อัลมอนด์ดีต่อสุขภาพ แต่กินตอนไหนถึงจะเวิร์กสุด?
หลายคนคิดว่า กินอะไร เมื่อไหร่ ก็ได้สารอาหารเท่าเดิม เลยหยิบอัลมอนด์อบมากินเล่นได้ทั้งวันแบบไม่ต้องคิดมาก แต่ความจริงแล้ว ช่วงเวลาที่เรากินมีผลต่อการดูดซึมและการใช้ประโยชน์ของสารอาหารในร่างกายไม่น้อยเลยทีเดียว
อัลมอนด์ไม่ใช่แค่ของกินเล่นเคี้ยวเพลิน แต่ถ้าเลือกให้ถูกเวลา ร่างกายจะได้ประโยชน์แบบ คูณสอง ทั้งเรื่องพลังงาน การเผาผลาญ และสมอง
เช้า: เติมพลัง เปิดสวิตช์การเผาผลาญ
ตอนเช้าคือหนึ่งในช่วงเวลาทองของการกินอัลมอนด์ เพราะช่วยให้ร่างกายพร้อมลุยวันใหม่แบบไม่แผ่ว
อัลมอนด์อุดมด้วย ไขมันดี (Good fat) ที่ช่วยลดสัดส่วนไขมันไม่ดีในร่างกาย
ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ ให้ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นไปได้ตลอดทั้งวัน
กินคู่กับอาหารเช้าหรือเป็นของว่างเบา ๆ ก็ช่วยให้พลังงานนิ่ง ไม่หิวโซกลางวันง่าย ๆ
สรุปง่าย ๆ: ใครอยากเผาผลาญดีตั้งแต่เช้า ลองเสริมอัลมอนด์เข้าไปในมื้อแรกของวันดูได้เลย
บ่าย: กันหิวจุกจิก เติมฟีลโฟกัสให้สมอง
ช่วงบ่ายเป็นเวลาที่หลายคนเริ่มหมดแรง สมองล้า มือก็เริ่มควานหาขนมหวาน น้ำตาลสูง แต่ถ้าลองเปลี่ยนมาเป็นอัลมอนด์ ภาพจะเปลี่ยนทันที
อัลมอนด์มี ไฟเบอร์สูง ช่วยให้อิ่มท้องนาน ลดอาการอยากกินจุบจิบ
มีสารอาหารที่ช่วย กระตุ้นการทำงานของสมอง และเสริมความจำ
เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องใช้สมาธิทำงาน หรือเรียนยาว ๆ ทั้งบ่าย
ในมุมของของว่างเพื่อสุขภาพ อัลมอนด์คือเพื่อนรักยามบ่ายที่ทั้งช่วยคุมความหิว และช่วยให้โฟกัสดีขึ้นในเวลาเดียวกัน
ก่อนออกกำลังกายเย็น: รองท้องแบบสมดุล
ก่อนออกกำลังกาย ร่างกายต้องการเชื้อเพลิงที่ดี ไม่หนักเกินไป แต่ให้อิ่มพอดี ซึ่งหลัก ๆ คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันดี
เวลาที่เราออกกำลังกาย ร่างกายจะดึงพลังงานจาก
ไกลโคเจน (Glucogen) ที่มาจากกลูโคสในคาร์โบไฮเดรต สะสมอยู่ในตับและกล้ามเนื้อ
รวมกับ ไขมัน เพื่อใช้เป็นพลังงานระหว่างการออกแรง
จากนั้น โปรตีน จะเข้ามาช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอหลังออกกำลังกาย
อัลมอนด์มีครบทั้ง
โปรตีน
คาร์โบไฮเดรต
ไขมันดี
จึงกลายเป็น ตัวเลือกของว่างก่อนออกกำลังกายที่ตอบโจทย์มาก ช่วยให้มีแรงออกกำลังกายได้เต็มที่ โดยไม่รู้สึกหนักจนเกินไป
ทำไมอัลมอนด์ถึงเป็นซูเปอร์สแน็ก?
อัลมอนด์ไม่ได้มีดีแค่เคี้ยวเพลิน แต่ยังอัดแน่นด้วยสารอาหารแน่น ๆ ที่สายสุขภาพไม่ควรมองข้าม
สารอาหารเด่น ๆ ในอัลมอนด์ เช่น
โปรตีน: ช่วยสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ
ไขมันดี: ดีต่อหัวใจและระบบหลอดเลือด
คาร์โบไฮเดรตและเส้นใยอาหาร: ช่วยให้อิ่มท้องนาน คุมความหิวได้ดี
วิตามินอี: เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยดูแลผิวและเซลล์ต่าง ๆ
แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส: ดีต่อกระดูก กล้ามเนื้อ และระบบประสาท
เรียกได้ว่า อัลมอนด์คือของว่างชิ้นเล็ก แต่ประโยชน์ไม่เล็กเลย
กินแค่ไหนถึงจะพอดี ไม่เกิน ไม่ขาด
ถึงอัลมอนด์จะดีต่อสุขภาพ แต่การกินในปริมาณที่เหมาะสมก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะอัลมอนด์ให้พลังงานค่อนข้างสูง
ปริมาณที่แนะนำคือ
ประมาณ วันละ 1 กำมือ
หรือราว ๆ 23 เม็ดต่อวัน
แค่ปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ เลือกเวลากินให้เหมาะกับกิจวัตรประจำวัน ก็สามารถรับคุณค่าทางโภชนาการจากอัลมอนด์ไปได้แบบเต็ม ๆ โดยไม่ต้องกลัวเกินความจำเป็น
สรุป: ใช้เวลาให้เป็น แล้วอัลมอนด์จะคุ้มค่าทุกเม็ด
หากจัดเวลาให้ดี อัลมอนด์จะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญของคนดูแลสุขภาพได้ทันที:
ตอนเช้า: เติมพลัง เปิดการเผาผลาญ
ตอนบ่าย: กันหิวจุกจิก ช่วยให้สมองทำงานลื่นไหล
ก่อนออกกำลังกายเย็น: รองท้องแบบสมดุล มีพลังออกกำลังเต็มที่
เพียงเลือกกินให้ถูกจังหวะ และควบคุมปริมาณให้เหมาะสม อัลมอนด์ก็พร้อมเป็นของว่างคู่ใจสายสุขภาพ ที่ทั้งอร่อย เคี้ยวเพลิน และดีต่อร่างกายในระยะยาว

