รับแอปรับแอป

กรุงเทพฯ ลุกขึ้นยกระดับสุขภาพเด็ก ด้วย Central Kitchen แอปสุขภาพ และลานกีฬาใหม่

ธนพล ศรีสวัสดิ์01-30

Bangkok, City for Better Health: เมืองหลวงสายสุขภาพกำลังเปลี่ยนจริงจัง

โครงการความร่วมมือ Bangkok, City for Better Health กำลังเดินหน้าด้วยการระดมทีมจากหลายหน่วยงาน ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อออกแบบระบบสุขภาพสำหรับคนกรุงเทพฯ ให้จับต้องได้จริง เน้นพิเศษไปที่เด็กและเยาวชน รวมถึงชุมชนที่เปราะบาง

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อน 4 กิจกรรมหลัก ที่จะเปลี่ยนตั้งแต่อาหารในโรงเรียน ไปจนถึงการติดตามพฤติกรรมสุขภาพผ่านแอปบนมือถือ และสร้างพื้นที่กิจกรรมทางกายกลางเมือง

ครัวกลาง (Central Kitchen): ยกระดับอาหารเด็ก กทม. ให้ได้ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ

หนึ่งในหัวใจของโครงการนี้ คือการผลักดัน ครัวกลาง (Central Kitchen) เพื่อรองรับนโยบาย “อาหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2566-2570” ให้เดินได้จริงในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร

เป้าหมายคือ ยกระดับคุณภาพอาหารกลางวันของนักเรียน ให้ได้ทั้งสารอาหารครบถ้วน ถูกสุขลักษณะ และปลอดภัยในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางเมนูไปจนถึงเสิร์ฟถึงจานเด็ก ๆ

  • ควบคุมมาตรฐานด้านโภชนาการอย่างเข้มงวด

  • เน้นความสะอาดและความปลอดภัยของอาหาร

  • ปรับเมนูให้เหมาะกับช่วงวัยของนักเรียน

ช่วงแรกจะเริ่มในพื้นที่นำร่อง 7 โรงเรียน ในเขตบางรักและสาทร โดยมีการปรับปรุงครัวกลางที่โรงเรียนวัดดอน เขตสาทร เป็นฐานหลักของระบบครัวกลางนี้ คาดว่าจะเริ่มปรับปรุงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

ภาคเอกชนจะเข้ามาช่วย ออกแบบระบบและโปรแกรมจัดการครัวกลาง ตั้งแต่การจัดเมนู ตรวจสอบโภชนาการ ควบคุมความสะอาด ไปจนถึงระบบแจ้งเตือนสารอาหารที่เกินเกณฑ์ เพื่อให้ทุกมื้อในโรงเรียนเป็นมื้อที่มั่นใจได้จริง

หลักสูตร “สร้างนิสัยสุขภาพดี ลดเสี่ยงโรคอ้วน”: ปรับพฤติกรรมตั้งแต่ในห้องเรียน

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของโครงการ คือการพัฒนาหลักสูตร “สร้างนิสัยสุขภาพดี ลดเสี่ยงโรคอ้วน” ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 3 ว่าด้วยการสร้างหลักประกันสุขภาวะที่ดีสำหรับทุกช่วงวัย

แนวคิดหลักของหลักสูตรนี้ คือการทำให้ “สุขภาพดี” ไม่ใช่แค่คำสั่งสอน แต่เป็น นิสัยที่ปลูกฝังได้ในชีวิตประจำวันของเด็ก

โดยหลักสูตรจะมุ่งเน้นไปที่

  • การกำหนดสาระการเรียนรู้ที่ชัดเจนด้านสุขภาพ

  • การสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง

  • การออกแบบกิจกรรมเสริมและวิธีประเมินผล

  • การวางระบบความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานให้ยั่งยืนจริง ไม่ใช่แค่โครงการระยะสั้น

จะมีการจัดทำ เล่มคู่มือหลักสูตร เพื่อส่งต่อให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครสามารถนำไปใช้ได้จริง นอกจากนี้ยังมีการจัดพื้นที่ทดลอง (Sandbox) เพื่อเปรียบเทียบผลระหว่างโรงเรียนที่ใช้และไม่ใช้หลักสูตรดังกล่าว เพื่อตรวจวัดว่าแนวทางนี้ช่วยปรับเปลี่ยนนิสัยเด็กได้มากแค่ไหน

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับรายละเอียดของแผนการเรียนการสอน เพื่อเตรียมนำไปใช้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ช่วงเดือนพฤศจิกายน

Health Dashboard Application: แอปสุขภาพ + Wearable = ข้อมูล Real-Time ของเด็กกรุงเทพฯ

การยกระดับสุขภาพยุคนี้จะหยุดแค่ “ความตั้งใจดี” ไม่ได้ ต้องมี ข้อมูลจริงแบบ Real-Time มาช่วย

จึงเกิดโครงการ “Health Dashboard Application” ที่บูรณาการข้อมูลสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Devices) สำหรับติดตามการเคลื่อนไหวของนักเรียน

บริษัทภาคเอกชนจะสนับสนุน อุปกรณ์ Wearable จำนวน 1,000 ชิ้น เพื่อใช้เก็บข้อมูลต่าง ๆ เช่น

  • จำนวนก้าวเดินในแต่ละวัน

  • ระยะเวลาในการทำกิจกรรมทางกาย

  • ระดับความเคลื่อนไหวในช่วงเวลาต่าง ๆ

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งเข้าสู่ระบบ Health Dashboard ซึ่งสามารถประมวลผลและแสดงผลผ่านแอปพลิเคชันได้แบบ Real-Time

สิ่งที่ตามมาคือ

  • ครูสามารถติดตามพฤติกรรมทางกายของนักเรียนรายบุคคลหรือทั้งห้องได้

  • บุคลากรสาธารณสุขใช้ข้อมูลจริงในการออกแบบแผนส่งเสริมสุขภาพ

  • ผู้ปกครองเห็นภาพชัดว่า ลูกขยับตัวมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน

จุดแข็งคือข้อมูลไม่ใช่การเดา แต่เป็นตัวเลขจริง ที่เอาไปปรับแผนสุขภาพรายคนหรือระดับโรงเรียนได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งยังช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันมากขึ้น

ตอนนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบแอป กำหนดกลุ่มเป้าหมาย และเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบนี้ไม่ใช่แค่แอปหนึ่งตัว แต่เป็น “แพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพของเมือง” ในระยะยาว

ลานกีฬาใหม่ในสวนลุมพินี – สวนเบญจกิติ: เปลี่ยนสวนให้เป็นสนามสุขภาพกลางเมือง

สุขภาพดีต้องมีทั้ง ข้อมูล + พื้นที่ให้คนได้ขยับตัวจริง โครงการนี้จึงไม่หยุดอยู่แค่โรงเรียนหรือในแอป แต่ยังขยายไปสู่สวนสาธารณะใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ด้วย

มีแผนสร้างและพัฒนาพื้นที่เล่นกีฬาและกิจกรรมทางกาย ใน 2 สวนหลัก ได้แก่

  • สวนลุมพินี เขตปทุมวัน

  • สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย

โดยจะมีการสนับสนุน

  • การสร้างและพัฒนาสนาม พิกเคิลบอล (Pickleball) ที่สวนลุมพินี

  • การติดตั้งเครื่องออกกำลังกายแบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มเติม

  • การพัฒนาสนามพิกเคิลบอลที่สวนเบญจกิติ พร้อมติดตั้งม่านบังแดด เพื่อให้เล่นได้สะดวกทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น

ขณะนี้หน่วยงานด้านวัฒนธรรม กีฬา การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อมได้ร่วมกันพิจารณาอนุญาตให้ปรับปรุงพื้นที่แล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนสำรวจพื้นที่และจัดทำประมาณการงบประมาณ โดยคาดว่าจะเดินหน้าในปี พ.ศ. 2569

เป้าหมายไม่ใช่แค่มีสนามเพิ่ม แต่คือการทำให้ “กิจกรรมทางกาย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนเมือง

ก้าวสำคัญสู่เวทีนานาชาติ: Bangkok เข้าร่วม CBH – COPI อย่างเป็นทางการ

ในอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ โครงการกำลังเตรียมจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือ Bangkok, City for Better Health ระหว่าง

  • กรุงเทพมหานคร

  • สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเดนมาร์กประจำประเทศไทย

  • บริษัทภาคเอกชนผู้สนับสนุนโครงการ

เมื่อมีการลงนามแล้ว กรุงเทพมหานครจะเข้าร่วมโครงการ CBH – COPI (City for Better Health – Childhood Obesity Prevention Initiative) อย่างเป็นทางการ

ปัจจุบันมีประเทศที่เข้าร่วมโครงการนี้แล้ว 6 ประเทศ ได้แก่

  • แคนาดา

  • สเปน

  • ฝรั่งเศส

  • บราซิล

  • แอฟริกาใต้

  • ญี่ปุ่น

การเข้าร่วมของกรุงเทพฯ หมายถึงการยกระดับการทำงานด้านสุขภาพเด็กและชุมชนขึ้นไปอยู่ในเครือข่ายนานาชาติ ที่สามารถแลกเปลี่ยนทั้งประสบการณ์ เครื่องมือ และแนวคิดการออกแบบเมืองเพื่อสุขภาพ

เปลี่ยนเมือง เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนอนาคตสุขภาพ

โครงการ Bangkok, City for Better Health (CBH) ไม่ได้มองสุขภาพแค่ในมุมของการรักษาเมื่อป่วย แต่เน้น การออกแบบเมืองและวิถีชีวิตใหม่ เพื่อให้คนในเมืองมีโอกาสใช้ชีวิตแบบสุขภาพดีได้ง่ายขึ้นในทุกวัน

แนวทางของโครงการมุ่งเน้น 2 แกนหลัก

  • แกนที่ 1: ป้องกันภาวะโรคอ้วนในเด็กตั้งแต่เนิ่น ๆ

    • ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับชุมชนที่มีความเปราะบาง

    • ใช้ทั้งอาหารดี หลักสูตรในโรงเรียน แอปสุขภาพ และการออกแบบกิจกรรมทางกายควบคู่กัน

  • แกนที่ 2: ปรับพฤติกรรมของประชาชนในชุมชนเปราะบางในทุกช่วงวัย

    • ลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

    • ส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจในระยะยาว

ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า “สุขภาพเมือง” ไม่ได้เกิดจากบุคคลคนเดียว แต่เป็นผลจากระบบ โครงสร้าง พื้นที่ และเทคโนโลยี ที่ออกแบบมาร่วมกันอย่างมีเป้าหมาย

เมื่อครัวกลางเริ่มทำงาน หลักสูตรสุขภาพดีถูกใช้ในห้องเรียน แอปและอุปกรณ์ Wearable เริ่มเก็บข้อมูลจริง และสวนสาธารณะกลายเป็นลานกิจกรรมที่คนอยากไปใช้เวลา เมืองก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปในแบบที่รุ่นต่อไปได้ประโยชน์เต็ม ๆ

กรุงเทพฯ กำลังก้าวจาก “เมืองที่เราคุ้นเคย” ไปสู่ “เมืองที่อยากอยู่ เพราะอยู่แล้วสุขภาพดีขึ้นทุกวัน” อย่างเป็นรูปธรรม