ZestBuy

คู่มือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

โปรไฟล์ ZestBuy AIZestBuy AI07-17
ความสนใจการตั้งค่า NAS

ภาพรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 และความต่างจากรอบที่ผ่านมา

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เป็นโครงการของกระทรวงการคลัง ภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง โดยรอบนี้มีการปรับหลักเกณฑ์สำคัญหลายด้าน ทั้งเรื่องรายได้ ทรัพย์สิน หนี้สิน และสถานะบุคคล พร้อมทั้งเปลี่ยนวิธีตรวจสอบจาก รายได้เฉลี่ยครัวเรือน มาเป็นการตรวจสอบแบบ รายบุคคล

จุดสำคัญของปี 2569 คือ

  • ผู้มีบัตรเดิมต้องลงทะเบียนยืนยันสิทธิใหม่ (ช่วง 4–21 มิ.ย. 2569)

  • หลังปรับเกณฑ์และตรวจสอบ พบว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ 9.51 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านราย

  • มีการเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย “กลุ่มชายขอบ/กลุ่มตกหล่น” ที่สำรวจโดยกระทรวงมหาดไทยกว่า 5.4 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ

  • ครม. แยกวันเริ่มใช้สิทธิออกเป็น 2 กลุ่ม
    • ผู้มีบัตรรายเดิม (ที่ผ่านเกณฑ์) เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569

    • ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569

นอกจากนี้ ยังมีการผ่อนปรนบางเกณฑ์ เช่น ไม่นับหนี้สินเชื่อเพื่อการเกษตรรวมในวงเงินสินเชื่อ 100,000 บาท และไม่นำเกณฑ์ “บิดามารดาของผู้มีเงินได้ที่ถูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษี” มาใช้ตัดสิทธิในรอบนี้


เกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569: รายได้ ทรัพย์สิน และเงื่อนไขครัวเรือน

ผู้ลงทะเบียนต้องผ่านคุณสมบัติครบ ทั้งชุด ที่กำหนดไว้ หากขาดข้อใดข้อหนึ่งอาจไม่ผ่านเกณฑ์ โดยสามารถสรุปเกณฑ์สำคัญได้ดังนี้

1. ข้อมูลส่วนบุคคล

  • ต้องมี สัญชาติไทย

  • อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (นับ ณ วันที่ปิดรับลงทะเบียน)

  • ห้ามมีบัตรเครดิต

2. รายได้และรายจ่ายให้ผู้อื่น

  • รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี

  • รายจ่ายที่ให้บุคคลอื่น ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี

3. ทรัพย์สินทางการเงิน

ผู้ลงทะเบียนต้องไม่มี หรือมีทรัพย์สินทางการเงินรวมทุกประเภท ไม่เกิน 100,000 บาท ครอบคลุม:

  • เงินฝากทุกบัญชี ทุกประเภท ในธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เช่น
    • ธนาคารออมสิน

    • ธ.ก.ส.

    • ธอส.

    • ธอท.

  • สลากออมทรัพย์ของ ออมสิน, ธ.ก.ส. และ ธอส.

รวมถึงบัญชีร่วม (จะคำนวณหารเฉลี่ยตามจำนวนเจ้าของบัญชี) และบัญชีที่เปิดเพื่อผู้เยาว์แต่มีชื่อผู้ลงทะเบียนเป็นเจ้าของ

4. หนี้สินและวงเงินสินเชื่อ

  • ต้อง ไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภท ไม่เกิน 100,000 บาท

  • นับจากฐานข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

  • มีการผ่อนปรนสำคัญคือ ไม่นับรวมสินเชื่อภาคการเกษตร ในวงเงิน 100,000 บาท เพราะเป็นสินเชื่อที่ผูกกับฤดูกาลเพาะปลูก และบางส่วนเป็นการเยียวยาภัยพิบัติ

5. อสังหาริมทรัพย์ (บ้าน ที่ดิน ห้องชุด)

ต้องไม่มี หรือหากมี ต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้

ห้องชุด (คอนโด)

  • พื้นที่รวมทุกแห่งไม่เกิน 35 ตารางเมตร

กรณีเป็นเกษตรกร (มีชื่อในฐานข้อมูลเกษตรกรของหน่วยงานรัฐ หรืออยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม)

  • บ้านเดี่ยว/ทาวน์เฮาส์/ตึกแถว/ห้องแถว รวมกันทุกแห่ง ไม่เกิน 25 ตารางวา

  • เมื่อรวมที่ดินอื่นแล้ว พื้นที่รวมทุกแห่ง ไม่เกิน 10 ไร่

กรณีไม่ใช่เกษตรกร

  • บ้านเดี่ยว/ทาวน์เฮาส์/ตึกแถว/ห้องแถว รวมกันทุกแห่ง ไม่เกิน 25 ตารางวา

  • เมื่อรวมที่ดินอื่นแล้ว พื้นที่รวมทุกแห่ง ไม่เกิน 1 ไร่

6. ยานพาหนะ

  • ห้ามมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ทั่วไป

  • ยกเว้นเฉพาะกรณีต่อไปนี้ แต่ละประเภทรถได้ไม่เกิน 1 คัน
    • รถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี

    • รถสามล้อ

    • รถสี่ล้อเล็กรับจ้าง

    • รถใช้งานเกษตรกรรม

7. สถานะบัตรเครดิต

  • ไม่เป็นผู้มีบัตรเครดิต

  • บัตรกดเงินสด และบัตรเกษตรสุขใจของ ธ.ก.ส. ไม่ถือเป็นบัตรเครดิต

8. เงื่อนไขครัวเรือนและภาษี

  • เกณฑ์ “บุตรหรือคู่สมรสที่ถูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษี” ยังคงใช้ เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิ

  • ส่วนเกณฑ์ “บิดามารดาของผู้มีเงินได้ที่ถูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษี” ถูก ตัดออก ไม่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิทธิในรอบนี้


5 กลุ่มเสี่ยงถูกตัดสิทธิ์: ตัวอย่างสถานการณ์และข้อควรระวัง

จากเกณฑ์คุณสมบัติและเงื่อนไขต้องห้าม สามารถมองเห็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจหลุดสิทธิ์ได้ชัดเจนหลายกลุ่ม โดยในบทความอ้างอิงมีการชี้ให้เห็นกลุ่มที่ถูกเน้นเตือนและกลุ่มที่โอกาสไม่ผ่านสูง ดังนี้

กลุ่มที่ 1: รายได้ เงินฝาก หนี้สิน เกินเกณฑ์

เงื่อนไขที่เสี่ยง

  • รายได้ต่อปีมากกว่า 100,000 บาท

  • เงินฝาก/สลากออมทรัพย์รวมทุกบัญชีเกิน 100,000 บาท

  • วงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท (ยกเว้นสินเชื่อเกษตร)

ข้อควรระวัง

  • บัญชีร่วมและบัญชีที่เปิดให้บุตร แต่ชื่อผู้ลงทะเบียนเป็นเจ้าของจะถูกนำมาคิด รวมไปถึงสินเชื่อทุกประเภทที่อยู่ในระบบเครดิตบูโร

กลุ่มที่ 2: ผู้มีรถยนต์หรือทรัพย์สินเกินเกณฑ์

เงื่อนไขที่เสี่ยง

  • มีรถยนต์ทั่วไปในชื่อของตน (ไม่นับเฉพาะรถมอเตอร์ไซค์ ≤ 300 ซีซี, รถสามล้อ, รถสี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถเกษตรกรรมตามเกณฑ์)

  • มีห้องชุดพื้นที่รวมเกิน 35 ตร.ม.

  • มีบ้านหรือที่ดินเกิน 25 ตร.วา หรือเกิน 1 ไร่ (กรณีไม่ใช่เกษตรกร)

  • เกษตรกรที่มีบ้าน+ที่ดินรวมกันเกิน 10 ไร่

ข้อควรระวัง

  • แม้ทรัพย์สินบางอย่างอาจไม่ได้ใช้ประโยชน์เชิงรายได้ แต่ถ้าขึ้นชื่อเป็นกรรมสิทธิ์ก็ถูกนำมาคิดตามเกณฑ์

กลุ่มที่ 3: ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือผู้มีบัญชีหลักทรัพย์

เงื่อนไขที่เสี่ยง

  • เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น หรือกรรมการบริษัท/ห้างหุ้นส่วนตามฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

  • ชื่อยังอยู่ในระบบแม้บริษัทเลิกกิจการแล้ว

  • มีชื่อในบัญชีฝากหลักทรัพย์กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ หรือในทะเบียนถือครองตราสารหนี้

ข้อควรระวัง

  • โครงการไม่ได้กำหนดมูลค่าขั้นต่ำของหลักทรัพย์หรือหุ้น หากมีชื่อในฐานข้อมูลดังกล่าวอาจมีผลต่อสิทธิทันที

กลุ่มที่ 4: ผู้มีบัตรเครดิต และประกันชีวิตเบี้ยสูง

เงื่อนไขที่เสี่ยง

  • มีบัตรเครดิตประเภทใดก็ได้

  • เป็นผู้เอาประกันชีวิตแบบสามัญที่ชำระเบี้ยตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป

ข้อควรระวัง

  • แม้รายได้จะไม่สูง แต่ถ้ามีบัตรเครดิตหรือประกันชีวิตตามเกณฑ์ ก็เข้าข่ายถูกตัดสิทธิ์

กลุ่มที่ 5: นักเรียน นักศึกษา และผู้อยู่ในสถานะต้องห้ามอื่น

บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ ได้แก่

  • ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

  • ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง

  • บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ

  • นักเรียน นักศึกษา (เป็นกลุ่มที่ถูกเพิ่มมาในรอบนี้ ต่างจากปี 2565)

  • ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ (ยกเว้นผู้ได้รับค่าตอบแทนไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ตามเกณฑ์ที่ระบุ)

  • ผู้รับบำเหน็จรายเดือน ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัดจากส่วนราชการ

  • ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา

  • ผู้ถือหุ้น/กรรมการบริษัทและผู้ที่มีข้อมูลบัญชีหลักทรัพย์/ตราสารหนี้

  • ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในฐานะบุตรหรือคู่สมรสของผู้มีเงินได้

ข้อควรระวัง

  • แม้จะไม่มีรายได้สูง แต่หากอยู่ในสถานะดังกล่าว จะถือว่าไม่เข้าข่ายตั้งแต่ต้น

  • กรณี “บุตร” และ “คู่สมรส” ที่ถูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ยังเป็นเหตุให้ไม่ได้รับสิทธิในรอบนี้


สิทธิประโยชน์ปี 2569: วงเงินช่วยเหลือและเงื่อนไขการใช้จ่าย

ผู้ที่ผ่านเกณฑ์และได้รับการยืนยันสิทธิในโครงการประชารัฐสวัสดิการ จะได้รับความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค

    • วงเงิน 300 บาท/คน/เดือน

    • ใช้ได้ที่ร้านธงฟ้าฯ และร้านค้าที่โครงการกำหนด

  • ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม

    • วงเงิน 80 บาท/คน/3 เดือน

  • ค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ

    • วงเงิน 750 บาท/คน/เดือน

    • ครอบคลุมรถเมล์ ขสมก., รถ บขส., รถไฟฟ้า BTS/MRT, รถไฟ และเรือโดยสาร รวม 8 ประเภท

  • ส่วนลดค่าไฟฟ้า

    • วงเงิน 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน

    • หากใช้ไฟเกินวงเงินที่กำหนด ต้องจ่ายเองทั้งหมด

  • ส่วนลดค่าน้ำประปา

    • วงเงิน 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน

    • หากใช้เกิน 100 แต่ไม่เกิน 315 บาท ต้องจ่ายเฉพาะส่วนต่าง

    • หากใช้เกิน 315 บาท ต้องจ่ายเต็มจำนวนเอง

การใช้สิทธิดำเนินการผ่าน แอปฯ เป๋าตัง หรือผ่านบัตรประชาชน (ตามที่โครงการกำหนดในแต่ละช่วง) โดยวงเงินเป็นรายเดือนและมีเงื่อนไขเฉพาะในแต่ละประเภทค่าใช้จ่าย


เอกสารและขั้นตอนเมื่อลงทะเบียนหรือยืนยันสิทธิ์

ในรอบลงทะเบียน 4–21 มิถุนายน 2569 ผู้มีบัตรเดิมต้องลงทะเบียนยืนยันสิทธิใหม่ ส่วนผู้ตกสำรวจมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเก็บข้อมูล โดยช่องทางหลักประกอบด้วยเว็บไซต์ แอปฯ และหน่วยรับลงทะเบียนธนาคาร

หลังจากนั้น เมื่อประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผู้ที่ผ่านและไม่ผ่านจะมีขั้นตอนแตกต่างกัน ดังนี้

1. ขั้นตอนสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนและ “สถานะลงทะเบียนสมบูรณ์”

กรณีตรวจสอบแล้วขึ้นสถานะ

  • ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย” → รอผลตรวจคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ไม่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมในช่วงนั้น

กรณีขึ้นสถานะ

  • ข้อมูลตามบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง” แต่ผิดเล็กน้อย → คณะกรรมการถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์ ไม่ต้องแก้ไขหรือลงทะเบียนใหม่

  • หากมีข้อมูลผิดพลาดในสาระสำคัญ → หน่วยงานรัฐจะเร่งตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขต่อไป

กรณีขึ้นสถานะ

  • อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลตามบัตรประชาชนของผู้ลงทะเบียน” → ให้กลับมาตรวจสอบสถานะอีกครั้งในวันถัดไป

2. เอกสารและขั้นตอนยืนยันตัวตน (e-KYC) สำหรับผู้ได้รับสิทธิใหม่

สำหรับผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ หรือกรณีมอบอำนาจ ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) จึงจะเริ่มใช้สิทธิได้ โดยทำได้ 2 รูปแบบ

  1. ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง

    • เปิดใช้ G-Wallet ตามขั้นตอนที่แอปกำหนด

    • ใช้ ThaiD หรือวิธีพิสูจน์ตัวตนในแอปฯ ตามที่ระบุ

  2. ยืนยันตัวตนที่หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร

    • ธนาคารกรุงไทย

    • ธ.ก.ส.

    • ธนาคารออมสิน

    • ธอส.

    • ธอท.

ช่วงเวลายืนยันตัวตนสำหรับผู้มีสิทธิใหม่ (ตามที่ระบุในข้อมูล)

  • ที่ธนาคารกรุงไทย: 17 ก.ค. 2569 – 12 ม.ค. 2570

  • ที่ ธ.ก.ส., ออมสิน, ธอส., ธอท.: 17 ก.ค. 2569 – 14 ต.ค. 2569

กรณีมอบอำนาจใช้สิทธิ (ทั้งรายเดิมและรายใหม่)

  • ต้องไปยืนยันตัวตนที่หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร เท่านั้น

3. ผู้มีสิทธิรายเดิมที่ผ่านเกณฑ์

  • ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ เพราะโครงการมีข้อมูลเดิมอยู่แล้ว

  • สามารถใช้สิทธิได้ต่อเนื่องตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ผ่านแอปฯ เป๋าตังหรือบัตรประชาชน


วิธีตรวจสอบสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

ผู้ลงทะเบียนสามารถตรวจสอบผลการพิจารณาคุณสมบัติ ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 06.00 น. ผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่

  1. เว็บไซต์โครงการ

    • https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th

    • หรือ https://welfare.mof.go.th

    • ขั้นตอนโดยสรุป
      • เข้าเว็บไซต์ → เลือกเมนู “ตรวจสอบสถานะการลงทะเบียน”

      • พิสูจน์ตัวตนผ่านแอปฯ ThaiD หรือกรอกเลขบัตรประชาชน + วันเดือนปีเกิด

      • ระบบจะแสดงผลสถานะการลงทะเบียนและผลการตรวจสอบคุณสมบัติ

  2. แอปพลิเคชันเป๋าตัง

    • ตรวจสอบสถานะและผลการพิจารณาคุณสมบัติได้โดยตรงจากระบบ

    • ใช้ยื่นอุทธรณ์ได้หากไม่ผ่านเกณฑ์ (มีปุ่ม “ยื่นขออุทธรณ์ผล”)

  3. แอปพลิเคชันทางรัฐ

    • ใช้ตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนและผลคุณสมบัติ

    • ใช้ยื่นอุทธรณ์ผลการตรวจสอบได้เช่นกัน

  4. หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร

    • ธนาคารกรุงไทย

    • ธ.ก.ส.

    • ธนาคารออมสิน

    • ธอส.

    • ธอท.

    • สามารถไปขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบผลในระบบ และกด “ยื่นขออุทธรณ์ผล” ได้ตามวันและเวลาทำการของแต่ละธนาคาร/สาขา


คำแนะนำสำหรับผู้มีสิทธิเดิมและผู้ลงทะเบียนใหม่

แม้ข้อมูลที่อ้างอิงจะไม่ลงรายละเอียดเชิงกลยุทธ์การวางแผน แต่จากเงื่อนไขที่กำหนด สามารถสังเกตได้ว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสิทธิ ได้แก่ รายได้ ทรัพย์สิน หนี้สิน รถยนต์ บัตรเครดิต และสถานะภาษี

จุดที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่

  • รายได้ต่อปีต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน

  • เงินฝาก/สลากออมทรัพย์รวมไม่เกิน 100,000 บาท รวมถึงบัญชีร่วมและบัญชีผู้เยาว์ที่ใช้ชื่อผู้ลงทะเบียน

  • วงเงินสินเชื่อรวม (ไม่นับสินเชื่อเกษตร) ไม่เกิน 100,000 บาท

  • ไม่ถือบัตรเครดิต

  • ทรัพย์สินประเภทบ้าน ที่ดิน ห้องชุด ต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด

  • ผู้ที่เป็นบุตรหรือคู่สมรสของผู้มีเงินได้ที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในชื่อของตนเอง ยังเสี่ยงถูกตัดสิทธิในรอบนี้

สำหรับผู้ถือบัตรเดิม ควรตรวจสอบสถานะทรัพย์สิน หนี้สิน บัตรเครดิต และข้อมูลในฐานภาษีของตนเองล่วงหน้า เพื่อประเมินโอกาสผ่านเกณฑ์ก่อนวันประกาศผล 17 กรกฎาคม 2569


ขั้นตอนเมื่อไม่ผ่านเกณฑ์: อุทธรณ์และทบทวนสิทธิ

หากตรวจสอบแล้วพบสถานะว่า “ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ” สามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด

1. ระยะเวลาอุทธรณ์

  • ยื่นขออุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน นับจากวันประกาศผล

  • สำหรับรอบนี้:
    ยื่นอุทธรณ์ได้ตั้งแต่ 17 – 31 กรกฎาคม 2569

2. ช่องทางยื่นอุทธรณ์

  1. เว็บไซต์โครงการ

  2. แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”

    • กดปุ่ม “ยื่นขออุทธรณ์ผล” จากระบบได้โดยตรง

  3. แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

    • มีปุ่ม “ยื่นขออุทธรณ์ผล” ให้ดำเนินการในแอปฯ

  4. หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร

    • ธ.ก.ส., ออมสิน, กรุงไทย, ธอส., ธอท.

    • แจ้งความประสงค์อุทธรณ์ให้เจ้าหน้าที่กดดำเนินการให้

3. การแก้ไขข้อมูลและประกาศผลอุทธรณ์

  • ผู้ยื่นอุทธรณ์ต้องดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569

  • จะมีการประกาศผลทบทวนสิทธิในวันที่ 21 กันยายน 2569 (บางข่าวระบุ 14 กันยายน 2569 ในบริบทอื่น ให้ยึดตามกำหนดที่หน่วยงานประกาศอย่างเป็นทางการในขณะนั้น)

  • ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ในรอบอุทธรณ์จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

4. การยืนยันตัวตนหลังผ่านรอบอุทธรณ์

  • หากเป็นผู้เคยได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน → ไม่ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) ซ้ำ

  • หากเป็นผู้ไม่เคยได้รับสิทธิเลยมาก่อน → ต้องยืนยันตัวตนผ่าน
    • หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร หรือ

    • แอปพลิเคชันเป๋าตัง
      จากนั้นจึงเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป (ถ้าล่าช้ากว่านั้น จะได้รับสิทธิตามวันที่ยืนยันตัวตนสำเร็จ)


กลุ่มใหม่และผู้ตกหล่น: วิธีเข้าสู่การตรวจสอบคุณสมบัติ

สำหรับผู้ที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “กลุ่มตกหล่น” หรือกลุ่มชายขอบ มีการเปิดโอกาสเพิ่มเติมในรอบปี 2569 ดังนี้

  • กระทรวงมหาดไทยได้สำรวจกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในช่วงลงพื้นที่ 4–21 มิ.ย. 2569 จำนวนประมาณ 5.38 ล้านคน

  • กลุ่มดังกล่าวจะถูกนำเข้าในระบบเพื่อดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์เดียวกับผู้ลงทะเบียนทั่วไป

ผู้ที่คิดว่าตนเองอยู่ในกลุ่มตกหล่น หรือยังไม่ได้ลงทะเบียนแต่เข้าเกณฑ์ ให้รีบแจ้ง

  • กำนัน

  • ผู้ใหญ่บ้าน

  • ผู้นำชุมชน

  • สำนักงานเขต หรืออำเภอในพื้นที่

เพื่อให้เจ้าหน้าที่จัดเก็บข้อมูลเข้าสู่ระบบสำหรับการตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป


สรุปประเด็นสำคัญ เกณฑ์ตัดสิทธิ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และการรักษาสิทธิระยะยาว

จากข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปประเด็นสำคัญของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ได้เป็นหัวข้อหลัก ๆ ดังนี้

1. เกณฑ์ตัดสิทธิสำคัญ

  • รายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี

  • เงินฝาก/สลากรวมเกิน 100,000 บาท

  • วงเงินสินเชื่อรวมเกิน 100,000 บาท (ยกเว้นสินเชื่อเกษตร)

  • มีบัตรเครดิต

  • มีรถยนต์หรือยานพาหนะอื่นเกินเกณฑ์

  • ถือครองห้องชุด บ้าน หรือที่ดินเกินเงื่อนไขพื้นที่

  • มีสถานะเป็นนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐ (ตามเงื่อนไข), ผู้รับบำนาญ ข้าราชการการเมือง ส.ส./ส.ว.

  • เป็นหุ้นส่วน/ผู้ถือหุ้น/กรรมการบริษัท หรือมีชื่อในบัญชีหลักทรัพย์/ตราสารหนี้

  • เป็นบุตรหรือคู่สมรสที่ถูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2. ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย

  • ไม่ตรวจสอบบัญชีร่วม หรือบัญชีที่เปิดให้บุตรแต่ใช้ชื่อของตัวเอง

  • ไม่ทราบว่าตนเองยังมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทที่ปิดกิจการไปแล้ว แต่ยังค้างในระบบ

  • ไม่ทราบว่าประกันชีวิตที่ทำอยู่มีเบี้ยเกิน 12,000 บาทต่อปี

  • ลืมว่าเคยถูกนำชื่อไปใช้เป็น “บุตร” หรือ “คู่สมรส” สำหรับลดหย่อนภาษี

3. การรักษาสิทธิในระยะยาว

แม้ข้อมูลที่อ้างอิงจะไม่ได้เสนอแนวทางวางแผนโดยตรง แต่เกณฑ์ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า การรักษาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องอาศัยการ

  • ติดตามประกาศและปรับปรุงเกณฑ์จากกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด

  • ตรวจสอบสถานะรายได้ ทรัพย์สิน หนี้สิน และสถานะภาษีของตนเองให้สอดคล้องตามเกณฑ์ในแต่ละรอบการลงทะเบียน

  • หากไม่ผ่านเกณฑ์ ให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ตามช่วงเวลาที่กำหนด และดำเนินการแก้ไขข้อมูลภายในกรอบเวลาที่ประกาศ

สำหรับการสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทะเบียน ยืนยันสิทธิ คุณสมบัติ วงเงิน และปัญหาอื่น ๆ สามารถติดต่อได้ผ่านช่องทางที่ระบุไว้ในข้อมูลของกระทรวงการคลัง เช่น Helpdesk ระบบลงทะเบียน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำนักบริหารการทะเบียน และสายด่วน พม. ตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุในเอกสารอ้างอิงของโครงการ

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น