงาน แต่อยู่ในราคารถที่เรามองเห็นหน้าร้าน และต้นทุนการดูแลรถในอีกหลายปีข้างหน้า เมื่อรถไฟฟ้านำเข้าทุบตลาดเช่นนี้ ผู้บริโภคจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องอ่านตัวเลขอย่างมีสติ การตัดสินใจซื้อไม่ควรจบที่ส่วนลดหรือดอกเบี้ยต่ำ เพราะความมั่นใจระยะยาวจะมาจากคำตอบว่า รถคันนั้นใช้ฐานผลิตไหน มีอะไหล่และช่างรองรับจริงไหม และนโยบายภาษีที่ยังรอข้อสรุปจะเปลี่ยนกติกาอย่างไรกับรถในมือเรา

นำเข้า EV ทุบตลาด ทำไมโรงงานยังตามไม่ทัน และคนซื้อควรคิดอะไรต่อ

ยอดขาย EV พุ่งสองหลัก แต่การผลิตโตช้ากว่า ผลสะเทือนจึงเด้งกลับมาที่คนซื้อ

สัญญาณแรกที่เห็นได้ชัดคือความต่างของความเร็วระหว่างโชว์รูมกับโรงงาน เดือนสิงหาคมมียอดผลิตรถยนต์ 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 10.93% จากปีก่อน ขณะที่ยอดขายในประเทศ 59,809 คัน กลับโตแรงกว่า 25.59% และการส่งออกรถสำเร็จรูปลดลง 2.04% สรุปสั้นๆ คือหน้าร้านคึกคัก แต่อุตสาหกรรมฝั่งผลิตและส่งออกยังไม่ฟื้นเต็มแรงเท่าเดิม แรงส่งหลักมาจากรถยนต์นั่งไฟฟ้า เดือนเดียวขายได้ 19,721 คัน เพิ่มขึ้นถึง 113.29% และกินสัดส่วนเกือบหนึ่งในสามของตลาดรถทั้งหมด ฝั่งตัวเลขสะสม EV มียอดขาย 145,132 คัน คิดเป็น 32.97% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ตัวเลขเหล่านี้น่าตื่นเต้นสำหรับสายรถไฟฟ้า แต่คำถามคือ การพุ่งขึ้นแบบนี้มีฐานรองรับด้านอะไหล่และช่างในประเทศมากพอหรือยัง สำหรับคนซื้อ ภาพยอดขายสองหลักจึงเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งทำให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าจัดโปรแรงและเรามีตัวเลือกมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง หากการผลิตในประเทศยังโตช้ากว่าและอาศัยรถไฟฟ้านำเข้าเป็นหลัก เราอาจกำลังซื้อรถในตลาดที่โครงสร้างราคาและภาษียังไม่นิ่ง และต้นทุนหลังการขายอาจเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่สะท้อนอยู่ในใบจองวันนี้

ทำไมรถไฟฟ้านำเข้ายึดส่วนแบ่งใหญ่ และผลต่อโครงสร้างราคาอะไหล่ในอนาคต

เมื่อยอดขาย EV นำเข้ามากกว่ารถที่ผลิตในประเทศอย่างชัดเจน ผู้ลงทุนที่ตั้งโรงงาน ผลิตรถไฟฟ้า จ้างงาน และใช้ชิ้นส่วนในประเทศย่อมรู้สึกว่าถูกทุบตลาดจากรถไฟฟ้านำเข้า 84,554 คันซึ่งมีสัดส่วน 58.26% ของยอดขายทั้งหมด ความได้เปรียบของรถไฟฟ้านำเข้าจึงไม่ได้อยู่แค่ราคาหน้าป้าย แต่ยังอยู่ที่การใช้ชิ้นส่วนจากต้นทางและโครงสร้างต้นทุนที่โรงงานในประเทศแข่งขันได้ยาก ผลที่ผู้อ่านควรคิดให้ลึกกว่าราคาโปร คือฐานอะไหล่ในประเทศจะถูกสร้างช้าลง เพราะรถไฟฟ้านำเข้าหลายรุ่นอาศัยชิ้นส่วนที่ไม่ได้ผลิตในประเทศเป็นหลัก ผู้ประกอบการชิ้นส่วนท้องถิ่นจึงมีโอกาสน้อยลงในการพัฒนาและผลิตอะไหล่ให้กับรุ่นยอดนิยม สุดท้ายความเสี่ยงเรื่องเวลารออะไหล่และราคาชิ้นส่วนอาจสูงขึ้น โดยเฉพาะชิ้นส่วนตัวถัง ระบบไฟ และอุปกรณ์ชาร์จที่ต้องพึ่งนำเข้า ในเชิงโครงสร้าง ถ้ารถไฟฟ้านำเข้ายังคงกวาดยอดขาย EV อย่างต่อเนื่องโดยที่การผลิตในประเทศไม่ได้เร่งตามทัน เราอาจเห็นตลาดที่ราคาตัวรถดุเหมือนถูกลงจากโปรโมชัน แต่ต้นทุนระยะยาวด้านอะไหล่และการซ่อมบำรุงกลับเข้มขึ้นอย่างเงียบๆ เพราะไม่มีฐานผลิตชิ้นส่วนในประเทศมาคานน้ำหนักให้ผู้ใช้รถ

เสียงเรียกร้องให้ปรับภาษีรถไฟฟ้านำเข้า และความเสี่ยงดีมานด์เทียมต่อคนซื้อ

เมื่อเห็นตัวเลขว่ารถไฟฟ้านำเข้าขายมากกว่าผลิตในประเทศ และกระทบต่อผู้ลงทุนที่สร้างฐานการผลิตและจ้างงาน สภาอุตสาหกรรมจึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผู้ผลิตดั้งเดิมกับผู้ลงทุนรายใหม่ และผลักให้ประเทศเป็นฐานผลิตทั้งรถสันดาปและรถไฟฟ้าเพื่อส่งออกไปยังตลาดคู่ค้าที่มีโครงสร้างพื้นฐานต่างกัน ข้อเสนอหลักคือกำหนดอัตราภาษีสำหรับรถไฟฟ้านำเข้า ที่ไม่มีโรงงานผลิตในประเทศ ให้สูงกว่ารถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ โดยใช้อัตราภาษีลดหลั่นตามระดับการลงทุนและการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตขยายฐานและเพิ่ม local content มากขึ้น มีการหารืออัตราภาษีในช่วง 10% 20% หรือ 30% แต่ยังไม่มีข้อสรุป และต้องรอการตัดสินใจจากบอร์ด EV ต่อไป อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างข่าวกับประกาศอย่างเป็นทางการอาจสร้างผลข้างเคียง ผู้ที่วางแผนจะซื้อรถอาจเร่งซื้อก่อนการปรับขึ้นภาษี ทำให้เกิดดีมานด์เทียมและเร่งสงครามราคาจากการนำเข้ามาสต็อกและปล่อยโปรโมชันหนักเพื่อระบายสินค้า คนซื้อจึงเสี่ยงจะตัดสินใจจากกระแสตื่นราคามากกว่าจากข้อมูลว่ารถคันนั้นตอบโจทย์การใช้งานจริงและต้นทุนรวมทั้งอายุการถือครอง

ในตลาดที่รถไฟฟ้านำเข้าทุบราคา คนซื้อควรตั้งต้นอย่างไรให้ค่างวดไม่ทุบเรา

ในภาวะที่ยอดขาย EV โตจนรถไฟฟ้านำเข้ามีบทบาทนำ แต่โครงสร้างภาษีและฐานอะไหล่ยังไม่ชัด คนซื้อรถจึงต้องคิดให้ยาวกว่าตัวเลขส่วนลดหน้าร้าน คำถามสำคัญคือรถคันจริงเป็นรถไฟฟ้านำเข้าหรือผลิตในประเทศ รุ่นย่อยที่ผลิตจริงใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากน้อยแค่ไหน และศูนย์บริการมีอะไหล่หลัก เช่นไฟหน้า กระจกตัวถัง ชุดชาร์จ และแบตเตอรี่พร้อมในระบบหรือไม่ เมื่อรถไฟฟ้านำเข้าทุบตลาด ราคาที่เห็นวันนี้จึงอาจตั้งอยู่บนกติกาที่พร้อมจะเปลี่ยนเพราะการปรับภาษีในอนาคต ผู้ซื้อควรขอให้ใบจองระบุราคาสุทธิ วันส่งมอบ และสิทธิในการยกเลิกหากสเปกหรือมาตรการรัฐเปลี่ยนระหว่างทาง รวมถึงลองเช็คราคาประกันและราคาที่ผู้รับซื้อเสนอสำหรับรถแต่ละรุ่น เพื่อไม่ให้เราตัดสินใจจากยอดขาย EV ที่โตเป็นเลขสองหลัก แต่ลืมคำนวณว่าค่างวดและค่าดูแลจะกดงบครอบครัวอย่างไร ท้ายที่สุด ตลาดรถไฟฟ้าอาจโตต่อเนื่องทั้งฝั่งนำเข้าและผลิตในประเทศ แต่ความมั่นใจของเจ้าของรถจะโตหรือหดขึ้นกับความโปร่งใสเรื่องการผลิต ฐานอะไหล่ และความชัดเจนด้านภาษี คนซื้อจึงควรใช้ตัวเลขยอดขายเป็นเพียงฉากหลัง แล้วตัดสินใจจากข้อมูลเกี่ยวกับรถคันที่เราต้องรับผิดชอบในอีกหลายปี

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!