รับแอปรับแอป

สายหนังไซไฟห้ามพลาด! "Rebel Moon" Director’s Cut เตรียมปล่อยเวอร์ชันโหด ดิบ ยาวกว่าเดิมบน Netflix

อนุพงษ์ บุญมี01-31

Director’s Cut มาแล้ว! เตรียมอัปเลเวลความมันบน Netflix

Netflix ออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่าเวอร์ชัน ‘The Director’s’ ของภาพยนตร์ไซไฟมหากาพย์ ‘Rebel Moon’ ทั้ง 2 ภาค ผลงานจากผู้กำกับ แซ็ก สไนเดอร์ (Zack Snyder) จะปล่อยให้ชมพร้อมกันในวันที่ 2 สิงหาคม 2024

พร้อมกันนั้นยังปล่อยภาพโปรโมตชุดใหม่ พร้อมคีย์แมสเสจชวนขนลุกว่า “สัมผัสประสบการณ์ระดับมหากาพย์ที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน” ยืนยันชัด ๆ ว่านี่ไม่ใช่แค่เวอร์ชันตัดต่อเพิ่มซีนธรรมดาแน่นอน

จักรวาล Rebel Moon: แรงบันดาลใจจากซามูไรถึงสงครามดวงดาว

‘Rebel Moon’ เป็นโปรเจกต์ไซไฟขนาดใหญ่ที่เกิดจากไอเดียของสไนเดอร์เอง ผสมผสานทั้ง

  • กลิ่นอายของ ‘The Seven Samurai’ (1954)

  • ความเป็นมหากาพย์ของไตรภาค ‘Star Wars’ ต้นฉบับ (1977, 1980, 1983)

  • การสร้างตำนานและเรื่องเล่าของหลายดวงดาวในจักรวาลเดียวกัน

ในด้านนักแสดงก็จัดเต็มไม่แพ้กัน นำทีมโดย โซเฟีย โบเทลล่า (Sofia Boutella), ดจิมอน ฮาวน์ซู (Djimon Hounsou), เอ็ด สไครน์ (Ed Skrein), มีคีล เฮยส์มัน (Michiel Huisman), แบดูนา (Doona Bae), เรย์ ฟิชเชอร์ (Ray Fisher), ชาร์ลี ฮันแนม (Charlie Hunnam) และท่านเซอร์ แอนโทนี ฮ็อปกินส์ (Anthony Hopkins) ที่มาร่วมพากย์เสียง

ย้อนดูเวอร์ชันแรก ก่อนอัปเกรดสู่ Director’s Cut

ก่อนจะไปถึงเวอร์ชันใหม่ มาย้อนไทม์ไลน์ฉายของเวอร์ชันปกติกันสั้น ๆ

  • ‘Rebel Moon Part One: A Child of Fire’ ลง Netflix วันที่ 21 ธันวาคม 2023

  • ‘Rebel Moon Part Two: The Scargiver’ ตามมาต่อเนื่องในวันที่ 19 เมษายน 2024

ทั้งสองภาคทำหน้าที่เหมือนเป็นการปูฐานความใหญ่ของจักรวาล ‘Rebel Moon’ ให้แข็งแรง สร้างกติกาโลก ตัวละคร และเดิมพันของเรื่องให้ชัดเจน

แต่แม้โปรดักชันจะยิ่งใหญ่ระดับมหากาพย์ เสียงวิจารณ์กลับไม่สวยนัก โดยเฉพาะประเด็นอย่าง

  • จังหวะการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างเนิบช้า

  • ความไม่สมเหตุสมผลในบางจุดของโครงเรื่อง

ทำให้แฟนหนังจำนวนไม่น้อยตั้งความหวังกับเวอร์ชัน Director’s Cut ว่าอาจเป็นจุดกลับเกมของโปรเจกต์นี้

เปลี่ยนชื่อ แยก Chapter: Director’s Cut ไม่ได้มาเล่น ๆ

สไนเดอร์ไม่นึกแค่ว่า “ตัดต่อใหม่ เพิ่มฉาก” แล้วจบ แต่ยังอัปเดตชื่อเวอร์ชัน Director’s Cut ของทั้งสองภาคใหม่ด้วย มีความเป็น Chapter ชัดเจนมากขึ้น ได้แก่

  • ‘Rebel Moon Chapter One: Chalice of Blood’

  • ‘Rebel Moon Chapter Two: Curse of Forgiveness’

แค่ชื่อใหม่ก็ให้โทนที่ดิบขึ้น มืดขึ้น และดูโฟกัสกับธีมความขัดแย้ง ความเสียสละ และความรุนแรงมากกว่าเดิม

เรตเปลี่ยน โทนเปลี่ยน: จาก PG-13 สู่ความดิบระดับ R

จุดสำคัญที่ทำให้คอหนังไซไฟสายโหดต้องจับตา คือเวอร์ชัน ‘The Director’s Cut’ ของ ‘Rebel Moon’ ได้รับเรต R ในขณะที่เวอร์ชันแรกออกฉายในเรต PG-13

ความเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่า

  • สไนเดอร์สามารถใส่ฉากแอ็กชันที่มีความรุนแรงมากขึ้น

  • โทนเรื่องมีโอกาสจะมืดหม่น ดิบ และเข้มข้นกว่าเดิมมาก

  • ขอบเขตด้านภาพและการเล่าเรื่องไม่ต้องถูกจำกัดเหมือนเวอร์ชันฉายครั้งแรก

ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือโทนของหนังอาจ “เปลี่ยนหน้า” ไปอย่างสิ้นเชิง จากที่หลายคนเคยชมมาแล้วบน Netflix

ระดับความยาวจะไปไกลแค่ไหน?

อีกคำถามใหญ่ที่แฟน ๆ สงสัยกันไม่หยุด คือ Director’s Cut จะยาวแค่ไหนกันแน่ เพราะแค่เวอร์ชันเดิมก็ไม่ได้สั้นเลย

  • ‘Part One: A Child of Fire’ ยาวถึง 2 ชั่วโมง 14 นาที

  • ‘Part Two: The Scargiver’ ก็ปาไป 2 ชั่วโมง 2 นาที

เวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการวางพื้นฐานจักรวาล ‘Rebel Moon’ ให้ชัดและแน่นที่สุด แต่เมื่อจังหวะมันช้า และโครงเรื่องมีจุดสะดุด เสียงวิจารณ์ด้านลบเลยตามมาหนัก

Director’s Cut จึงถูกมองว่าเป็นทั้ง โอกาสแก้ตัว และ เวทีพิสูจน์วิสัยทัศน์ของสไนเดอร์ ว่าเขาจะจัดระเบียบเรื่องราว ปรับบาลานซ์ และเสิร์ฟความมันแบบไม่เสียจังหวะได้หรือไม่

Rotten Tomatoes กับเดิมพันครั้งใหม่ของ Zack Snyder

คะแนนวิจารณ์คืออีกหนึ่งสนามใหญ่ที่สไนเดอร์ต้องเผชิญ โดยเฉพาะเมื่อแฟน ๆ ยังจำตัวอย่างชัดเจนจากผลงานก่อนหน้าได้

  • ‘Zack Snyder’s Justice League’ (2021) เวอร์ชันที่เขาควบคุมเต็มมือ ทำคะแนนนักวิจารณ์บน Rotten Tomatoes ไปได้ถึง 71%

  • ขณะที่ ‘Justice League’ เวอร์ชันปี 2017 ที่ถูกนำไปถ่ายทำใหม่และตัดต่อโดยสตูดิโอ ได้คะแนนเพียง 40% เท่านั้น

เคสนี้ทำให้หลายคนเชื่อว่า เมื่อสไนเดอร์ได้เล่าเรื่องในแบบที่เขาตั้งใจจริง ๆ ผลลัพธ์อาจต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น หากเขาสามารถแก้ปัญหาที่เกิดใน ‘Rebel Moon’ เวอร์ชันแรกได้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะ การเล่าเรื่อง หรือความกลมกล่อมของธีมทั้งหมด ก็มีโอกาสสูงมากที่ Director’s Cut จะกลายเป็นตัวอย่างอีกครั้งว่า เขาคือหนึ่งในผู้กำกับที่เล่าเรื่องมหากาพย์ผ่านงานภาพสุดอลังการได้ดีที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูด

สรุป: Director’s Cut ครั้งนี้คือบทพิสูจน์ของจักรวาล Rebel Moon

ภาพรวมของเวอร์ชัน Director’s Cut ของ ‘Rebel Moon’ จึงไม่ใช่แค่ “ฉบับยาวขึ้น” แต่คือ

  • การรีโฟกัสโทนเรื่องให้ดิบ เข้ม และตรงกับวิสัยทัศน์ของผู้กำกับมากขึ้น

  • การต่อยอดจักรวาลไซไฟที่มีศักยภาพสูง แต่สะดุดในเวอร์ชันแรก

  • บทพิสูจน์ว่า Zack Snyder จะสามารถเปลี่ยนเสียงวิจารณ์ด้านลบ ให้กลายเป็นพลังบวกได้หรือไม่

สำหรับสายหนังไซไฟ สายแฟนสไนเดอร์ หรือใครที่อินกับงานภาพจัดเต็มระดับมหากาพย์ วันที่ 2 สิงหาคม 2024 บน Netflix คือหมุดหมายที่ไม่ควรพลาด