สตาร์ทอัปส่งด่วนที่กลายเป็นซีรีส์แรงสุดบนหน้าฟีด
ช่วงนี้ถ้าเลื่อนโซเชียลแล้วเจอชื่อ Mad Unicorn หรือ สงคราม ส่งด่วน เต็มหน้าจอ อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองตาฝาด เพราะนี่คือหนึ่งในซีรีส์ไทยที่กำลังวิ่งแรงสุดบน Netflix ตอนนี้
ซีรีส์หยิบเรื่องจริงของสตาร์ทอัปด้านขนส่งด่วนมาปรุงใหม่ให้กลายเป็นแอ็กชันคอเมดี้สุดมัน ที่รวมทุกโทนทั้งฮา ดุเดือด ดราม่าพอดิบพอดี และยังฟีลกู้ดแบบที่ดูแล้วหลุดปากว่า “โคตรใช่!” แบบไม่ต้องพยายาม





จากผู้ชายตัวเล็กสู่จักรวาลบริษัทยักษ์บนจอ
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้โดนใจคนดูไม่ใช่แค่ฉากบู๊ หรือมุกตลก แต่มันคือการยืนอยู่บน เรื่องจริง ของผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มจากศูนย์ แล้วดันธุรกิจโลจิสติกส์ให้เติบโตจนกลายเป็นบริษัทยักษ์
ในเรื่องมีครบทุกจังหวะของชีวิตสตาร์ทอัป
ช่วงที่ธุรกิจเกือบเละไม่เหลือชิ้นดี
ช่วงที่โดนคนไว้ใจหักหลังแบบจังๆ
ช่วงที่ต้องฮึบลุกขึ้นมาเริ่มใหม่รอบแล้วรอบเล่า
ซีรีส์ถ่ายทอดทุกอย่างแบบไม่ฝืนดราม่า ไม่เล่นใหญ่เกินเหตุ แต่ก็ไม่ได้จางจนไร้อารมณ์ ทุกอย่างบาลานซ์กำลังดี จนคนดูอินกับเส้นทางของตัวละครแบบถอนตัวไม่ขึ้น




ทีมสร้างสายคุณภาพ นักแสดงเล่นแล้วไฟลุก
เบื้องหลัง Mad Unicorn คือทีมที่สายซีรีส์ไทยคุ้นชื่อกันดี ผู้กำกับ ณฐพล บุญประกอบ จับมือกับโปรดิวเซอร์จาก GDH อย่าง จิระ มะลิกุล และ วรรณฤดี พงษ์สิทธิ์ศักดิ์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องสายตาแหลมคมในการเลือกนักแสดง
ทีมนี้เลือกนักแสดงแบบไม่มีหลุดโทน
ไอซ์ ณัฐรัตน์ รับบทพระเอกที่ทั้งดิบ เถื่อน แต่เสน่ห์ทะลุจอ ชนิดที่คนดูเชื่อว่าคนแบบนี้มีอยู่จริงในโลกสตาร์ทอัป
เจน เมธิกา ในบท “เสี่ยวหยู” ก็เล่นแบบไม่ห่วงสวย แถมจิกกล้องทุกซีน จนคนดูอยากส่งด่วนหัวใจให้เธอทุกตอน
เคมีของตัวละครคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้ดูเพลิน ไม่หลุดโฟกัส และ ทุกคาแรกเตอร์มีน้ำหนักของตัวเอง จริงๆ
ขึ้นเทรนด์เพราะของมันดี ไม่ใช่แค่ไวรัลผ่านๆ
หลายคนอาจคุ้นกับภาพซีรีส์ไทยที่ขึ้น Top 10 Netflix เพราะแรงแฟนคลับหรือแคมเปญการตลาดจัดหนัก แต่กรณีของ Mad Unicorn คือขึ้นมาด้วย เนื้อแท้ของตัวเอง
เสียงจากต่างประเทศก็มาแรงไม่แพ้กัน มีคนเปรียบเทียบว่าซีรีส์เรื่องนี้เหมือน
“Start-up meets Breaking Bad but make it Thai.”
เพราะมันทั้งดิบ ทั้งขบถ เต็มไปด้วยความพยายามและการดิ้นรนที่สัมผัสได้จากทุกฉาก ทุกความพังของตัวละครถูกเล่าแบบจริงใจ ไม่แต่งสวยจนปลอม และไม่มืดมนจนหมดหวัง
ล้มได้ แต่ลุกให้เป็นแบบ Mad Unicorn
เสน่ห์ใหญ่สุดของ Mad Unicorn คือมันไม่ใช่แค่ซีรีส์ที่ดูเอามันแล้วจบ แต่ดูไปแล้วจะรู้สึกอยากกลับมา ลุยกับชีวิตตัวเองอีกรอบ
ซีรีส์พูดเรื่อง
ความพังที่ไม่มีใครอยากเจอ
ความพยายามที่ต้องฮึบทั้งๆ ที่ท้อสุดทาง
ความเป็นไปได้ที่ยังเหลืออยู่เสมอ แม้ทุกอย่างจะดูพังไปแล้ว
ทั้งหมดถูกเล่าในแบบที่เข้าใจง่าย ไม่เว่อร์ ไม่สั่งสอนคนดูแบบตรงๆ แต่พาเราเดินไปกับตัวละคร ค่อยๆ ซึมซับบทเรียนทีละนิดโดยไม่รู้ตัว
ดูจบแล้วจะเข้าใจเลยว่า คำว่า “ยูนิคอร์น” ไม่ได้หมายถึงอะไรที่สวยงามอย่างเดียว แต่มันคือสิ่งที่ “สู้ไม่ถอย” แบบโคตรดุ และนั่นแหละคือพลังที่ซีรีส์เรื่องนี้ส่งต่อให้คนดูได้ชัดเจนที่สุด

