พลังงานทดแทนอาเซียนคืออะไร และทำไมราช กรุ๊ปถึงเร่งเดินหน้า
พลังงานทดแทนอาเซียนคือการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าและสาธารณูปโภคด้วยพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และพลังน้ำ ภายในกลุ่มประเทศในภูมิภาค ที่เชื่อมโยงกันผ่านโครงการลงทุนไฟฟ้าสีเขียวขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสนับสนุนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ในบริบทนี้ ราช กรุ๊ป ลงทุนเชิงรุกในโครงการพลังงานหมุนเวียนหลายประเทศ โดยมีเป้าชัดเจนคือการเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ให้มีสัดส่วนไฟฟ้าสีเขียวมากขึ้น แก่นคิดสำคัญไม่ใช่เพียงทำตามกระแสสิ่งแวดล้อม แต่คือการยึดอนาคตของธุรกิจที่ต้องเติบโตบนโครงสร้างต้นทุนที่เสถียรและตอบโจทย์ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ การที่บริษัทตั้งเป้าให้รายได้จากพลังงานทดแทนไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของรายได้รวม สะท้อนว่าโครงการพลังงานหมุนเวียนไม่ได้เป็นเพียงเสริมภาพลักษณ์ แต่ถูกวางเป็นแกนกลางของการเติบโตทางการเงินขององค์กร

กลยุทธ์ 5S กับเป้า EBITDA 15,000 ล้าน การเติบโตที่ผูกกับไฟฟ้าสีเขียว
หัวใจของการลงทุนไฟฟ้าสีเขียวของราช กรุ๊ป คือกรอบกลยุทธ์ 5S ที่ถูกใช้เป็นเข็มทิศการเติบโตทั้งองค์กร ภายใต้กลยุทธ์นี้ บริษัทกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่าในปี 2569 EBITDA ต้องแตะระดับ 15,000 ล้านบาท พร้อมทั้งตั้งเป้าให้รายได้จากพลังงานทดแทนไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของรายได้รวม ซึ่งเป็นตัวเลขที่บีบให้การลงทุนใหม่ต้องเน้นโครงการพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก
ประโยคที่ชวนจับตาคือคำยืนยันจากผู้บริหารว่า “บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ที่กำหนด เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA ให้ได้ถึง 15,000 ล้านบาท” พร้อมการจัดสรรงบลงทุนจำนวน 10,000 ล้านบาทสำหรับโครงการเดิมและโครงการใหม่ มุมมองเชิงวิพากษ์คือ หากไม่ขยายฐานไฟฟ้าสีเขียวอย่างจริงจัง เป้า EBITDA นี้แทบเป็นไปไม่ได้ในยุคที่ต้นทุนเชื้อเพลิงฟอสซิลผันผวนสูง การเชื่อมเป้าทางการเงินกับโครงการพลังงานหมุนเวียนจึงเป็นการเดิมพันที่คำนวณมาแล้วว่า “เขียวแล้วต้องกำไร” ไม่ใช่เขียวเพื่อภาพลักษณ์เท่านั้น
โครงการพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดน จากโซลาร์ฟิลิปปินส์ถึงพลังน้ำเวียดนาม
ราช กรุ๊ป ไม่ได้พูดถึงพลังงานทดแทนอาเซียนในเชิงแนวคิด แต่ลงมือด้วยโครงการไฟฟ้าสีเขียวที่จับต้องได้ บริษัทคาดว่าจะรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในฟิลิปปินส์ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 71.05 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเวียดนาม กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 5.5 เมกะวัตต์ ซึ่งถูกวางแผนให้เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปีนี้
เมื่อเชื่อมสองโครงการนี้เข้ากับแผนลงทุนไฟฟ้าสีเขียวในภูมิภาค ภาพที่เห็นคือการปักหมุดโครงการพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างกระแสรายได้ระยะยาวในหลายประเทศ การกระจายที่ตั้งโรงไฟฟ้าไปยังฟิลิปปินส์และเวียดนาม ลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดโครงข่ายหรือการกำกับดูแลในประเทศเดียว และทำให้บริษัทมีฐานรายได้รองรับเป้าการเติบโต EBITDA ที่ตั้งไว้ การอ่านเกมเช่นนี้ทำให้เห็นว่า ราช กรุ๊ป ลงทุนในระดับที่ต้องการเป็นผู้เล่นระดับอาเซียน มากกว่าผู้เล่นเฉพาะตลาดภายใน
ก๊าซธรรมชาติในบทบาทเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน พื้นฐานโครงสร้างพลังงานใหม่
แม้จะผลักดันโครงการพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง ราช กรุ๊ป ก็ไม่ได้ปฏิเสธเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด บริษัทแสดงจุดยืนชัดเจนว่าก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่านที่จำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนยังมีข้อจำกัดด้านความสม่ำเสมอของกำลังผลิต
การสนใจลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจึงไม่ใช่การถอยหลังจากไฟฟ้าสีเขียว แต่เป็นการปูฐานให้ระบบรับไฟจากโครงการพลังงานหมุนเวียนได้อย่างราบรื่น หากมองเชิงกลยุทธ์ การยอมรับบทบาทของ Transition Energy ช่วยให้บริษัทไม่ตกหลุมคิดว่าพลังงานหมุนเวียนจะแก้ปัญหาทุกอย่างทันที แต่เลือกสร้างสมดุลระหว่างความยั่งยืนกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เมื่อผูกเข้ากับแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในระยะยาว แนวทางเช่นนี้สะท้อนความพยายามปรับโครงสร้างพลังงานอย่างเป็นลำดับขั้น มากกว่ากระโดดแบบไร้แผน
ขยายขอบเขตสู่พลังงานใหม่ SAF และการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินเดิม
อีกมุมที่น่าสนใจคือ ราช กรุ๊ป ไม่หยุดอยู่แค่โครงการไฟฟ้า แต่เริ่มรุกสู่ธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ โดยอยู่ระหว่างการเจรจาเข้าร่วมลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF ในประเทศตุรกี มีกำลังการผลิต 100,000 ตันต่อปี การขยายเข้าสู่ SAF แสดงให้เห็นว่าบริษัทมองพลังงานทดแทนอาเซียนในกรอบเชื่อมโยงกับโซ่อุปทานพลังงานโลก ไม่ได้จำกัดเฉพาะไฟฟ้า
ควบคู่กันนั้น บริษัทอยู่ระหว่างการจัดทำโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี โดยเน้นบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานและธุรกิจเศรษฐกิจหมุนเวียนในอนาคต ท่าทีนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ทรัพย์สินเดิมไม่ใช่ภาระ แต่เป็นฐานต่อยอดสู่ธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ เมื่อมองรวมทั้งการลงทุนไฟฟ้าสีเขียว การใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน และการรุกเข้าสู่ SAF จะเห็นว่าราช กรุ๊ปวางตัวเองเป็นผู้เล่นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงบริษัทไฟฟ้าแบบดั้งเดิม






