Bangkok, City for Better Health: เมืองหลวงสายสุขภาพกำลังเปลี่ยนจริงจัง
โครงการความร่วมมือ Bangkok, City for Better Health กำลังเดินหน้าด้วยการระดมทีมจากหลายหน่วยงาน ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อออกแบบระบบสุขภาพสำหรับคนกรุงเทพฯ ให้จับต้องได้จริง เน้นพิเศษไปที่เด็กและเยาวชน รวมถึงชุมชนที่เปราะบาง
การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อน 4 กิจกรรมหลัก ที่จะเปลี่ยนตั้งแต่อาหารในโรงเรียน ไปจนถึงการติดตามพฤติกรรมสุขภาพผ่านแอปบนมือถือ และสร้างพื้นที่กิจกรรมทางกายกลางเมือง
ครัวกลาง (Central Kitchen): ยกระดับอาหารเด็ก กทม. ให้ได้ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ
หนึ่งในหัวใจของโครงการนี้ คือการผลักดัน ครัวกลาง (Central Kitchen) เพื่อรองรับนโยบาย “อาหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2566-2570” ให้เดินได้จริงในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
เป้าหมายคือ ยกระดับคุณภาพอาหารกลางวันของนักเรียน ให้ได้ทั้งสารอาหารครบถ้วน ถูกสุขลักษณะ และปลอดภัยในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางเมนูไปจนถึงเสิร์ฟถึงจานเด็ก ๆ
ควบคุมมาตรฐานด้านโภชนาการอย่างเข้มงวด
เน้นความสะอาดและความปลอดภัยของอาหาร
ปรับเมนูให้เหมาะกับช่วงวัยของนักเรียน
ช่วงแรกจะเริ่มในพื้นที่นำร่อง 7 โรงเรียน ในเขตบางรักและสาทร โดยมีการปรับปรุงครัวกลางที่โรงเรียนวัดดอน เขตสาทร เป็นฐานหลักของระบบครัวกลางนี้ คาดว่าจะเริ่มปรับปรุงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
ภาคเอกชนจะเข้ามาช่วย ออกแบบระบบและโปรแกรมจัดการครัวกลาง ตั้งแต่การจัดเมนู ตรวจสอบโภชนาการ ควบคุมความสะอาด ไปจนถึงระบบแจ้งเตือนสารอาหารที่เกินเกณฑ์ เพื่อให้ทุกมื้อในโรงเรียนเป็นมื้อที่มั่นใจได้จริง
หลักสูตร “สร้างนิสัยสุขภาพดี ลดเสี่ยงโรคอ้วน”: ปรับพฤติกรรมตั้งแต่ในห้องเรียน
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของโครงการ คือการพัฒนาหลักสูตร “สร้างนิสัยสุขภาพดี ลดเสี่ยงโรคอ้วน” ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 3 ว่าด้วยการสร้างหลักประกันสุขภาวะที่ดีสำหรับทุกช่วงวัย
แนวคิดหลักของหลักสูตรนี้ คือการทำให้ “สุขภาพดี” ไม่ใช่แค่คำสั่งสอน แต่เป็น นิสัยที่ปลูกฝังได้ในชีวิตประจำวันของเด็ก
โดยหลักสูตรจะมุ่งเน้นไปที่
การกำหนดสาระการเรียนรู้ที่ชัดเจนด้านสุขภาพ
การสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง
การออกแบบกิจกรรมเสริมและวิธีประเมินผล
การวางระบบความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานให้ยั่งยืนจริง ไม่ใช่แค่โครงการระยะสั้น
จะมีการจัดทำ เล่มคู่มือหลักสูตร เพื่อส่งต่อให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครสามารถนำไปใช้ได้จริง นอกจากนี้ยังมีการจัดพื้นที่ทดลอง (Sandbox) เพื่อเปรียบเทียบผลระหว่างโรงเรียนที่ใช้และไม่ใช้หลักสูตรดังกล่าว เพื่อตรวจวัดว่าแนวทางนี้ช่วยปรับเปลี่ยนนิสัยเด็กได้มากแค่ไหน
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับรายละเอียดของแผนการเรียนการสอน เพื่อเตรียมนำไปใช้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ช่วงเดือนพฤศจิกายน
Health Dashboard Application: แอปสุขภาพ + Wearable = ข้อมูล Real-Time ของเด็กกรุงเทพฯ
การยกระดับสุขภาพยุคนี้จะหยุดแค่ “ความตั้งใจดี” ไม่ได้ ต้องมี ข้อมูลจริงแบบ Real-Time มาช่วย
จึงเกิดโครงการ “Health Dashboard Application” ที่บูรณาการข้อมูลสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Devices) สำหรับติดตามการเคลื่อนไหวของนักเรียน
บริษัทภาคเอกชนจะสนับสนุน อุปกรณ์ Wearable จำนวน 1,000 ชิ้น เพื่อใช้เก็บข้อมูลต่าง ๆ เช่น
จำนวนก้าวเดินในแต่ละวัน
ระยะเวลาในการทำกิจกรรมทางกาย
ระดับความเคลื่อนไหวในช่วงเวลาต่าง ๆ
ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งเข้าสู่ระบบ Health Dashboard ซึ่งสามารถประมวลผลและแสดงผลผ่านแอปพลิเคชันได้แบบ Real-Time
สิ่งที่ตามมาคือ
ครูสามารถติดตามพฤติกรรมทางกายของนักเรียนรายบุคคลหรือทั้งห้องได้
บุคลากรสาธารณสุขใช้ข้อมูลจริงในการออกแบบแผนส่งเสริมสุขภาพ
ผู้ปกครองเห็นภาพชัดว่า ลูกขยับตัวมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน
จุดแข็งคือข้อมูลไม่ใช่การเดา แต่เป็นตัวเลขจริง ที่เอาไปปรับแผนสุขภาพรายคนหรือระดับโรงเรียนได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งยังช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันมากขึ้น
ตอนนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบแอป กำหนดกลุ่มเป้าหมาย และเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบนี้ไม่ใช่แค่แอปหนึ่งตัว แต่เป็น “แพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพของเมือง” ในระยะยาว
ลานกีฬาใหม่ในสวนลุมพินี – สวนเบญจกิติ: เปลี่ยนสวนให้เป็นสนามสุขภาพกลางเมือง
สุขภาพดีต้องมีทั้ง ข้อมูล + พื้นที่ให้คนได้ขยับตัวจริง โครงการนี้จึงไม่หยุดอยู่แค่โรงเรียนหรือในแอป แต่ยังขยายไปสู่สวนสาธารณะใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ด้วย
มีแผนสร้างและพัฒนาพื้นที่เล่นกีฬาและกิจกรรมทางกาย ใน 2 สวนหลัก ได้แก่
สวนลุมพินี เขตปทุมวัน
สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย
โดยจะมีการสนับสนุน
การสร้างและพัฒนาสนาม พิกเคิลบอล (Pickleball) ที่สวนลุมพินี
การติดตั้งเครื่องออกกำลังกายแบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มเติม
การพัฒนาสนามพิกเคิลบอลที่สวนเบญจกิติ พร้อมติดตั้งม่านบังแดด เพื่อให้เล่นได้สะดวกทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น
ขณะนี้หน่วยงานด้านวัฒนธรรม กีฬา การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อมได้ร่วมกันพิจารณาอนุญาตให้ปรับปรุงพื้นที่แล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนสำรวจพื้นที่และจัดทำประมาณการงบประมาณ โดยคาดว่าจะเดินหน้าในปี พ.ศ. 2569
เป้าหมายไม่ใช่แค่มีสนามเพิ่ม แต่คือการทำให้ “กิจกรรมทางกาย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนเมือง
ก้าวสำคัญสู่เวทีนานาชาติ: Bangkok เข้าร่วม CBH – COPI อย่างเป็นทางการ
ในอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ โครงการกำลังเตรียมจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือ Bangkok, City for Better Health ระหว่าง
กรุงเทพมหานคร
สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเดนมาร์กประจำประเทศไทย
บริษัทภาคเอกชนผู้สนับสนุนโครงการ
เมื่อมีการลงนามแล้ว กรุงเทพมหานครจะเข้าร่วมโครงการ CBH – COPI (City for Better Health – Childhood Obesity Prevention Initiative) อย่างเป็นทางการ
ปัจจุบันมีประเทศที่เข้าร่วมโครงการนี้แล้ว 6 ประเทศ ได้แก่
แคนาดา
สเปน
ฝรั่งเศส
บราซิล
แอฟริกาใต้
ญี่ปุ่น
การเข้าร่วมของกรุงเทพฯ หมายถึงการยกระดับการทำงานด้านสุขภาพเด็กและชุมชนขึ้นไปอยู่ในเครือข่ายนานาชาติ ที่สามารถแลกเปลี่ยนทั้งประสบการณ์ เครื่องมือ และแนวคิดการออกแบบเมืองเพื่อสุขภาพ
เปลี่ยนเมือง เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนอนาคตสุขภาพ
โครงการ Bangkok, City for Better Health (CBH) ไม่ได้มองสุขภาพแค่ในมุมของการรักษาเมื่อป่วย แต่เน้น การออกแบบเมืองและวิถีชีวิตใหม่ เพื่อให้คนในเมืองมีโอกาสใช้ชีวิตแบบสุขภาพดีได้ง่ายขึ้นในทุกวัน
แนวทางของโครงการมุ่งเน้น 2 แกนหลัก
แกนที่ 1: ป้องกันภาวะโรคอ้วนในเด็กตั้งแต่เนิ่น ๆ
ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับชุมชนที่มีความเปราะบาง
ใช้ทั้งอาหารดี หลักสูตรในโรงเรียน แอปสุขภาพ และการออกแบบกิจกรรมทางกายควบคู่กัน
แกนที่ 2: ปรับพฤติกรรมของประชาชนในชุมชนเปราะบางในทุกช่วงวัย
ลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
ส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจในระยะยาว
ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า “สุขภาพเมือง” ไม่ได้เกิดจากบุคคลคนเดียว แต่เป็นผลจากระบบ โครงสร้าง พื้นที่ และเทคโนโลยี ที่ออกแบบมาร่วมกันอย่างมีเป้าหมาย
เมื่อครัวกลางเริ่มทำงาน หลักสูตรสุขภาพดีถูกใช้ในห้องเรียน แอปและอุปกรณ์ Wearable เริ่มเก็บข้อมูลจริง และสวนสาธารณะกลายเป็นลานกิจกรรมที่คนอยากไปใช้เวลา เมืองก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปในแบบที่รุ่นต่อไปได้ประโยชน์เต็ม ๆ
กรุงเทพฯ กำลังก้าวจาก “เมืองที่เราคุ้นเคย” ไปสู่ “เมืองที่อยากอยู่ เพราะอยู่แล้วสุขภาพดีขึ้นทุกวัน” อย่างเป็นรูปธรรม

