ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เมื่อแบรนด์ลักชูรี่ไทยเลือกบุกตลาดมวลชนด้วย Boyyish

เมื่อแบรนด์ลักชูรี่ไทยเลือกบุกตลาดมวลชนด้วย Boyyish
ความสนใจ|การเปิดตัวเทรนด์

แก่นยุทธศาสตร์ใหม่ของ BOYY: ลักชูรี่ที่ไม่ปิดประตูคนหมู่มาก

บทความนี้วิเคราะห์ยุทธศาสตร์การขยายธุรกิจของ BOYY แบรนด์ลักชูรี่แฟชั่นและเครื่องหนังที่เติบโตจากดีไซน์กระเป๋า จนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก และวันนี้เลือกเดินเกมใหม่ด้วยการเปิดแบรนด์ย่อย Boyyish เพื่อขยายตลาดมวลชน ควบคู่กับการบุกเปิดร้านป๊อปอัพระหว่างประเทศและตั้งเป้ารายได้รวม 500 ล้านบาท พร้อมฝันกลับไปแตะระดับยอดขายเกือบ 1,000 ล้านบาทในไม่เกิน 2 ปี การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนมุมมองต่อผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ต้องการความคุ้มค่าเชิงคุณค่าในชีวิตประจำวัน มากกว่าการครอบครองสินค้าลักชูรี่เพื่อสถานะเพียงอย่างเดียว

หัวใจของเรื่องไม่ใช่แค่การตั้งเป้ายอดขาย แต่คือการพลิกภาพจำของแบรนด์ลักชูรี่ไทยให้เดินเข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้นในวันที่ตลาดหรูทั่วโลกไม่ร้อนแรงเหมือนเดิม หลังจาก BOYY เคยขึ้นสู่จุดสูงสุดเกือบ 1,000 ล้านบาทในช่วงก่อนและระหว่างโควิด แล้วรายได้ลดลงราว 50% เหลือประมาณ 400 กว่าล้านบาท การกลับมาอีกครั้งจึงต้องอาศัยมากกว่ากระเป๋าใบเก่ง หรือดีไซน์ Buckle ที่ทุกคนจำได้ แต่ต้องใช้ยุทธศาสตร์แบรนด์ย่อยและช่องทางจำหน่ายใหม่เพื่อจับลูกค้ากลุ่มกว้างขึ้นอย่างมีชั้นเชิง ไม่ให้เสียฐานแฟนลักชูรี่เดิมไปในระหว่างทาง

เมื่อแบรนด์ลักชูรี่ไทยเลือกบุกตลาดมวลชนด้วย Boyyish

Boyyish: ยุทธศาสตร์แบรนด์ย่อยเพื่อขยายตลาดมวลชนโดยไม่ลดทอนลักชูรี่

การแตกไลน์ Boyyish เป็นสัญญาณชัดว่า BOYY ยอมรับความจริงใหม่ของตลาดลักชูรี่ ที่ต้องเข้าถึงง่ายขึ้นแต่ยังรักษาคุณค่าเดิมไว้ Boyyish ถูกออกแบบให้เป็นไลน์สินค้าและโปรเจกต์ใหม่สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เน้นสินค้าใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเสื้อผ้าและรองเท้า ราคาจับต้องได้ง่ายกว่า BOYY เฉลี่ยราว 30% และตั้งเป้ารายได้เฉพาะส่วนนี้ไว้ที่ 150 ล้านบาท นี่คือการขยายตลาดมวลชนแบบมีกรอบ ไม่ใช่การลดระดับแบรนด์หลัก แต่สร้างเลเยอร์ใหม่เพื่อรับลูกค้าที่อยากสัมผัสดีไซน์และคุณภาพในราคาที่ไม่โหดเท่าไลน์ลักชูรี่

สิ่งที่น่าสนใจคือ Boyyish ยังยืนยันคุณภาพวัสดุและการออกแบบในแบบที่ลูกค้า BOYY คุ้นเคย เช่นการใช้ผ้าที่ใส่สบาย ไม่เน้นโพลีเอสเตอร์ 100% พร้อมเจาะกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่วัย 20 ไปจนถึง 50-70 ปี ครอบคลุมทั้งคนทำงานทั่วไปที่ไม่ได้เป็นสายแฟชั่นจ๋าแต่ต้องการเสื้อผ้าที่ใส่ในวันธรรมดาได้จริง ผลลัพธ์เบื้องต้นก็ยืนยันว่ากลยุทธ์แบรนด์ย่อยนี้เดินมาถูกทาง เมื่อกว่าครึ่งของลูกค้า Boyyish คือแฟนเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำ และอีกครึ่งเป็นลูกค้าใหม่ทั้งหมด ซึ่งบอกเราว่า BOYY สามารถขยายฐานโดยไม่ทำให้ลูกค้าเดิมรู้สึกว่าตัวเองถูกลดทอนความพิเศษ

เมื่อแบรนด์ลักชูรี่ไทยเลือกบุกตลาดมวลชนด้วย Boyyish

จากดีไซน์ Buckle สู่เป้าหมาย 500 ล้าน: ทำไมตอนนี้จึงต้องรุกหนัก

เส้นทาง 20 ปีของ BOYY เริ่มจากความหลงใหลในกระเป๋าของวรรณศิริ คงมั่น และเจสซี่ ดอร์ซี่ ซึ่งไม่มีพื้นฐานธุรกิจมาก่อน แต่สร้างแบรนด์เติบโตแบบออร์แกนิก จนดีไซน์หัวเข็มขัดขนาดใหญ่ Buckle กลายเป็นภาพจำสำคัญตั้งแต่ปี 2015 อย่างไรก็ตาม หลังโควิด ผู้บริโภคลักชูรี่ไม่ได้ซื้อเพื่อสถานะเหมือนเดิม แต่หันมามองความคุ้มค่าเชิงคุณค่า ความยั่งยืน และสินค้าใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทำให้ตลาดหรูทั่วโลกชะลอตัว กำลังซื้อเปลี่ยน ท่องเที่ยวเปลี่ยน และ BOYY เองก็ต้องเจอยอดขายหายไปครึ่งหนึ่ง

ภายใต้ฉากหลังนี้ การตั้งเป้าดันยอดขายรวมให้แตะ 500 ล้านบาทในปีนี้ จึงเป็นทั้งความกล้าและความเสี่ยง เพราะหมายถึงการโต 150% หรือราว 2.5 เท่าจากปีก่อนหน้า แต่หากมองจากมุมยุทธศาสตร์ เป้าหมายนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยๆ มันคือการบังคับทีมให้คิดใหม่ทำใหม่ ทั้งแตกไลน์ Boyyish สร้างคอลแลบ กระจายสินค้าไปยังช่องทางดิจิทัล และออกคอลเลกชันอย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง พร้อม Drop แทรกระหว่างทางเพื่อให้แบรนด์ไม่หลุดจากเรดาร์ผู้บริโภคในยุคที่คอนเทนต์และสินค้าแข่งขันกันบนหน้าจอมือถือ

ร้านป๊อปอัพระหว่างประเทศ: สเต็ปเล็กที่เปลี่ยนจากแบรนด์ท้องถิ่นสู่เวทีโลก

อีกมิติที่ทำให้ยุทธศาสตร์ BOYY น่าสนใจ คือการเลือกขยายผ่านร้านป๊อปอัพระหว่างประเทศแทนการลงทุนหน้าร้านถาวรในทันที แผนบุกต่างประเทศรอบใหม่จะเริ่มด้วย Paris Pop-Up ในเดือนกันยายน 2026 เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้าในศูนย์กลางแฟชั่นโลก พร้อมเป้าหมายสร้างการรับรู้ทั้งในตลาดยุโรปและอเมริกา ขณะเดียวกันในปีปัจจุบัน สัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศยังอยู่แค่ราว 10% ของเป้าหมายรวม 500 ล้านบาท แปลว่าพื้นที่เติบโตในตลาดโลกยังเปิดกว้าง แต่แบรนด์เลือกทดลองด้วยรูปแบบยืดหยุ่นมากกว่าการทุ่มทุนสร้างสโตร์ถาวรตั้งแต่แรก

รูปแบบป๊อปอัพให้ข้อดีสำคัญสำหรับแบรนด์ลักชูรี่ไทยที่กำลังขยายตลาดมวลชน นั่นคือการทดสอบดีไซน์ ราคา และประสบการณ์ร้านกับกลุ่มลูกค้าต่างวัฒนธรรมโดยไม่ติดสัญญาเช่ายาว และยังสอดคล้องกับแผนใหญ่ในการปรับโฉมแฟลกชิปสโตร์ที่ Central Embassy ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2026 เพื่อยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งให้หรูหรายิ่งขึ้นในบ้านของแบรนด์เอง เมื่อมองรวมกับการเริ่มขาย Boyyish บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และ Pop-Up ในศูนย์การค้าใหญ่ในประเทศ แบรนด์กำลังสร้างระบบนิเวศการค้าปลีกที่เชื่อมต่อกันทั้งออฟไลน์และออนไลน์ มากกว่าจะพึ่งหน้าร้านเดิมเพียงไม่กี่แห่ง

สองแบรนด์ หนึ่งภาพลักษณ์: ความเสี่ยงและโอกาสของ BOYY ในระยะ 2 ปีข้างหน้า

สิ่งที่ท้าทายที่สุดของยุทธศาสตร์นี้คือการรักษาสมดุลระหว่างการเป็นแบรนด์ลักชูรี่ไทยที่มีเอกลักษณ์ชัด กับการขยายตลาดมวลชนให้โตเร็วพอรองรับเป้า 500 ล้านบาท และเป้ากลับสู่ระดับยอดขายเกือบ 1,000 ล้านบาทในไม่เกิน 2 ปี ด้านหนึ่ง BOYY ต้องดูแลแฟนเดิมที่รักดีไซน์ Buckle และความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟ อีกด้านต้องต้อนรับลูกค้าใหม่ที่มองหาเสื้อยืดราว 3,000 บาทใน Boyyish ที่ยังถือว่าสูงในตลาดไทย แต่ถูกมองว่าคุ้มเพราะเชื่อมั่นในชื่อ BOYY และคุณภาพ ทำให้ยอดขาย Boyyish ไปได้ดี และครึ่งหนึ่งมาจากลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำ

หาก BOYY คุมคุณภาพ การเล่าเรื่อง และประสบการณ์หน้าร้านได้ดี ยุทธศาสตร์แบรนด์ย่อยอาจกลายเป็นแบบเรียนสำคัญให้กับแบรนด์ลักชูรี่ไทยรายอื่น ว่าการขยายตลาดมวลชนไม่จำเป็นต้องแปลว่าทิ้งความพรีเมียม แต่คือการสร้างเส้นทางหลายระดับให้คนเดินเข้ามาสัมผัสแบรนด์ในจุดที่เหมาะกับกำลังจ่ายและไลฟ์สไตล์ของตนเอง ในทางกลับกัน หาก Boyyishโตเร็วแบบหลุดโทน หรือป๊อปอัพต่างประเทศไม่สามารถแปลงเป็นยอดขายและการรับรู้แบรนด์ที่ชัดเจน เป้า 1,000 ล้านในสองปีอาจกลายเป็นแรงกดดันมากกว่าพลังขับเคลื่อน บทสรุปของเกมนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า BOYY จะสามารถรักษาแก่นของตัวเองไว้ได้แค่ไหน ในวันที่เลือกเปิดประตูให้คนกลุ่มใหม่เข้ามาพร้อมกัน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!