เมื่ออดีต บ.ก. จัมป์ออกมาฟาดวงการ
อดีตบรรณาธิการของนิตยสาร Shonen Jump ผู้เคยมีส่วนผลักดันผลงานระดับตำนานอย่าง Dragon Ball กลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการมังงะและอนิเมะอีกครั้ง
เขาออกมาให้ความเห็นแบบไม่เกรงใจว่า มังงะ Kimetsu no Yaiba (ดาบพิฆาตอสูร) นั้นในสายตาเขาไม่ได้ดีเด่นขนาดที่หลายคนเชื่อกัน
แต่ที่ทำให้มันกลายเป็นกระแสถล่มทลายไปทั่วโลก เขามองว่า ไม่ใช่เพราะมังงะ… แต่เพราะอนิเมะมันทำออกมาได้โคตรสุดยอดต่างหาก
เทคนิคลับ: “ยอมโดนเกลียด” เพื่อสร้างตำนาน
อดีต บ.ก. รายนี้ไม่ได้ดังแค่เพราะอยู่เบื้องหลัง Dragon Ball เท่านั้น แต่ยังเป็นที่รู้จักจากแนวคิดการทำงานที่ค่อนข้างสุดโต่งของเขา
เขาเคยเล่าว่า หนึ่งใน เทคนิคการปั้นผลงานระดับตำนาน คือการยอมเป็นคนที่ “โดนเกลียด” ทั้งจากนักเขียนและคนอ่านบ้างในบางจังหวะ
กล้าพูดตรง ๆ ว่าอะไรยังไม่ดีพอ
กล้าปฏิเสธไอเดียที่คิดว่ายังไม่ถึงระดับ
กล้าแบกรับความไม่พอใจ เพื่อให้ผลงานพัฒนาไปให้ไกลที่สุด
ในมุมมองของเขา การเป็นบรรณาธิการที่ดี ไม่ใช่การเออออไปซะทุกอย่าง แต่คือการผลักดันงานให้ขึ้นสู่จุดที่แม้แต่คนสร้างเองก็ไม่คิดว่าจะไปถึง
Kimetsu no Yaiba: มังงะธรรมดา แต่อนิเมะไม่ธรรมดา
คำวิจารณ์ที่สะดุดหูที่สุด คือประโยคที่เขาพูดถึง Kimetsu no Yaiba ว่า มังงะไม่ได้ดีอะไรเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับผลงานอื่น ๆ ที่ออกมาพร้อมยุคเดียวกัน
แต่ทำไมผลงานเรื่องนี้ถึงดังระเบิดไปทั่วโลก?
เขามองว่า คำตอบอยู่ที่อนิเมะล้วน ๆ
งานภาพและการต่อสู้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
จังหวะเล่าเรื่องถูกขัดเกลาให้เข้มข้นกว่าในมังงะ
อารมณ์และบรรยากาศถูกขยายให้ทรงพลังจนตรึงคนดูได้
ในสายตาเขา นี่คือเคสตัวอย่างของผลงานที่ อนิเมะช่วยปลุกให้มังงะกลายเป็นปรากฏการณ์ แทนที่จะเป็นมังงะที่พยุงอนิเมะอย่างที่หลายคนคุ้นเคย
มุมมองแรง ๆ ที่ชวนคิดต่อ
แม้คำพูดของเขาจะฟังดูแรง และอาจขัดใจแฟนมังงะหลายคน แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง มันก็ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญกับวงการ
แท้จริงแล้ว อะไรคือหัวใจของความ “ดัง”?
ระหว่าง สตอรี่ดิบในมังงะ กับ พลังการตีความในอนิเมะ อะไรคือปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย?
ถ้าไม่มีอนิเมะ Kimetsu no Yaiba จะกลายเป็นตำนานได้แบบทุกวันนี้หรือไม่?
สิ่งที่แน่ ๆ คือ มุมมองของอดีต บ.ก. Shonen Jump คนนี้ ทำให้เราเห็นอีกด้านหนึ่งของการสร้างผลงานระดับฮิต ที่ไม่ได้มีแค่ฝั่งคนแต่งมังงะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนเบื้องหลังทุกส่วน โดยเฉพาะทีมอนิเมะที่ สามารถเปลี่ยนงาน “ธรรมดา” ให้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ได้
และบางที… การกล้าพูดในสิ่งที่คนไม่อยากฟัง อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขายังถูกพูดถึงในวงการจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นได้

