เปิดจอมือถือ แล้วให้เงินเริ่มทำงาน
เคยรู้สึกมั้ยว่า “ซื้อกองทุน” ฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว ต้องมีเงินเยอะ ต้องเก่งการเงินขั้นเทพถึงจะเริ่มได้ แต่ยุคนี้แค่มีสมาร์ตโฟนเครื่องเดียว ก็สามารถเริ่มลงทุนได้ด้วยเงินไม่กี่บาทจริง ๆ
บทความนี้จะพาไปรู้จัก 6 แอปซื้อกองทุนรวม ที่ใช้งานง่าย ตอบโจทย์คนทำงานออฟฟิศและมือใหม่สายไม่ค่อยมีเวลา แต่อยากให้เงินเริ่มทำงานแบบไม่ปวดหัว
ก่อนจะเลือกแอป มาดูภาพรวมกันก่อนว่าแอปเหล่านี้ช่วยอะไรเราได้บ้าง
ทำไมการซื้อกองทุนผ่านแอปถึงฮิตขนาดนี้
ทุกวันนี้แอปลงทุนไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือซื้อขาย แต่กลายเป็นตัวช่วยจัดการเงินให้เราแบบครบวงจร เพราะมีข้อดีหลายอย่างที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคมือถือเป็นอวัยวะที่ 33
1. สะดวกแบบสุดทาง
ไม่ต้องเดินทางไปสาขา ไม่ต้องกรอกเอกสารยาว ๆ แค่มีมือถือกับอินเทอร์เน็ต ก็ซื้อ–ขายกองทุนได้ทุกที่ทุกเวลา จะบน BTS ตอนพักเที่ยง หรือก่อนนอนก็จัดการพอร์ตได้หมด
2. เงินเริ่มต้นต่ำมาก
หลายแอปให้เริ่มลงทุนได้ตั้งแต่ 1 บาท เท่านั้น หมดยุคที่ต้องมีเงินก้อนใหญ่ถึงจะเริ่มลงทุน ใครเพิ่งเริ่มทำงาน มีเงินเก็บเล็กน้อยก็เริ่มได้เลย
3. ข้อมูลครบในที่เดียว
ส่วนใหญ่ในแอปจะมีทั้ง
ข้อมูลกองทุนแบบละเอียด
กราฟผลตอบแทนย้อนหลัง
เครื่องมือเปรียบเทียบกองทุน
บางแอปมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นโดยไม่ต้องไล่หาข้อมูลจากหลายที่
4. โปร่งใส เช็กพอร์ตได้ตลอดเวลา
อยากรู้ว่าเงินเราไปอยู่กองไหน ผลตอบแทนเป็นยังไง ขาดทุนหรือกำไรเท่าไหร่ แค่เปิดแอปก็เห็นภาพรวมทั้งหมดแบบชัด ๆ
ภาพรวม 6 แอปซื้อกองทุนจากมือถือ
แอปที่น่าสนใจในบทความนี้มีตั้งแต่แอปที่เน้น ความหลากหลายของกองทุน, แอปที่มี ที่ปรึกษาส่วนตัว, ไปจนถึงแอปที่มีระบบ ปรับพอร์ตอัตโนมัติ และแอปที่ลงทุนได้หลายสินทรัพย์ในที่เดียว
คนเงินน้อย แต่อยากเริ่มทันที: มีแอปที่เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1 บาท
มือใหม่ ไม่รู้จะเลือกกองไหน: มีแอปที่มี พอร์ตแนะนำ ตามระดับความเสี่ยง
คนไม่มีเวลา: มีแอปที่ ช่วยปรับพอร์ตให้อัตโนมัติ
คนที่อยากกระจายพอร์ตหลายสินทรัพย์: มีแอปที่ซื้อได้ทั้ง หุ้นและกองทุน
มาดูทีละแอปแบบเน้น ๆ กันเลย
1. Streaming Fund+ – กองทุนหลาย บลจ. จบในแอปเดียว
ถ้าอยากได้แอปที่มีตัวเลือกเยอะ ๆ ไม่อยากผูกกับบริษัทเดียว Streaming Fund+ คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจมาก
จุดเด่นของ Streaming Fund+
รวมกองทุนจากหลาย บลจ. ไว้ในแอปเดียว
เลือกและเปรียบเทียบกองทุนจากหลายที่ได้ โดยไม่ต้องโหลดหลายแอป
เหมาะกับคนที่ชอบมีตัวเลือกเยอะ ไม่อยากผูกติดกับเจ้าเดียว
ขั้นต่ำลงทุน: เริ่มได้ตั้งแต่ 1 บาท เท่านั้น
เรียกว่าต่อให้เพิ่งเริ่มทำงาน หรืออยากลองลงทุนแบบลองเชิง ก็เริ่มได้สบาย ๆ
เหมาะกับใคร
คนที่ชอบความหลากหลายของกองทุน
คนที่อยากเปรียบเทียบกองจากหลาย บลจ. ก่อนตัดสินใจ
คนที่อยากรวมการลงทุนหลายที่ไว้ในแอปเดียว
2. TISCO My Funds – มีที่ปรึกษาการลงทุนแบบใกล้ชิด
ใครที่รู้สึกว่า “อยากลงทุน แต่ไม่อยากคิดคนเดียว” TISCO My Funds เป็นแอปที่ออกแบบมาสำหรับสายนี้โดยเฉพาะ
จุดเด่นของ TISCO My Funds
มี ที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัว ดูแลแบบใกล้ชิด
ไม่ได้แค่เปิดให้ซื้อกองทุน แต่มีคนช่วยวางแผนการลงทุนอย่างจริงจัง
เหมาะกับคนที่อยากเข้าใจพอร์ตตัวเองแบบลึก ๆ
ขั้นต่ำลงทุน: ประมาณ 1,000 บาท
ถือว่าอยู่ในระดับที่จับต้องได้ และได้ที่ปรึกษามาช่วยคิดด้วย
เหมาะกับใคร
นักลงทุนสายจริงจัง มีเป้าหมายการเงินชัดเจน
คนที่อยากให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูพอร์ต ไม่อยากลองผิดลองถูกเอง
คนที่อยากเข้าใจว่าเงินตัวเองกำลังไปอยู่ตรงไหน และทำงานยังไง
3. FINNOMENA – จัดพอร์ตให้ตามระดับความเสี่ยง
ถ้าคุณเป็นมือใหม่ที่เปิดแอปแล้วมึน ไม่รู้จะเลือกกองไหนก่อน FINNOMENA คือเพื่อนซี้คนแรกที่ควรลอง
จุดเด่นของ FINNOMENA
มี พอร์ตแนะนำ ที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว
ซื้อกองทุนจากหลาย บลจ. ผ่านแอปเดียวได้
ระบบจะประเมินว่าเรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน แล้วเสนอพอร์ตที่เหมาะให้
พูดง่าย ๆ คือ “ไม่ต้องนั่งไล่เลือกกองเองให้ปวดหัว แอปช่วยคิดให้”
ขั้นต่ำลงทุน: เริ่มได้ตั้งแต่ 1 บาท
ตอบโจทย์ทั้งนักเรียน นักศึกษา และมนุษย์เงินเดือนที่อยากเริ่มแบบชิล ๆ
เหมาะกับใคร
มือใหม่ที่ไม่มั่นใจว่าจะเลือกกองทุนเองได้ดีแค่ไหน
คนที่อยากได้พอร์ตสำเร็จรูป ปรับตามระดับความเสี่ยงของตัวเอง
คนที่ชอบอินเทอร์เฟซใช้งานง่าย เข้าใจไม่ยาก
4. K-My Funds – สาย KAsset ห้ามพลาด
ถ้าเป็นลูกค้ากสิกรไทยอยู่แล้ว หรือชอบกองทุนของ KAsset เป็นทุนเดิม แอป K-My Funds จะช่วยให้ชีวิตลงทุนง่ายขึ้นเยอะ
จุดเด่นของ K-My Funds
เน้นกองทุนจาก KAsset เป็นหลัก
มีฟีเจอร์ช่วย เปรียบเทียบกองทุน ในเครือได้แบบง่าย ๆ
สรุปผลการลงทุนเป็นภาพรวม เข้าใจง่าย ไม่ต้องมานั่งคำนวณเอง
ขั้นต่ำลงทุน: ประมาณ 500 บาท
ถือว่าเริ่มต้นไม่สูง คนเงินเก็บยังไม่เยอะก็เริ่มได้
เหมาะกับใคร
คนที่ใช้บริการธนาคารกสิกรอยู่แล้ว
สายที่เชื่อมั่นใน KAsset และอยากโฟกัสลงทุนกับกองทุนค่ายนี้
คนที่อยากให้การโอนเงินและดูพอร์ตเชื่อมกับบัญชีธนาคารเดิมแบบสะดวก ๆ
5. SCB Wealth – สาย “ตั้งแล้วลืม” ให้ระบบดูแลให้
ใครที่ไม่ชอบมานั่งตามข่าวทุกวัน ไม่อยากคอยปรับพอร์ตเองตลอดเวลา SCB Wealth เป็นตัวช่วยสำคัญของสายยุ่ง งานเยอะ ประชุมถี่
จุดเด่นของ SCB Wealth
มีระบบ ปรับพอร์ตอัตโนมัติ ตามระดับความเสี่ยงที่ตั้งไว้
ระบบจะช่วยคอยดูแลให้สัดส่วนการลงทุนไม่หลุดจากกรอบที่ต้องการ
ลดความจำเป็นในการเฝ้าหน้าจอทุกวัน
ขั้นต่ำลงทุน: ประมาณ 1,000 บาท
แลกกับระบบที่ช่วยดูแลพอร์ตให้ตลอด ถือว่าคุ้ม
เหมาะกับใคร
คนที่ไม่มีเวลามานั่งจัดพอร์ตเองบ่อย ๆ
คนที่ชอบแนว “ตั้งค่าแล้วปล่อยระบบจัดการต่อ”
คนที่อยากได้โซลูชันแบบกึ่งอัตโนมัติให้พอร์ตวิ่งไปตามแผนที่วางไว้
6. Dime – อยากได้ทั้งหุ้นและกองทุนในแอปเดียว
ถ้ารู้สึกว่าลงทุนแค่กองทุนไม่พอ อยากมีหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศในมือด้วย Dime จะตอบโจทย์เรื่องการกระจายพอร์ตแบบมืออาชีพ
จุดเด่นของ Dime
ลงทุนได้หลายสินทรัพย์: หุ้นไทย, หุ้นต่างประเทศ, กองทุนรวม
รวมทั้งกองทุน หุ้น และพอร์ตผสมไว้ในแอปเดียว
ทำให้วางแผนกระจายความเสี่ยงได้หลากหลายขึ้น
ขั้นต่ำลงทุน: ประมาณ 1,000 บาท
สมเหตุสมผลสำหรับแอปที่ให้เข้าถึงสินทรัพย์หลายประเภท
เหมาะกับใคร
คนที่อยากกระจายพอร์ตไปหลายสินทรัพย์ ไม่ได้เน้นแค่กองทุน
นักลงทุนที่เริ่มมีประสบการณ์บ้างแล้ว และอยากขยับไปลองหุ้นด้วย
คนที่อยากจัดการทุกอย่างจากแอปเดียวแบบครบวงจร
เลือกแอปซื้อกองทุนยังไง ให้ตรงกับสไตล์ตัวเอง
ไม่มีแอปไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่มีแอปที่ เหมาะที่สุดสำหรับเรา อยู่แน่นอน ลองเช็กตัวเองจากมุมมองเหล่านี้
มือใหม่ ไม่รู้จะเริ่มยังไง
เน้นพอร์ตแนะนำ: เลือกแนว FINNOMENA หรือ TISCO My Funds
อยากได้ความหลากหลาย ไม่อยากติดแค่เจ้าเดียว
มองหาแอปที่รวมหลาย บลจ. ในที่เดียว เช่น Streaming Fund+, FINNOMENA
ไม่มีเวลามานั่งเช็กบ่อย ๆ
ให้ระบบช่วยปรับพอร์ตอัตโนมัติ: แนวของ SCB Wealth ตอบโจทย์
เป็นลูกค้าธนาคารไหนอยู่แล้ว
ใช้แอปของธนาคารนั้นจะโอนเงินและดูพอร์ตง่ายขึ้น เช่น K-My Funds, SCB Wealth
อยากกระจายพอร์ตไปหลายสินทรัพย์
เลือกแอปที่ลงทุนได้ทั้งหุ้นและกองทุน เช่น Dime
สรุปสั้น ๆ: ให้เริ่มจากการถามตัวเองก่อนว่าเราเป็นสายไหน แล้วค่อยเลือกแอปที่ตอบโจทย์สไตล์การใช้ชีวิตของเรา
มือใหม่เริ่มซื้อกองทุนบนแอปยังไงดี
สำหรับคนที่ยังไม่เคยลงทุนมาก่อน ลองใช้ขั้นตอนนี้เป็นไกด์ไลน์ได้เลย
1. ดาวน์โหลดและสมัครใช้งานแอป
เลือกแอปที่ถูกใจ แล้วเริ่มสมัคร โดยทั่วไปจะต้อง
ใช้บัตรประชาชน
ถ่ายรูปยืนยันตัวตน
ผูกบัญชีธนาคาร
กระบวนการส่วนใหญ่ทำบนมือถือได้ทั้งหมดในไม่กี่นาที
2. ทำแบบประเมินความเสี่ยง
เกือบทุกแอปจะมีแบบประเมินให้ เพื่อดูว่าเรารับความเสี่ยงได้ประมาณไหน ให้ตอบตามความจริง ไม่ต้องตอบเอาเท่าครับ เพราะผลลัพธ์จะใช้ในการจัดพอร์ตให้เราโดยตรง
3. ศึกษากองทุนก่อนกดซื้อ
อย่าซื้อเพราะคำว่า “คนบอกว่าดี” อย่างเดียว ควรดูอย่างน้อยว่า
กองทุนลงทุนในอะไร
ผลตอบแทนย้อนหลังเป็นยังไง (แต่ไม่ใช่ตัวการันตีอนาคต)
ค่าธรรมเนียมประมาณเท่าไหร่
4. เริ่มจากเงินก้อนเล็ก ๆ ก่อน
ใช้เงินจำนวนที่ถ้าพลาดไปแล้วไม่กระทบชีวิต เช่น เงินเก็บส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เงินค่าเช่าบ้านหรือค่ากินใช้ทั้งเดือน
5. เช็กผลและปรับพอร์ตเป็นระยะ
ไม่ต้องเช็กทุกวันจนเครียด แต่ก็ควรเข้าไปดูเป็นช่วง ๆ ว่า
พอร์ตยังตรงกับเป้าหมายเราอยู่ไหม
ระดับความเสี่ยงยังรับไหวอยู่หรือเปล่า
ถ้าชีวิตหรือเป้าหมายเปลี่ยนไป พอร์ตก็ควรปรับตาม
ข้อควรระวังเมื่อใช้แอปซื้อกองทุน
แม้แอปจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แต่ก็มีจุดที่ต้องระวังเหมือนกัน
1. อย่าลงทุนทั้งที่ยังไม่เข้าใจ
กดซื้อในแอปแค่ไม่กี่คลิกก็จริง แต่ก่อนคลิกควรรู้ให้ชัดว่า
กองทุนนั้นลงทุนในสินทรัพย์อะไร
ความเสี่ยงประมาณไหน
เหมาะกับเป้าหมายเราไหม
2. ค่าธรรมเนียมมีผลกับผลตอบแทน
กองทุนแต่ละกองมีค่าธรรมเนียมแตกต่างกัน ทั้งค่าใช้จ่ายการจัดการ ค่าซื้อขาย ฯลฯ ยิ่งถือยาว ค่าธรรมเนียมยิ่งมีผลชัดกับผลตอบแทนรวม
3. ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน
ลงทุนเพื่ออะไร? เกษียณ? ซื้อบ้าน? เก็บเงินก้อนใน 3–5 ปี?
เป้าหมายชัด จะช่วยให้เลือกกองทุนได้เหมาะสมขึ้น
4. ห้ามเอาเงินจำเป็นมาลงทุนทั้งหมด
ควรมีเงินฉุกเฉินสำรองไว้ก่อน แล้วค่อยใช้เงินส่วนเกินมาลงทุน ไม่ควรใช้เงินที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
5. ระวังการลงทุนตามกระแส
เห็นใครโพสต์ว่า “กองนี้ขึ้นแรง” ไม่ควรรีบตามทันที ต้องกลับมาดูเสมอว่า
สไตล์การลงทุนของเราคืออะไร
ความเสี่ยงของกองนั้นเหมาะกับเราหรือเปล่า
สรุป: เริ่มซื้อกองทุนด้วยแอปที่ “ใช่” สำหรับเรา
ทุกวันนี้ การเริ่มลงทุนกองทุนรวมไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ มือเก่า หรือสายออฟฟิศที่เวลาไม่ค่อยมี ก็เริ่มได้ง่าย ๆ จากแอปในมือถือ
สิ่งสำคัญไม่ใช่การหาแอปที่ดังที่สุด แต่คือการหาแอปที่ ตรงกับสไตล์และนิสัยการใช้ชีวิตของเรา
บางคนเหมาะกับแอปที่มีพอร์ตแนะนำ
บางคนเหมาะกับแอปที่มีที่ปรึกษาส่วนตัว
บางคนชอบแบบระบบช่วยปรับทุกอย่างให้
บางคนอยากจัดการหลายสินทรัพย์ในที่เดียว
การลงทุนที่ดี ไม่ใช่การเริ่มด้วยเงินก้อนใหญ่ แต่คือการเริ่มจากความเข้าใจ และลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ
อย่ารอให้มีเงินเยอะแล้วค่อยเริ่ม เพราะสิ่งที่มีค่ากว่าเงิน คือ “เวลา” ที่ให้เงินได้เติบโต ยิ่งเริ่มเร็ว โอกาสเห็นผลในระยะยาวก็ยิ่งมากขึ้น
สุดท้ายให้จำไว้ว่า การลงทุนที่เหมาะที่สุด คือการลงทุนที่เข้ากับตัวเราเองจริง ๆ ไม่ใช่การตามคนอื่นแบบไม่คิด ใช้แอปให้เป็นเครื่องมือ ช่วยให้เราคุมเงิน ไม่ใช่ให้เงินมาคุมเรา แล้วพอร์ตลงทุนของเราจะค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับประสบการณ์และความเข้าใจของตัวเอง

