โมเดลไฮบริดบนเกาะ ความหมายใหม่ของร้านสะดวกซื้อท่องเที่ยว
โมเดลค้าปลีกแบบไฮบริดในพื้นที่ท่องเที่ยวคือรูปแบบร้านที่ผสมผสานฟังก์ชันร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อม และบริการไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกันของนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นในทำเลเดียวกัน โดยคัดเลือกสินค้าและบริการให้ยืดหยุ่นตามโซนท่องเที่ยวและพื้นที่อยู่อาศัย พร้อมเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่นในเครือเดียวกันเพื่อสร้างอีโคซิสเต็มการท่องเที่ยวและการใช้ชีวิตแบบครบวงจร
การที่ท็อปส์ เดลี่เลือกเกาะช้างเป็นสนามบุกด้วยโมเดลไฮบริดไม่ได้เป็นเพียงการเปิดร้านสะดวกซื้อเกาะช้างเพิ่มอีกสามสาขา แต่คือการประกาศว่าค้าปลีกกำลังขยับเข้าไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการท่องเที่ยวโดยตรง ท็อปส์ เดลี่เปิดสาขาหาดทรายขาว ไชยเชษฐ์ และบางเบ้าในคราวเดียว พร้อมวางแผนปูพรมสาขารอบเกาะด้วยไฮบริดโมเดลหลายแบบ เพื่อรองรับพฤติกรรมลูกค้าที่แตกต่างในแต่ละโซนและจับดีมานด์ทั้งนักท่องเที่ยวและลูกค้ากลุ่มโลคอล นี่ไม่ใช่การขายของหน้าร้าน แต่คือการเข้าไปยึดจุดยุทธศาสตร์ในอีโคซิสเต็มท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นทางจนจบทริป

ตัวเลขการท่องเที่ยวพุ่ง ดันค้าปลีกท่องเที่ยวกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่
เหตุผลที่ค้าปลีกขยับอย่างมั่นใจเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกท่องเที่ยวอยู่ที่ทิศทางการเดินทางของผู้คนที่เปลี่ยนไปและตัวเลขที่ปฏิเสธไม่ได้ ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 1 สิงหาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมกว่า 18.5 ล้านคน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายแล้วกว่า 8.9 แสนล้านบาท คำถามในวันนี้จึงไม่ใช่ว่าท่องเที่ยวจะกลับมาหรือไม่ แต่คือใครจะเปลี่ยนกระแสนี้ให้กลายเป็นการเติบโตระยะยาวได้ก่อน
เกาะช้างคือกรณีศึกษาที่ชัดเจน ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวประมาณ 1.143 ล้านคน เพิ่มขึ้น 27% ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวเติบโตถึง 60% แตะ 10.4 พันล้านบาท ประโยคที่ควรจดคือ รายได้โตเร็วกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งแปลว่ากำลังซื้อบนเกาะไม่ได้เพิ่มแค่ปริมาณคน แต่มูลค่าการใช้จ่ายต่อคนก็กำลังไต่ระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในบริบทแบบนี้ แบรนด์ที่กล้าปักหมุดก่อนย่อมได้เปรียบในการยึดหัวหาดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวตั้งแต่ของใช้พื้นฐานไปจนถึงไลฟ์สไตล์

Hybrid Model บนเกาะช้าง: ร้านเดียวแต่ตอบสองโลก
หัวใจของการขยายสาขาเกาะช้างคือการใช้ Hybrid Model ไม่ใช่การก็อปปี้ร้านรูปแบบเดียวไปเปิดทุกที่ ท็อปส์ออกแบบให้แต่ละสาขาปรับตามพฤติกรรมของลูกค้าในโซนนั้น วางกลยุทธ์การเปิดสาขาในรูปแบบไฮบริดที่หลากหลายและแตกต่างตามพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าบนเกาะในแต่ละโซน นี่คือคำตอบของโจทย์ใหญ่ในยุคร้านสะดวกซื้อเกาะช้างล้นตลาด ใครเข้าใจพื้นที่ลึกกว่า คนนั้นชนะ
ภายใต้แนวคิด Joyvenience Store แต่ละสาขามีสินค้ามากกว่า 7,000 รายการพร้อมผสานบริการจาก Room Concept เช่น TOPS WINE CELLAR The Baker Café LOOKS และ Snacker เข้ามาอยู่ในร้านเดียว ฝั่งโลคอลได้ร้านใกล้บ้านที่มีของใช้ในชีวิตประจำวันครบ ขณะที่ฝั่งนักท่องเที่ยวได้ทั้งกาแฟ เบเกอรี ไวน์ และสแน็กในบรรยากาศที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์พื้นที่ ท็อปส์ เดลี่จึงกลายเป็นฐานบริการกลางทริป ไม่ใช่เพียงจุดแวะซื้อของชั่วคราว และนี่คือโครงสร้างที่ทำให้ธุรกิจค้าปลีกท่องเที่ยวมีความเหนียวแน่นกว่ารูปแบบเดิม
จากร้านหนึ่งสาขา สู่เครือข่ายอีโคซิสเต็มทั้งเกาะ
การขยายสาขาเกาะด้วย Hybrid Model ไม่ได้หยุดอยู่ที่หน้าร้าน แต่เชื่อมโดยตรงกับอีโคซิสเต็มของกลุ่มเซ็นทรัล ทั้งธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น และรองรับดีมานด์การใช้จ่ายตลอดทริป เมื่อร้าน ท็อปส์ เดลี่ 3 สาขาบนเกาะเริ่มทำงานร่วมกับบริการอื่นในเครือ ลูกค้าคนเดียวกันอาจพักโรงแรมในกลุ่ม กินอาหารจากร้านในเครือ แล้วจบด้วยการซื้อของฝากหรือไวน์จาก Tops Deli ในทริปเดียว
ปัจจุบันท็อปส์ เดลี่มี 560 สาขาทั่วประเทศ โดย 141 สาขา หรือกว่า 25% ตั้งอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ตัวเลขนี้บอกชัดว่าหัวเมืองท่องเที่ยวถูกมองเป็นตลาดยุทธศาสตร์ ไม่ใช่สาขาเสริมอีกต่อไป การวางเป้าหมายขยายสาขา Tops Deli ท่องเที่ยวรอบเกาะช้างให้ครบ 5 สาขา คือการสร้างโครงข่ายบริการครอบคลุมทั้งเกาะ เมื่อค้าปลีกกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการท่องเที่ยว การพัฒนาเกาะในระยะยาวก็ยิ่งผูกโยงกับคุณภาพและทิศทางของเครือข่ายร้านเหล่านี้มากขึ้นตามไปด้วย






