Agentic AI ไม่ใช่แค่บอทตอบคำถาม แต่คือแรงงานอัตโนมัติเต็มตัว
Agentic AI คือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่ต้องรอคำสั่งมนุษย์ทุกขั้นตอน แต่สามารถใช้เหตุผล วางแผน แบ่งงานย่อย ลงมือทำงาน และตัดสินใจบางอย่างในกระบวนการทำงานได้เอง โดยเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันและข้อมูลหลากหลายรูปแบบ ทำให้สามารถรับช่วงงานซ้ำๆ งานประมวลผล และงานบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมากแบบอัตโนมัติ ลดภาระงานยิบย่อยของมนุษย์ และเปิดพื้นที่เวลาให้คนหันไปโฟกัสกับงานที่ซับซ้อนและต้องใช้การตัดสินใจเชิงคุณค่าแทน
งานสัมมนา Human of Tomorrow ภายใต้เวที KBTG Techtopia ถูกจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และจำนวนผู้ลงทะเบียนจากหลักร้อยเติบโตขึ้นเป็นหลักพันคนแล้ว แสดงให้เห็นว่าเรื่อง Agentic AI และการทำงานไม่ใช่หัวข้อไกลตัว แต่กำลังกลายเป็นบทสนทนาหลักของคนทำงานหลากหลายสาย จากมุมมองของผู้ร่วมเวที ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่โลกกำลังก้าวผ่านยุค Generative AI หรือแค่ Chatbot ถามตอบ ไปสู่ยุคที่ AI เป็นแรงงานดิจิทัลคู่ข้างมนุษย์เต็มตัว และคำถามใหญ่จึงไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนคนหรือไม่ แต่คือมนุษย์จะเลือกให้ AI ทำงานประเภทไหนแทนมากกว่า

เมื่อ AI รับงานซ้ำๆ ไปแล้ว งานแบบไหนที่คนควรยึดไว้
เวที Human of Tomorrow ย้ำชัดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องปล่อยให้งานซ้ำๆ เป็นหน้าที่ของ AI และยกงานที่ต้องการหัวใจให้มนุษย์รับผิดชอบ เมื่อ Agentic AI สามารถวางแผนและลงมือทำงานได้เองในระบบจำนวนมาก งานที่มนุษย์ควรโฟกัสจึงไม่ใช่งานกรอกข้อมูล ตรวจเอกสารแบบเดิม แต่คือการตัดสินใจเชิงสถานการณ์ การจัดลำดับความสำคัญ และการรับผิดชอบผลลัพธ์ที่กระทบต่อชีวิตคนจริงๆ งานที่ AI ไม่ควรแตะคือการให้ความหมายกับตัวเลข การคุยยากๆ กับลูกค้า และการชั่งน้ำหนักความเสี่ยงกับคุณค่าระยะยาว
ตัวอย่างในโลกจริงทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น แพลตฟอร์ม Multi-Agent AthenaMind ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ Agent หลายรูปแบบทำงานร่วมกับพนักงานภายในองค์กร มีการใช้งานแล้วมากกว่า 90% ของคนในองค์กร และตั้งเป้าลดต้นทุนลง 15% ภายในปี 2028 นี่คือหลักฐานว่าหากยอมให้ AI รับงานหลังบ้านไป มนุษย์สามารถเลื่อนบทบาทขึ้นมาจัดการเรื่องที่ซับซ้อนกว่าได้ แต่ในทางกลับกัน หากเรายังคงกอดงานซ้ำๆ ไว้เอง เราก็จะติดอยู่ในวังวนเดิม ขณะที่องค์กรอื่นกำลังเคลื่อนตัวไปสู่การเป็น AI Native Company อย่างรวดเร็ว

Human-First philosophy กับการออกแบบงานให้คนเป็นนายของ AI
หัวใจของ Agentic AI และการทำงานไม่ใช่การสร้างระบบที่ฉลาดที่สุด แต่คือการตั้งหลักให้คนยังเป็นเจ้าของการตัดสินใจ แนวคิด Human-First x AI-First ถูกพูดถึงตลอดงานว่าเป็นปรัชญาการทำงานกับเทคโนโลยีที่วางคุณค่า ศักยภาพ และความสุขของมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการกำหนดทิศทางอนาคต ไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีลากองค์กรไปในทางที่ขัดกับตัวตนของคนทำงาน และเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างคนกับ AI เพื่อขับเคลื่อนสังคมและธุรกิจร่วมกัน ถ้าไม่ยอมตั้งหลักแบบนี้ เราเสี่ยงเปิดทางให้ระบบอัตโนมัติตัดสินใจแทนคนในเรื่องที่ควรเป็นเรื่องมนุษย์โดยตรง
ปรัชญา Human-First ไม่ได้หยุดแค่คำพูด แต่ถูกแปลงเป็นระบบกำกับดูแล AI Governance อย่างจริงจัง มีการยึดหลักข้อมูลสะอาด และคง Human-in-the-loop ในระบบความเสี่ยงสูงเช่นธุรกรรมหลักด้านการเงิน แนวคิดนี้ส่งผลต่อการออกแบบบทบาทงานใหม่ คนทำงานต้องรู้ว่า AI ตัวไหนทำหน้าที่อะไร มี Guardrail ป้องกันการทำงานนอกกรอบอย่างไร และใครเป็นเจ้าของการตัดสินใจสุดท้าย งานปีนี้ยังเต็มไปด้วยเวิร์กชอปที่ชวนคนทำงานมาลองเขียนโค้ด ปรับโค้ดให้ทันสมัย พัฒนา AI และเรียนรู้การดูแลความปลอดภัยของ AI จากหลากหลายองค์กรทั่วโลก สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าตำแหน่งงานยุคใหม่จะรวมทักษะเทคโนโลยีและการกำกับดูแลเข้าด้วยกันแทบทุกสายงาน

ทักษะมนุษย์ยุค AI: จากคนทำงาน เป็นคนตัดสินใจร่วมกับระบบอัตโนมัติ
เมื่อ Agentic AI รับงานส่วนใหญ่ไปแล้ว มนุษย์ไม่ควรแข่งกับความเร็วหรือความละเอียดของเครื่องจักร แต่ต้องย้ายสนามแข่งไปยังการตัดสินใจและการเชื่อมโยงความรู้ข้ามสายงาน เรืองโรจน์ พูนผลเตือนว่าองค์กรจำนวนมากยังติดกับดัก Use Case Trap และ Process Improvement Trap ที่นำ AI ไปต่อยอดงานเดิมเท่านั้น หากผู้นำยังใช้ AI แค่มาช่วยประหยัดเวลา ไม่เคยถามว่าต้องการอนาคตแบบไหน ระบบอัตโนมัติจะกลายเป็นเครื่องเร่งให้เราเดินเร็วขึ้นบนถนนเส้นเดิม แทนที่จะสร้างเส้นทางใหม่ให้คนทำงานมีคุณค่าเพิ่มขึ้น
ทักษะมนุษย์ยุค AI จึงถูกนิยามใหม่เป็นชุดทักษะการตัดสินใจหลายมิติ ตามแนวคิดที่อ้างถึง Guy Kawasaki ว่าผู้นำและคนทำงานควรมี Taste ในการตัดสินว่าอะไรดี Foresight ในการมองว่าอะไรจะเกิดขึ้น Conviction ในการยืนยันว่าอะไรถูกต้อง และ Courage ในการเลือกว่าจะเสี่ยงกับอะไร ขณะเดียวกัน การ Reskill กลายเป็นความจำเป็นที่แรงงานถึง 39% ต้องเผชิญภายในปี 2030 หากเราไม่พัฒนาทักษะใหม่ตั้งแต่วันนี้ เราจะถูกลดบทบาทเหลือแค่ผู้ตรวจงานของ AI แทนที่จะเป็นคนออกแบบกติกาให้ระบบอัตโนมัติทำงานเพื่อเรา

จากสนามงานวันนี้ สู่แรงงานที่ AI เสริมไม่ใช่แทน
ภาพรวมจากเวที Human of Tomorrow ทำให้เห็นชัดว่างานในยุค Agentic AI กำลังแยกออกเป็นสองประเภท งานที่ AI ทำได้ดีกว่า แต่ต้องมีการกำกับดูแลอย่างเข้ม และงานที่ AI ทดแทนไม่ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับตัวตน ความเชื่อ และความไว้วางใจระหว่างมนุษย์ งานยืนยันตัวตนดิจิทัลด้วยระบบอย่าง AINU VERIFY และ AINU APPGUARD ที่รองรับการใช้งานมากกว่า 30 ล้านรายการต่อปี แสดงให้เห็นด้านหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงที่ AI เลือกทำธุรกรรมให้ปลอดภัยและแม่นยำ ขณะที่แอปอย่าง เหมียวจด ที่อ่านสลิปและยอดบัตรเครดิตมาช่วยจดรายจ่าย และเพิ่มฟีเจอร์ Budget Alert กับ MeowDoo เพื่อสรุปข้อมูลการใช้จ่ายรายเดือนในรูปแบบการทำนายดวงการเงิน ก็ทำให้เราเห็นว่าชีวิตประจำวันถูกเชื่อมกับ AI มากขึ้นทุกมิติ
แต่ท่ามกลางการใช้ AI เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง งานสัมมนาชุดนี้ย้ำชัดว่าการใช้ AI ต้องมีนโยบายชัดว่าระบบทำหน้าที่อะไร และมนุษย์รับผิดชอบอะไร รวมถึงยืนยันว่า AI ต้องไม่มีอำนาจเหนือการตัดสินใจของมนุษย์ นี่คือจุดที่คนทำงานยุคใหม่ต้องตื่นตัว ไม่ใช่แค่เรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือ แต่ต้องกลายเป็นผู้กำกับ AI Governance ร่วมกับการคิดข้ามสายงาน และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ใช้การพูดคุยแบบ Human-to-Human เป็นหลัก หากเรากล้าออกแบบบทบาทตัวเองใหม่ให้เป็นเจ้าของกติกาและความไว้วางใจ เราจะไม่กลัวว่า AI จะมาแย่งงาน แต่จะใช้ Agentic AI เป็นกำลังเสริมให้มนุษย์ทำงานที่มีความหมายมากขึ้น







