รับแอปรับแอป

จากจานข้าวสู่เมกะเทรนด์สุขภาพ: นวัตกรรมข้าวไทยที่กำลังเปลี่ยนเกมโลกอาหาร

วีรภัทร ทองดี01-29

ข้าวไทยกำลังเปลี่ยนโลก ไม่ได้เป็นแค่อาหารหลักอีกต่อไป

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำลังผลักดันให้ “ข้าวไทย” ก้าวข้ามจากการเป็นแค่อาหารหลัก ไปสู่การเป็น วัตถุดิบแห่งนวัตกรรมมูลค่าสูง ทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต

การจัดประกวด “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2569” จึงไม่ใช่แค่เวทีชิงรางวัล แต่คือสนามสร้างโอกาสให้ข้าวไทยมีแบรนด์ มีภาพจำด้านนวัตกรรม และต่อยอดสู่ตลาดสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ

ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา มีผลงานส่งเข้าประกวดแล้วกว่า 821 ชิ้นงาน สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยเริ่มมองข้าวในมุมใหม่ ทั้งด้านธุรกิจ สุขภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยปีนี้เปิดรับทั้งผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าว และกระบวนการผลิต ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569

ข้าวไทย + วิทยาศาสตร์ = โอกาสใหม่ของสุขภาพและเศรษฐกิจ

การจัดประกวดที่ดำเนินต่อเนื่องจนเข้าสู่ปีที่ 18 สะท้อนพัฒนาการที่ชัดเจนของงานวิจัยและนวัตกรรมข้าวไทย

ผลงานที่ส่งเข้าประกวดในยุคนี้ไม่ได้เป็นเพียงไอเดียคร่าว ๆ แต่ผ่านการใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง มีการวิเคราะห์ทางเคมีและจุลินทรีย์ด้วยเครื่องมือที่แม่นยำสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ

  • การส่งเสริมสุขภาพ

  • ความงาม

  • การป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

สามารถนำไปขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานรัฐได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม

เป้าหมายใหญ่ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงให้ชาวนาไทยในระยะยาว ผ่านการเพิ่มมูลค่าให้เมล็ดข้าวเมล็ดเดิม

มูลนิธิข้าวไทยและ NIA จึงเปิดกว้างให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมส่งผลงาน เพื่อช่วยกันสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ” ให้ข้าวไทยในอนาคต

NIA ดันข้าวไทยสู่ตลาดนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก

NIA มองว่าการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย คือเครื่องมือสำคัญในการ

  • ปลุกความตระหนักเรื่องนวัตกรรมในวงการข้าว

  • ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในตลาดโลก

  • เปลี่ยนภาพ “ข้าวสารถุง” เป็น “ข้าวนวัตกรรมมูลค่าสูง”

องค์กรนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และชุมชน นำเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์มาสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จากข้าว ขยายจากตลาดดั้งเดิม ไปสู่กลุ่มตลาดสุขภาพ ตลาดพรีเมียม และตลาดเฉพาะกลุ่ม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NIA สนับสนุนโครงการนวัตกรรมจากข้าวไปแล้วมากกว่า 100 โครงการ ด้วยงบสนับสนุนกว่า 50 ล้านบาท และดันให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 392 ล้านบาท

นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือการบอกว่า ข้าวไทยสามารถเป็นธุรกิจเทคโนโลยีและสุขภาพได้จริง ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในครัวหรือท้องนา

เทรนด์ใหญ่ที่ดัน “ข้าวเพื่อสุขภาพ” ให้โตพุ่ง

ในปี 2026 คาดว่ามูลค่าอุตสาหกรรมข้าวทั่วโลกจะขยายตัวราว 43.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้าวจึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงอาหารหลักอีกต่อไป แต่เป็นวัตถุดิบสุขภาพและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

เทรนด์สำคัญที่น่าจับตา

  • ตลาดข้าวฟังก์ชันนัลและโภชนาการเชิงป้องกัน
    คนไทยกว่า 35% เริ่มหันมาปรับพฤติกรรมการกิน เพื่อคุมระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอล ทำให้ข้าวสายพันธุ์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด รวมถึงข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low-GI) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมือง

  • สังคมผู้สูงอายุและอาหารเฉพาะกลุ่ม
    ข้าวไม่ได้มาแค่รูปแบบเมล็ด แต่ถูกพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ย่อยง่าย เสริมสารอาหารเฉพาะโรค เช่น โรคหัวใจ หรือสมองเสื่อม กลุ่มผลิตภัณฑ์จากรำข้าวสกัดและข้าวเพาะงอก กำลังถูกใช้ในเชิงโภชนเภสัช (Nutraceuticals) และเติบโตมากกว่าร้อยละ 8 ต่อปี

  • โปรตีนทดแทนจากโปรตีนข้าว
    โปรตีนจากข้าวย่อยง่าย ไม่กระตุ้นภูมิแพ้เหมือนโปรตีนถั่วเหลืองหรือนม ทำให้เริ่มถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์ โดยปัจจุบันกว่า 21% ของผลิตภัณฑ์เนื้อทดแทน เริ่มใช้โปรตีนข้าวเป็นส่วนผสมสำคัญ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาถั่วเหลือง

  • นวัตกรรมความงามและเครื่องสำอางจากข้าว
    เทรนด์ใช้สารสกัดจากข้าว โดยเฉพาะรำข้าวหมัก เพื่อดูแลผิวและเส้นผม กำลังมาแรงทั่วเอเชีย ไทยเองก็เริ่มมีแบรนด์พรีเมียมที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากข้าว เป็นจุดขายด้านความเป็นธรรมชาติและความยั่งยืน

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับเทรนด์การกินเพื่อสุขภาพ เพราะข้าวไม่ได้แค่ให้อิ่ม แต่กำลังกลายเป็น “เครื่องมือจัดการสุขภาพ” ในชีวิตประจำวันของผู้คน

เวทีประกวดที่เปิดโอกาสให้ทุกไอเดียจากข้าวได้แจ้งเกิด

การประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย มีเป้าหมายชัดเจนในการมองหาไอเดียและผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำ

  • ข้าวไทยและส่วนประกอบต่าง ๆ ของข้าว

  • งานวิจัยและองค์ความรู้

  • ความคิดสร้างสรรค์ด้านธุรกิจและการออกแบบ

มาผนวกกัน จนกลายเป็นนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่าและต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ตลอด 17 ปี มีผลงานส่งเข้าประกวดรวม 821 ผลงาน แบ่งออกเป็น

  • ด้านอาหาร: 448 ผลงาน

  • ด้านเครื่องสำอาง: 256 ผลงาน

  • กระบวนการผลิต: 55 ผลงาน

  • อุปกรณ์/เครื่องจักร: 21 ผลงาน

  • อื่น ๆ: 41 ผลงาน

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ข้าวไทยไม่ได้อยู่แค่ในหม้อ แต่เข้าไปอยู่ในห้องแล็บ โรงงาน เวิร์กช็อปงานคราฟต์ และแบรนด์ไลฟ์สไตล์มากมาย

กติกาการประกวดปี 2569: มุ่งทั้งนวัตกรรมและความยั่งยืน

เวทีปี 2569 ยังคงเน้นการ “ผลัก” ผู้ประกอบการให้ตื่นตัวเรื่องนวัตกรรมข้าวไทย และ “ดัน” ผู้คิดค้นให้มีกำลังใจเดินหน้าต่อ

การส่งผลงานเข้าประกวดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก

  • กลุ่มอุตสาหกรรม

  • กลุ่มวิสาหกิจชุมชน

โดยเกณฑ์การตัดสินจะให้ความสำคัญกับ

  • ระดับความเป็นนวัตกรรมของผลงาน

  • ความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทย

  • ศักยภาพการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์จริง

  • ผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

พูดง่าย ๆ คือ ไม่ได้มองแค่ “ไอเดียดี” แต่ต้อง “ดีต่อโลก ดีต่อคน และดีต่อชาวนา” ไปพร้อมกัน

เคสจริงที่เปลี่ยนรำข้าวราคาถูก ให้กลายเป็นเครื่องดื่มสุขภาพมูลค่าสูง

หนึ่งในตัวอย่างนวัตกรรมข้าวเพื่อสุขภาพที่โดดเด่น คือ “เครื่องดื่มรำข้าวสำเร็จรูปชนิดผง (ตราไรซ์ลี่)” จากกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด

เดิมทีบริษัททำธุรกิจสกัดน้ำมันรำข้าว ทำให้เหลือ กากรำข้าวสกัดกว่า 300,000 ตัน ต่อปี ซึ่งต้องขายให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ในราคาต่ำเพียง 7–10 บาทต่อกิโลกรัม

แทนที่จะปล่อยให้วัตถุดิบมูลค่าต่ำไหลออกจากระบบ บริษัทเลือกที่จะ

  • ดึงองค์ความรู้และงานวิจัยมาพัฒนารำข้าวสกัด

  • สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบเครื่องดื่มสุขภาพชนิดผง

  • วางจุดยืนเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อคนรักสุขภาพและผู้สูงอายุ

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์

  • ใช้รำข้าวมากกว่าร้อยละ 45

  • เป็นผลิตภัณฑ์ Non-GMO รายเดียวในตลาดที่มีงานวิจัยรองรับชัดเจน

  • อุดมด้วยวิตามิน B1, B3, แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส

  • มีสารต้านอนุมูลอิสระ

  • ไม่มีคอเลสเตอรอล

ประโยชน์ต่อสุขภาพครอบคลุมทั้ง

  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

  • ลดโอกาสเกิดเบาหวานและความดันโลหิตสูง

  • ลดความเสี่ยงมะเร็ง

เรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างชัด ๆ ของการใช้ “ข้าวและส่วนเหลือจากข้าว” มาสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์การกินเพื่อสุขภาพ และสังคมผู้สูงอายุ

จากการพัฒนาครั้งนี้ ทำให้รำข้าวถูกยกระดับจากวัตถุดิบราคาต่ำ ไปสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มหลายร้อยเท่า และยังคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2568 ประเภทกลุ่มอุตสาหกรรมอีกด้วย

Thai Rice Clay: จากแป้งข้าวเจ้า สู่ดินปั้นงานคราฟต์ระดับพรีเมียม

อีกหนึ่งตัวอย่างนวัตกรรมจากข้าวที่ข้ามเส้นจากโลกอาหาร ไปสู่โลกงานคราฟต์และดีไซน์ คือ “Thai Rice Clay” ดินปั้นงานหัตถกรรมจากแป้งข้าวเจ้า ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยทีมจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ไอเดียตั้งต้นเกิดจากความตั้งใจที่จะ

  • ลดการพึ่งพาดินปั้นนำเข้าราคาแพง

  • เพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่หาได้ง่ายในประเทศ

ผ่านกระบวนการวิจัยและปรับสูตรอย่างต่อเนื่อง จนได้ดินปั้นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงดินญี่ปุ่น ทั้งด้าน

  • ความยืดหยุ่น

  • ความเนียน

  • ความทนทาน

ดินปั้นจากแป้งข้าวเจ้านี้สามารถนำไปสร้างสรรค์งานหัตถกรรมได้หลากหลาย เช่น ดอกไม้ประดิษฐ์ งานประณีตศิลป์ พวงมาลัย หรือพานพุ่มสำเร็จรูป ซึ่งต่อยอดจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ของจังหวัดนนทบุรี

หลังคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2567 ประเภทกลุ่มวิสาหกิจชุมชน Thai Rice Clay ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เปิดโอกาสทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ

และที่สำคัญ นวัตกรรมนี้ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของยุคใหม่คือ การใช้วัตถุดิบจากข้าวอย่างสร้างสรรค์ สอดรับกับเทรนด์รักษ์โลกและความยั่งยืน

ข้าวไทย: จากท้องนา สู่อนาคตของการกินเพื่อสุขภาพ

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าข้าวไทยกำลังย้ายตำแหน่งตัวเองจาก “ของที่เราคุ้นเคยบนโต๊ะอาหาร” ไปเป็น

  • วัตถุดิบสำคัญในผลิตภัณฑ์สุขภาพและโภชนเภสัช

  • ทางเลือกของโปรตีนทดแทน สำหรับคนที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

  • ส่วนผสมในเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองแนวธรรมชาติ

  • วัสดุสร้างสรรค์ในโลกงานคราฟต์และดีไซน์รักษ์โลก

สำหรับคนที่สนใจเรื่อง การกินเพื่อสุขภาพ นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า การเลือก “ผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยที่ผ่านการพัฒนาด้านนวัตกรรม” จะเป็นอีกหนึ่งวิธีดูแลสุขภาพที่ทั้งใกล้ตัว และช่วยสนับสนุนระบบเกษตรไทยไปพร้อมกัน

และสำหรับผู้ประกอบการหรือชุมชนที่มีไอเดียอยู่ในมือ นี่คือช่วงเวลาเหมาะที่สุดที่จะ

  • เปลี่ยนข้าวที่คุ้นเคย ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่โลกต้องการ

  • สร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่เคยถูกมองข้าม เช่น รำข้าว หรือแป้งข้าวเจ้า

  • ต่อยอดสู่ตลาดสุขภาพ ตลาดพรีเมียม และตลาดรักษ์โลกที่กำลังเติบโตไม่หยุด

เพราะในยุคนี้ ข้าวไทยไม่ใช่แค่ของกิน แต่คือโอกาสใหม่ของสุขภาพ เศรษฐกิจ และความยั่งยืนของประเทศทั้งระบบ