ทำไมตลาดหนังในประเทศหด แต่เป้ารายได้ของสตูดิโอกลับพุ่ง
อุตสาหกรรมหนังไทย คือระบบธุรกิจสร้างและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่เชื่อมผู้กำกับ คนเขียนบท ทีมโปรดักชัน สตูดิโอ โรงภาพยนตร์ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และตลาดต่างประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนไอเดียและเรื่องเล่าให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและรายได้หลายทาง ตั้งแต่รายได้จากการฉาย การขายลิขสิทธิ์ ไปจนถึงการต่อยอดสินค้าและบริการอื่น
ภาพรวมวันนี้คือสมการที่บีบคนทำหนังสองด้าน รายได้รวมจากหนังที่ฉายในเขตเมืองใหญ่เคยแตะราว 5,000 ล้านบาทต่อปี ก่อนโควิด แต่หล่นลงเหลือประมาณ 1,800 ล้านบาท และเพิ่งฟื้นกลับมาแถว 2,800-3,000 ล้านบาท ซึ่งยังต่ำกว่าจุดเดิมมาก ขณะเดียวกัน ต้นทุนต่อเรื่องของสตูดิโอรายใหญ่รายหนึ่งจากระดับประมาณ 40-50 ล้านบาท ขยับขึ้นเป็นราว 70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ ถ้าสตูดิโอยังหวังพึ่งแต่โรงภาพยนตร์ โอกาสคืนทุนจะหดแคบจนเสี่ยงให้คนเก่งไหลออกจากวงการ ดังนั้นการหันไปหารายได้จากการส่งออกและ IP มอนิไทเซชันจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือเงื่อนไขการอยู่รอด
กรณีศึกษา GDH เมื่อรายได้โต 74% ด้วยตลาดต่างประเทศและการขายไอเดีย
ท่ามกลางตลาดในประเทศที่ฝืด ผู้บริหารของค่ายหนังรายใหญ่อย่าง GDH กล้าประกาศเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 556 ล้านบาท เติบโตประมาณ 74 เปอร์เซ็นต์จาก 318 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยครึ่งปีแรกทำมาแล้วกว่า 200 ล้านบาท คีย์เวิร์ดไม่ใช่การขายตั๋วในประเทศ แต่คือรายได้จากการส่งออกและการรีดมูลค่าจาก IP เดิม รายได้ต่างประเทศของค่ายนี้เคยอยู่ราวหนึ่งในสี่ของทั้งบริษัท แต่หลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์อย่าง ฉลาดเกมส์โกง ต่อเนื่องถึง หลานม่า และอีกหลายเรื่อง สัดส่วนก็ขยับขึ้นมาแตะระดับครึ่งหนึ่งของรายได้รวมแล้วในปีนี้
จุดเปลี่ยนสำคัญคือความสำเร็จของหนังในตลาดเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ซึ่งมีกรณีตัวอย่างที่ทำรายได้หลักร้อยล้านบาทและกลายเป็นหนังจากต่างแดนที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในตลาดนั้น ช่วยพยุงผลประกอบการปีที่โรงในประเทศไม่สดใส พร้อมกันนั้น การขายลิขสิทธิ์ไปรีเมก เช่น หนังสยองขวัญชื่อดังที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปทำใหม่ทั้งในฮอลลีวูดและอินโดนีเซีย หรือหนังรักที่ถูกรีเมกในอินเดีย แสดงชัดว่า IP มอนิไทเซชันกำลังกลายเป็นเสาหลัก ไม่ใช่รายได้เสริม เมื่อเรื่องหนึ่งสร้างได้ทั้งบ็อกซ์ออฟฟิศ รีเมก และผลิตภัณฑ์ต่อยอด แทนที่จะจบรายรับแค่รอบเดียว

จากผู้สร้างหนังสู่ Entertainment Ecosystem รายได้จากการส่งออกมากกว่าที่คิด
สิ่งที่ค่ายอย่าง GDH ทำชัดเจนมาก คือการพา IP ออกจากจอไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ ทั้งเกม บอร์ดเกม การศึกษา และสินค้า เพื่อปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินเดิมให้หมุนเงินได้ยาวขึ้น แทนที่จะปล่อยให้หนังหมดอายุในโรง บริษัทจับมือกับพันธมิตรด้านเกมและสตูดิโอพัฒนาเกม เพื่อนำคอนเทนต์ภาพยนตร์บางเรื่องไปต่อยอดเป็นเกมดิจิทัลและบอร์ดเกม ขยายฐานแฟนออกไปนอกจอ
ด้านการศึกษา มีโครงการ Classroom ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาสายดิจิทัลมีเดียและนิเทศศาสตร์ ส่งทีมงานจริงเข้าไปถ่ายทอดประสบการณ์ในห้องเรียน ซึ่งไม่ใช่เพียงงาน CSR แต่เป็นการลงทุนสร้างคนและสร้างตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมของตัวเองในระยะยาว ในภาพรวมทิศทางนี้ถูกนิยามว่าเป็นการขยับจากผู้ผลิตภาพยนตร์ไปสู่การเป็น Entertainment Ecosystem ที่เชื่อมหนัง ซีรีส์ แอนิเมชัน การศึกษา เกม สินค้า และการบริหารทรัพย์สินทางปัญญาเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์คือโครงสร้างรายได้จากการส่งออกและ IP มอนิไทเซชันที่หลากหลายกว่าเดิม ลดความเสี่ยงจากการผูกชีวิตไว้กับตั๋วหนังโรง
เวทีนานาชาติและสตรีมมิ่ง เมื่อคอนเทนต์ดีต้องหาทางไปให้ถึงคนดูทั่วโลก
การจะทำให้รายได้จากการส่งออกโตเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่สไลด์พรีเซนต์ สตูดิโอต้องออกไปอยู่ในที่ที่ดีลเกิดขึ้นจริง เวทีอย่าง CineAsia จึงสำคัญ งานนี้คือการรวมตัวของผู้สร้าง นักแสดง ผู้กำกับ บริษัทจัดจำหน่าย และผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ทั่วเอเชีย รวมถึงผู้ผลิตเทคโนโลยีเกี่ยวกับโรงหนัง ตั้งแต่เครื่องฉาย ระบบเสียง ไปจนถึงอุปกรณ์หลังบ้าน มีผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คนจาก 50 ประเทศ ทำให้เป็นพื้นที่จับคู่ธุรกิจและสร้างเครือข่ายที่ไม่มีในห้องประชุมออนไลน์
ภายในงานยังมีการฉายไลน์อัปหนังล่วงหน้า เพื่อให้โรงวางแผนการตลาด สตูดิโอจากภูมิภาคนี้จึงมีโอกาสนำเสนอผลงานและ Soft Power ของตัวเองให้ผู้ซื้อจากทั่วโลกเห็น พร้อมกับผลักดันเป้าหมายสู่การเป็น Content Hub ในภูมิภาค ที่น่าสนใจคือผู้จัดประกาศให้งานนี้กลับมาจัดต่อเนื่องอีกครั้งในปีถัดไป ณ สถานที่เดิม ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของภูมิภาคนี้ในฐานะศูนย์กลางคอนเทนต์

สตรีมมิ่งและ Co-production ทางหนีทีไล่ใหม่ของอุตสาหกรรมหนังไทย
แม้โรงภาพยนตร์จะถูกมองว่าเป็นหน้าต่างแรกของการรับชม แต่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งกำลังกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของรายได้หลังโรง ปัจจุบัน GDH ทำสัญญาแบบ Exclusive Partner กับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งรายใหญ่อย่าง Netflix เป็นรอบๆ รอบละ 3 ปี โดยหนังทุกเรื่องจะขึ้นแพลตฟอร์มได้หลังออกจากโรงแล้ว 4 เดือนเต็ม โมเดลนี้ทำให้รายได้ของเรื่องหนึ่งทอดยาวจากบ็อกซ์ออฟฟิศไปสู่รายได้ลิขสิทธิ์ดิจิทัล เปิดทางให้คอนเทนต์เจอคนดูใหม่ในตลาดต่างประเทศโดยไม่ต้องทุ่มค่าการตลาดซ้ำ
ขณะเดียวกัน แผน Co-production ในอีก 3 ปีข้างหน้าที่ตั้งเป้าจะเพิ่มรายได้จากต่างประเทศอีก 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านการร่วมผลิตกับพันธมิตรในเกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อให้หนังหนึ่งเรื่องเข้าฉายพร้อมกันได้ใน 4 ประเทศ แสดงวิธีคิดใหม่ของอุตสาหกรรมหนังไทย นั่นคือออกแบบโปรเจกต์ให้เป็น Regional Film ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่สร้างหนังแบบ Local แล้วค่อยลุ้นทีหลังว่าจะมีใครซื้อ ภาพรวมทั้งหมดนี้ส่งสัญญาณชัดว่าในยุคที่ต้นทุนพุ่งและตลาดในประเทศหด การอยู่รอดของอุตสาหกรรมหนังไทยจะขึ้นกับความสามารถในการขายเรื่องเล่าในตลาดต่างประเทศ และเปลี่ยนทุก IP ให้กลายเป็นธุรกิจระยะยาวมากกว่าจะเป็นแค่หนังโรงอายุไม่กี่สัปดาห์







