รับแอปรับแอป

ลองเป็นสายลุยตัวจริงกับ "ยานแม่" BMW R 1300 GS: จากคนขี่เป็นครั้งคราวสู่เอาตัวรอดบนทางฝุ่น

อภิสิทธิ์ ศรีทอง01-30

จากคน “ขี่รถได้” สู่คนที่ “ขี่รถเป็น” จริง ๆ

คำว่า “ขี่รถได้” กับ “ขี่รถเป็น” ดูเผิน ๆ เหมือนต่างกันนิดเดียว แต่ในเสี้ยววินาทีที่ต้องเอาชีวิตรอดบนท้องถนน ความต่างนั้นอาจหมายถึงการล้มไม่ล้ม หรือรอดไม่รอดได้เลย

โดยเฉพาะกลุ่มสายมีกำลังซื้อ แต่ไม่มีเวลา ขี่ทีคือโดนเพื่อนป้ายยาซื้อบิ๊กไบค์ราคาเป็นล้าน อุปกรณ์ ของแต่งต้องครบ ของมันต้องมี แต่โอกาสได้ขี่จริง ๆ มีแค่ไตรมาสละครั้ง เพราะติดงาน ติดหน้าที่ ติดความรับผิดชอบ

แล้วถ้ารถที่คุณใช้คือ “ยานแม่” อย่าง BMW R 1300 GS ยิ่งต้องเข้าใจมันให้มากกว่าการแค่บิดแล้วไป

หนึ่งในวิธีที่ช่วยให้ “ขี่เป็น” จริง ๆ คือการเข้าไปเรียนรู้ในหลักสูตร BMW Riding Experience Off-Road Training ของ BMW Motorrad ที่เน้นสกิลเอาตัวรอดในโลกออฟโรดสำหรับทั้งคนขี่เก่าและมือใหม่สายทัวร์ริ่ง

ทำไมสายทัวร์ริ่งต้องลองเรียนออฟโรด

หลักสูตรที่เข้าร่วมเป็นคอร์สออฟโรดระดับเริ่มต้น Level 1 โฟกัสหนักมากที่เรื่อง “ทัศนคติ” ของคนขี่ก่อนจะลงไปลุยพื้นผิวที่ไม่ใช่ถนนดำ

สาระสำคัญคือ การขี่ออฟโรดไม่ใช่เรื่องเท่ ๆ เอาภาพไปลงโซเชียลอย่างเดียว แต่คือศาสตร์ของการกลับออกมาจากเส้นทางนั้นให้ได้ทั้งคนทั้งรถ เพราะทางที่ไม่ใช่ถนนปกติ ไม่ได้มีปั๊ม ไม่ได้มีร้านสะดวกซื้อ และไม่ได้มีพื้นที่ให้คุณพลาดแล้วตั้งหลักใหม่ง่าย ๆ

ในคอร์สนี้จึงเน้นให้รู้จักศักยภาพของ “ยานแม่” ให้ลึกที่สุด เพราะ BMW R 1300 GS ใส่ระบบช่วยเหลือการขับขี่มาเต็มลำ ถ้าคุณไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้บ้าง ก็เท่ากับแบกฟีเจอร์ทิ้งไว้เฉย ๆ

จุดเด่นที่สัมผัสได้ชัด

  • ช่วงล่างบาลานซ์ดีมาก ทั้งจังหวะเบรกและการถ่ายแรงจากเครื่องสู่ล้อ

  • ระบบความปลอดภัยจัดเต็ม ทำงานแบบเนียน ๆ ไม่ได้รู้สึกว่ารถแย่งเราคุม

  • เมื่อเข้าใจและใช้เป็น จะช่วยเซฟทั้งแรง ทั้งเวลา และที่สำคัญคือช่วยเซฟชีวิต

ลืมสกิลทางเรียบ แล้วมาสร้างสกิลเอาตัวรอด

เมื่อปรับมุมมองกับรู้จักรถกันพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาลงสนามจริง ครูฝึกให้ลืมสไตล์ขี่ทางเรียบหรือเซอร์กิตไปก่อน เพราะโลกออฟโรดมี “กติกาคนละชุดกัน”

ออฟโรดคือโลกของ ความช้า การบาลานซ์ และการส่งกำลังที่แม่นจุด ไม่ใช่โลกของความเร็วและไลน์สวย ๆ

ในสนามเริ่มจากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับตัวรถ ทั้งท่านั่งและท่ายืน ลองสลับเท้ายกขา เปลี่ยนบาลานซ์ เพื่อให้รู้ว่าเวลาเจอสถานการณ์หลุดคอนโทรล ตัวรถกับร่างกายจะตอบสนองกันแบบไหน

แล้วทำไมสาย GS ต้อง “ยืนขี่” ?

หลายคนสงสัยว่าทำไมขี่ทัวร์ริ่งสไตล์นี้ชอบยืนขี่ คำตอบง่าย ๆ แต่โคตรสำคัญคือ “ทัศนวิสัย”

มอเตอร์ไซค์ทัวร์ริ่งอย่าง GS มักมีชิลด์หน้าทรงสูงเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน ซึ่งช่วยบังลมสบายเวลาเดินทางไกลบนถนนดำ แต่พอเข้าเส้นทางออฟโรด ชิลด์นี้อาจกลายเป็นกำแพงบังตาเวลาต้องมองหาอุปสรรคบนพื้น

การยืนขี่จึงช่วยให้

  • มองได้ไกลขึ้นและต่ำลงในมุมที่เห็นพื้นชัดกว่า

  • มองเห็นไปจนถึงล้อหน้า ทำให้ประเมินได้ว่าล้อกำลังจะเหยียบอะไร

  • ควบคุมบาลานซ์ร่างกายและน้ำหนักบนตัวรถได้แม่นกว่า

ฝึกควบคุมรถในพื้นที่แคบ ก่อนออกไปเจอของจริง

หลังจากเข้าใจเรื่องท่ายืนและบาลานซ์ ก็เข้าสู่ด่านฝึกที่เอาไปใช้ได้ทั้งในออฟโรดและบนถนนจริง

แบบฝึกหลัก ๆ มีดังนี้

  • การกลับรถวงเลี้ยวแคบที่ความเร็วต่ำ

  • การใช้การถ่ายเทน้ำหนักช่วยควบคุมรถ ไม่ใช่ใช้แต่แฮนด์

  • การขี่สลาลมซ้าย–ขวาด้วยความเร็วต่ำ เพื่อเน้นการควบคุมน้ำหนักและจังหวะ

สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ “เทคนิคสนาม” แต่คือวิธีรับมือเวลาต้องกลับรถในจุดแคบ ๆ บนถนนจริง คุณจะรู้ว่าถ้าจัดท่าทางถูก ใช้น้ำหนักตัวช่วยเลี้ยว รถใหญ่แค่ไหนก็หมุนหัวได้แบบไม่เครียด

จากนั้นต่อด้วยการฝึก ขึ้น–ลงเนิน ฝึกใช้คันเร่ง ท่าทาง และเบรกในจังหวะที่ต้องการ รวมถึงสถานการณ์ที่ต้องขึ้นหรือลงเนินพร้อมเลี้ยว ซึ่งสะท้อนภาพชีวิตจริงเวลาไปลุยเส้นทางธรรมชาติ

เมื่อเริ่มคล่อง ก็ให้ขี่ตามเส้นทางในสนามฝึกที่วนไปรอบพื้นที่ โดยในแต่ละรอบไลน์ที่ครูฝึกเลือกจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ บังคับให้ต้องปรับตัวตามสถานการณ์ ไม่ใช่แค่จำทาง

ด่านโหดในใจ: เบรกฉุกเฉินบนทางลูกรัง

มาถึงแบบทดสอบที่หลายคนกังวลที่สุดอย่าง การเบรกฉุกเฉินบนทางลูกรังที่มีหินและฝุ่น ซึ่งลื่นและพื้นไม่เรียบแบบสุด ๆ

สารภาพตรง ๆ ว่าจุดนี้คือความกลัวหลัก เพราะไม่มีใครอยากจับเบรกเต็มแรงบนพื้นลื่น แล้วดูรถราคาเป็นล้านไถลไปต่อหน้า

การทดสอบไล่จากขั้นเบาไปหนัก

  • รอบแรก: นั่งขี่แล้วกดเบรกหลังเต็มแรง เพื่อจับอาการรถ

  • ผลคือรถนิ่งกว่าที่คิดมาก เลยเริ่มมั่นใจขึ้น

  • รอบต่อมา: ยืนขี่แล้วกดเบรกหลังเต็มแรง

  • ตามด้วยกดเบรกหน้าเต็มแรง

  • ปิดท้ายด้วยการเบรกหน้า–หลังเต็มแรงพร้อมกัน

ทั้งหมดนี้ทำภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ “กำคลัชท์” ตลอดการเบรก เพื่อตัดกำลังเครื่องยนต์

ทำไมในคอร์สนี้ถึงให้ “กำคลัชท์เบรก” ?

หลายคนเคยได้ยินมาว่าเวลาเบรกฉุกเฉิน “ห้ามกำคลัชท์” เพื่อให้ Engine Brake ช่วยหน่วงรถเพิ่ม แต่ในคอร์สนี้กับ BMW R 1300 GS กลับสั่งให้ทำตรงกันข้าม

เหตุผลคือ ระบบของตัวรถถูกออกแบบให้คำนวณการทำงานทั้งหมดเอง ทั้งระบบเบรกและระบบช่วยทรงตัวต่าง ๆ เป้าหมายไม่ใช่แค่หยุดให้ได้ แต่ต้องหยุดอย่าง ปลอดภัยและพร้อมไปต่อทันที

หลักคิดของ BMW Motorrad คือ

  • เวลาคุณกำคลัชท์แล้วเบรก ระบบจะจัดการการยึดเกาะและแรงเบรกให้เหมาะสม

  • หลังรถหยุด คุณต้องพร้อม “คลายคลัชท์และบิดคันเร่ง” เพื่อหนีออกจากจุดอันตรายทันที

  • เพราะเราไม่มีทางรู้ว่ามีรถคันข้างหลังจะพุ่งมาชนต่อหรือเปล่า

พลังของ ABS ที่ถูกพัฒนามาเกือบ 40 ปี

BMW ถือเป็นผู้ผลิตรายแรกที่ติดตั้งระบบเบรก ABS ในรถมอเตอร์ไซค์ ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1988 นับถึงวันนี้ก็เกือบ 40 ปี ของการพัฒนาแบบต่อเนื่อง

สิ่งที่สอดคล้องกับการทดลองในสนามคือ เวลาอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน คนเรามัก “ตกใจแล้วกำเบรกผิดข้างหรือกำสุดแรงทั้งสองข้าง” ซึ่งปกติคือสูตรสำเร็จของการล้ม

แต่บนมอเตอร์ไซค์ของ BMW Motorrad ถ้าคุณกำเบรกทั้งหน้าและหลังเต็มแรง ระบบก็ยังสามารถช่วยลดระยะเบรกให้สั้นลงได้ ในระดับที่ไม่ต่างจากการมี Engine Brake แถมยังไม่มีอาการลื่นไถลให้รถเสียอาการอย่างที่กลัวกัน

สรุปง่าย ๆ จากการลองใช้จริง

  • กำเบรกเต็มแรงทั้งสองข้าง รถยังคุมไลน์ได้ ไม่ออกอาการน่ากลัว

  • ระยะเบรกสั้นกว่าที่คิดมาก

  • ABS ทำงานเนียน ไม่ได้สั่นจนเสียสมาธิ

ปิดคอร์สด้วย Light Off-Road ที่เอาไปใช้ได้จริง

ช่วงท้ายของการอบรมคือการออกไปเจอเส้นทาง Light Off-Road เพื่อให้ผู้เข้าอบรม Level 1 ได้สัมผัสฟีลลิ่งจริงในสภาพเส้นทางธรรมชาติแบบเบา ๆ แต่ครบเครื่อง

สิ่งที่ได้กลับมาคือ

  • ความเข้าใจหลักคิดของการขี่มอเตอร์ไซค์ออฟโรดแบบเป็นระบบ

  • สกิลที่เอาไปปรับใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะบนถนนดำหรือทางฝุ่น

  • ข้อยกเว้นสำคัญคือ เทคนิคเบรกฉุกเฉินแบบกำคลัชท์ ที่อาจเหมาะกับ BMW GS และแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาในลักษณะเดียวกันเท่านั้น

ใน Level ที่สูงขึ้น เนื้อหาการอบรมจะเข้มข้นขึ้น ใช้เวลามากขึ้น และผลักสกิลคนขี่ให้ไปไกลกว่านี้อีกหลายระดับ สำหรับสายทริป สายลุย หรือเจ้าของรถที่อยากเก่งแบบมีพื้นฐานแน่น การเข้าอบรมแบบนี้คือการลงทุนให้กับทั้งสกิลและความปลอดภัยของตัวเอง

ไม่ว่าคุณจะเป็น

  • คนที่มั่นใจว่าตัวเองขี่ดีแล้ว

  • มือใหม่ที่เพิ่งจับบิ๊กไบค์

  • เจ้าของ BMW Motorrad หรือใช้แบรนด์อื่น

การมีพื้นฐานที่ถูกต้องจะทำให้คุณต่อยอดสกิลได้ง่ายขึ้น และ ขี่ได้อย่างปลอดภัยในทุกรูปแบบเส้นทาง มากกว่าการพึ่งแค่ความกล้าและแรงม้าของรถ