รับแอปรับแอป

กฎใหม่แอปเรียกรถ 2568: คนขับ–ผู้โดยสาร–แพลตฟอร์ม ต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง?

มณีรัตน์ พูลผล01-30

สรุปกฎใหม่แอปเรียกรถ ฉบับเข้าใจง่าย

มีประกาศฉบับใหม่ออกมาคุมเข้มบริการแพลตฟอร์มเรียกรถ ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์รับจ้างแบบแอปฯ ไม่ว่าจะเป็นคนขับ ไรเดอร์ ผู้ใช้งาน หรือแพลตฟอร์มเอง ล้วนต้องปรับตัวตามกติกาใหม่กันยกแผง

หัวใจสำคัญคือ คนขับต้องใช้รถที่จดทะเบียน “รถสาธารณะ” และต้องมีใบขับขี่สาธารณะ ตามเงื่อนไขของกรมการขนส่งทางบก พร้อมกันนั้น แพลตฟอร์มก็ถูกบังคับให้เก็บข้อมูลและให้บริการตามมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น

ด้านล่างนี้คือฉบับย่อยง่าย แยกตามมุมของคนขับ ผู้ใช้ และแพลตฟอร์ม

ทำใบขับขี่รถสาธารณะ ต้องเริ่มจากอะไรบ้าง?

ก่อนจะออกไปวิ่งงานบนแพลตฟอร์มในฐานะ “รถสาธารณะ” สิ่งแรกที่ต้องมีคือ ใบขับขี่รถสาธารณะ และการจดทะเบียนรถให้ถูกประเภท

เงื่อนไขพื้นฐานของผู้ขอใบขับขี่สาธารณะ

ผู้ที่จะทำใบขับขี่รถสาธารณะ ต้องเข้าเงื่อนไขหลัก ๆ ดังนี้

  • ต้องมีใบขับขี่รถส่วนบุคคลมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถสามล้อส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล

  • อายุขั้นต่ำ

    • ใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ (เช่น แท็กซี่, สามล้อสาธารณะ): ต้องอายุ 22 ปีขึ้นไป

    • ใบขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ: ต้องอายุ 20 ปีขึ้นไป

  • ขับรถได้ดี และเข้าใจกฎหมายจราจร ตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

  • ไม่มีโรคประจำตัวรุนแรง และไม่มีความพิการที่กระทบต่อการขับรถ

  • ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน

  • ไม่อยู่ระหว่างถูกยึดหรือเพิกถอนใบขับขี่

  • ประวัติการขับรถต้องสะอาดในระดับหนึ่ง คือไม่เคยมีคดีเกี่ยวกับการขับรถ หรือถูกปรับเกี่ยวกับการขับขี่ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป

  • ประวัติอาญาก็สำคัญ หากเคยต้องโทษจำคุก ต้องพ้นโทษมาแล้วตามเวลาขั้นต่ำ

    • จำคุกไม่เกิน 3 เดือน: ต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน

    • จำคุกเกิน 3 เดือน แต่ไม่เกิน 3 ปี: ต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน

    • จำคุกเกิน 3 ปี: ต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี

    • กรณีอื่น ๆ เช่น โดนปรับ, รอลงอาญา, รอขึ้นศาล ต้องมีเอกสารจากสถานีตำรวจยืนยันและชี้แจงข้อมูลคดี

ขั้นตอนการทดสอบและออกใบขับขี่สาธารณะจะเป็นไปตามระเบียบที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดในแต่ละช่วงเวลา

เอกสารที่ต้องเตรียม

ก่อนเดินเข้าขนส่งฯ อย่าลืมเช็กเอกสารให้ครบ ดังนี้

  • บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง

  • ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลที่มีอายุใช้งานมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี

  • ใบรับรองแพทย์ ที่ออกให้ไม่เกิน 1 เดือน

ค่าธรรมเนียมในการทำใบขับขี่สาธารณะ

  • ค่าคำขอ 5 บาท

  • กรณีรถยนต์สาธารณะ อายุใบอนุญาต 3 ปี: ค่าธรรมเนียม 300 บาท

  • กรณีรถยนต์สามล้อสาธารณะ อายุ 3 ปี: ค่าธรรมเนียม 150 บาท

  • กรณีรถจักรยานยนต์สาธารณะ อายุ 3 ปี: ค่าธรรมเนียม 150 บาท

สรุปง่าย ๆ: ถ้าอยากวิ่งงานแอปแบบถูกกฎหมายเต็มตัว ใบขับขี่สาธารณะคือใบเบิกทางใบแรกที่ต้องมี

จดทะเบียน “รถสาธารณะ” ต้องเข้าเกณฑ์แบบไหน?

พอมีใบขับขี่สาธารณะแล้ว เรื่องต่อไปคือการจดทะเบียนรถให้เป็น “รถสาธารณะ” ตามประเภทที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ซึ่งในประกาศฉบับนี้พูดถึง 3 กลุ่มหลัก ๆ

1. รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน (รย.6)

สำหรับรถยนต์รับจ้างที่บรรทุกคนไม่เกิน 7 คน ต้องเข้าเงื่อนไขด้านโครงสร้างตัวถังและสเปกตัวรถ เช่น

  • ความกว้างของรถ ไม่เกิน 2.50 เมตร และความยาว ไม่เกิน 6 เมตร

  • ต้องมีประตูอย่างน้อย 4 บาน และประตูเหล่านั้น ต้องไม่ใช้ระบบล็อกจากศูนย์กลาง (Central Lock)

  • กระจกหน้าต้องโปร่งใส ให้มองเห็นทั้งภายในรถและสภาพการจราจรภายนอกได้ชัดเจน

  • ห้ามติดฟิล์มหรือวัสดุใด ๆ ปิดทับกระจก ยกเว้นป้ายหรือเอกสารที่กฎหมายกำหนด
    • หากติดฟิล์มกันแดดที่กระจกหน้า ต้องอยู่ในขนาดและระดับความทึบแสงที่กรมการขนส่งทางบกอนุญาต

  • เครื่องยนต์ต้องมีความจุรวม ตั้งแต่ 1,000 ซีซีขึ้นไป

สำหรับรถที่จดทะเบียนเป็นแท็กซี่หรือรถยนต์รับจ้างก่อนวันที่ 17 เมษายน 2535 จะมีเงื่อนไขเฉพาะ เช่น

  • ต้องเป็นรถเก๋งสองตอน หรือเก๋งสองตอนที่มีพื้นที่บรรทุกภายในรถ

  • ตัวรถต้องผลิตสำเร็จจากผู้ผลิต ไม่ใช่การดัดแปลงเอง

  • ความกว้างต้องไม่เกิน 2.5 เมตร ความยาวไม่เกิน 6 เมตร

  • มีประตูอย่างน้อย 4 บาน

  • เครื่องยนต์ต้องมีความจุรวม ไม่ต่ำกว่า 1,500 ซีซี

ประเภทรถที่นับอยู่ในกลุ่ม “รถรับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน” เช่น

  • เก๋งสองตอน

  • เก๋งสองตอนแวน

  • เก๋งสามตอน

  • เก๋งสามตอนแวน

  • นั่งสองตอน

  • นั่งสองตอนแวน

  • นั่งสามตอน

  • นั่งสามตอนแวน

2. รถจักรยานยนต์สาธารณะ (รย.17)

สายสองล้อก็มีเกณฑ์ชัดเจนเหมือนกัน รถมอเตอร์ไซค์ที่จะใช้วิ่งรับจ้างต้องเข้าเงื่อนไขดังนี้

  • เป็นรถจักรยานยนต์สำหรับรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร

  • ความกว้าง ไม่เกิน 1.10 เมตร

  • ความยาว ไม่เกิน 2.50 เมตร

  • ความสูง ไม่เกิน 2 เมตร

  • ไม่รวม รถจักรยานยนต์ที่มีพ่วงข้าง และจักรยานที่ติดเครื่องยนต์

3. รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือแอปพลิเคชัน (รย.18)

กลุ่มนี้คือรถที่เรียกผ่านแอปโดยเฉพาะ ที่กำลังฮิตในชีวิตประจำวัน

  • ต้องมีการ เรียกรถผ่านแอปพลิเคชันเท่านั้น

  • ห้ามรับผู้โดยสารด้วยการโบกริมถนน แบบแท็กซี่ทั่วไป

  • ค่าบริการต้องคิดผ่านระบบแอปเท่านั้น ห้ามตกลงราคาแบบเหมาจ่ายนอกระบบ

ใครคิดจะใช้รถส่วนตัววิ่งแอป ต้องเช็กให้ชัดว่าเข้าเกณฑ์ รย.18 หรือไม่ และต้องไปจดทะเบียนให้ถูกประเภท

คนขับ – ผู้ใช้ – แพลตฟอร์ม ต้องทำอะไรบ้าง?

ประกาศฉบับนี้ไม่ได้จับตาแค่ฝั่งคนขับหรือรถเท่านั้น แต่ยังวางกติกาให้แพลตฟอร์มและผู้ใช้งานต้องปฏิบัติตาม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

หน้าที่ของคนขับรถผ่านแอป

คนขับหรือไรเดอร์ที่วิ่งงานผ่านแพลตฟอร์มเรียกรถ ต้องทำตามเงื่อนไขเหล่านี้

  • รถที่ใช้รับงาน ต้องจดทะเบียนเป็นรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (รย.18) อย่างถูกต้อง

  • ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ ไม่ใช่ใช้แค่ใบขับขี่ส่วนบุคคล

  • ก่อนเริ่มงานในแต่ละวันต้อง พิสูจน์ตัวตนด้วยระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition) ผ่านแอป

  • ห้ามให้ผู้อื่นใช้บัญชีขับแทนเด็ดขาด การใช้บัญชีร่วมกันถือว่าผิดเงื่อนไข

  • ต้อง แชร์ตำแหน่ง GPS แบบเรียลไทม์ ตลอดเวลาที่ให้บริการ

  • การติดต่อสื่อสารกับผู้โดยสารต้องทำผ่านระบบของแอปเท่านั้น ไม่เปิดเผยหมายเลขโทรศัพท์จริงของทั้งสองฝ่าย

หน้าที่ของผู้ใช้แอปเรียกรถ

ฝั่งผู้โดยสารเองก็มีส่วนต้องปรับตัว เพื่อให้ระบบปลอดภัยและตรวจสอบได้มากขึ้น

  • ต้อง ยืนยันตัวตนก่อนใช้งาน ตามวิธีที่แพลตฟอร์มกำหนด

  • สามารถเลือกประเภทรถ และ ดูราคาประเมินล่วงหน้า ก่อนกดยืนยันเรียกรถ

  • มีสิทธิ์ ยกเลิกการเดินทาง หรือเปลี่ยนปลายทาง ได้ ตามเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม

  • หลังจบทริปสามารถ ให้คะแนน รีวิว และร้องเรียนคนขับได้สะดวกขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลให้แพลตฟอร์มใช้ปรับปรุงระบบและคัดกรองคนขับ

หน้าที่ของแพลตฟอร์ม/แอปเรียกรถ

แพลตฟอร์มไม่ได้เป็นแค่ตัวกลางอีกต่อไป แต่ถูกกำหนดให้ต้องรับผิดชอบหลายด้านมากขึ้น

  • ต้อง รายงานจำนวนรถทุกประเภท ที่อยู่ในระบบให้กรมการขนส่งทางบกทุกปี

  • การคิดราคาค่าโดยสารต้อง อยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่ใช่ตั้งราคาเองตามใจ

  • ต้องแสดงข้อมูลสำคัญให้ผู้โดยสารเห็นอย่างชัดเจนก่อนเริ่มเดินทาง เช่น
    • ข้อมูลคนขับ

    • ทะเบียนรถ

    • ราคาโดยประมาณ

    • เส้นทางหรือระยะทางโดยคร่าว

  • ต้องมี ปุ่มขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ที่ใช้งานง่าย ทั้งสำหรับคนขับและผู้โดยสาร

  • ต้องมีทีมงานหรือพนักงานคอย รับแจ้งเหตุ ตลอด 24 ชั่วโมง

  • ต้องเก็บข้อมูลและแสดง ประวัติการเดินทางทุกครั้ง เพื่อใช้ตรวจสอบกรณีเกิดเหตุหรือมีข้อร้องเรียน

สรุป: ยุคใหม่ของการเรียกรถผ่านแอป

เมื่อกฎใหม่เริ่มบังคับใช้ โลกของการเรียกรถผ่านแอปจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

  • คนขับ ต้องลงทุนทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการปรับรถและทำใบขับขี่ให้ถูกต้อง แต่แลกมาด้วยความน่าเชื่อถือและโอกาสในการทำงานระยะยาว

  • ผู้โดยสาร ได้ความชัดเจนเรื่องราคา ความปลอดภัย และช่องทางร้องเรียนที่มีระบบมากขึ้น

  • แพลตฟอร์ม ต้องยกระดับมาตรฐานทั้งด้านเทคโนโลยี การเก็บข้อมูล และการดูแลผู้ใช้ตลอดเส้นทาง

ใครที่คิดจะวิ่งงานแอป หรือใช้บริการเรียกรถเป็นประจำ ควรทำความเข้าใจกติกาใหม่เหล่านี้ให้ดี เพราะนี่คือทิศทางสำคัญของระบบขนส่งสาธารณะยุคดิจิทัล ที่ทั้งสะดวกและต้องปลอดภัยไปพร้อมกัน