รับแอปรับแอป

NIU ปักธงไทยเป็นฐานผลิต-ศูนย์วิจัยบุกอาเซียน เกมใหญ่ที่เปลี่ยนตลาดมอไซค์ไฟฟ้า

อนุชา วัฒนกุล01-30

ไทยกำลังจะเป็นหัวใจ EV สองล้อของอาเซียน

ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในไทยกำลังขยับสู่เกมใหญ่ขึ้นไปอีกระดับ เมื่อแบรนด์มอไซค์ไฟฟ้าสัญชาติจีนอย่าง NIU ตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นทั้งศูนย์วิจัยพัฒนาและฐานการผลิตแห่งแรกนอกจีน

เดิมที NIU เข้าสู่ตลาดไทยตั้งแต่ปี 2561 ผ่านผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรายแรก ก่อนที่ปลายปี 2567 ธุรกิจจะถูกส่งไม้ต่อให้กับ บริษัท พี 80 เจ็ท จำกัด บริษัทในเครือ โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA ที่เข้ามารับไม้ต่อพร้อมวิสัยทัศน์ใหญ่ ใช้ไทยเป็นฐานบุกทั้งประเทศและต่อยอดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทำไม NIU ถึงเลือกไทยเป็นจุดเริ่มต้น

ผู้บริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ NIU International มองว่า ไทยมีศักยภาพสูงทั้งในมุมผู้บริโภคและยุทธศาสตร์การค้า

  • คนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว

  • ทำเลของประเทศเหมาะจะเป็นศูนย์กลางส่งออกของภูมิภาค

  • ได้ประโยชน์จากข้อตกลงภาษีและกรอบความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นแค่ตลาดปลายทาง แต่ถูกวางให้เป็น “ฐาน” ในการขยายอิทธิพลของ NIU ไปทั่วอาเซียน

ศูนย์ R&D + ฐานผลิตแห่งแรกนอกจีน

NIU แต่งตั้ง บริษัท พี 80 เจ็ท จำกัด ในเครือ TTA ให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรายใหม่ในไทย

พร้อมกันนี้ยังมอบสิทธิ์ให้ TTA เป็นผู้บริหารจัดการทั้ง

  • ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D)

  • ฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

นี่คือ ศูนย์ R&D และฐานผลิตแห่งแรกของ NIU นอกประเทศจีน โดยตั้งเป้าใช้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตเพื่อการส่งออกทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคตอันใกล้

ลงทุน 100 ล้าน เปิดไลน์ผลิตในไทย

ทาง TTA วางแผนลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อเปิดสายการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ พร้อมตั้งทีมวิจัยและพัฒนาโมเดลที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้งานในไทยโดยเฉพาะ

  • เป้าหมายเริ่มการผลิตช่วงปลายปี 2568

  • สินค้าจะถูกออกแบบให้เหมาะกับผู้บริโภคไทย ทั้งดีไซน์ การใช้งาน และราคา

การทำ R&D ในไทยช่วยให้แบรนด์ปรับตัวได้ไวกว่าเดิม ไม่ต้องรอจีนออกแบบแล้วนำเข้าอย่างเดียวอีกต่อไป

โรดแมปสินค้า: รุ่นใหม่เข้าไทยต่อเนื่อง

เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดและสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมากขึ้น การพัฒนาสินค้าสำหรับไทยจะทำร่วมกับสำนักงานใหญ่ NIU International

แผนเปิดตัวรุ่นใหม่มีโครงแบบชัดเจนคือ:

  • ปลายปี 2568: เปิดตัวรุ่นใหม่ที่พัฒนาเพื่อประเทศไทยโดยเฉพาะ 2 รุ่น

  • ปี 2570: ตามด้วยอีก 2 รุ่น

เป้าคือมีไลน์สินค้าที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่คนใช้ในเมือง ผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ ไปจนถึงกลุ่มพรีเมียมที่ต้องการสมรรถนะและภาพลักษณ์

พร้อมกันนี้ยังมีแผนเริ่ม ส่งออกรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไปประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2571

สร้างอีโคซิสเต็ม EV ให้ครบวงจร

การเติบโตของมอไซค์ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ที่ตัวรถอย่างเดียว TTA จึงวางเกมยาวด้วยการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ควบคู่กันไป

แนวทางคือการจับมือกับ

  • ช่องทางจำหน่ายหลากหลายรูปแบบ

  • สถาบันการเงิน

  • บริษัทประกันภัย

  • ผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์มือสอง

เป้าหมายคือสร้าง ระบบนิเวศ EV ที่ครบวงจร เพื่อให้ตลาดเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่กระแสช่วงสั้น ๆ

ประเทศไทยมีการเติบโตของยอดจดทะเบียนมอไซค์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ต่อเนื่องหลายปี

แต่การจะให้ตลาดโตจริง ต้องผสมผสานทั้งสมรรถนะสินค้า ราคา และโครงสร้างการเงินที่ชัดเจน เพื่อให้สถาบันการเงินเชื่อมั่นและกล้าปล่อยสินเชื่อ

เมื่อรถดี ราคาเหมาะสม สินเชื่อเข้าถึงง่าย ตลาดก็พร้อมระเบิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด

แผนขยายดีลเลอร์: อย่างน้อยจังหวัดละหนึ่ง

ในฝั่งช่องทางขาย แผนของแบรนด์คือการกระจายเครือข่ายให้ครอบคลุมตั้งแต่หัวเมืองหลักไปจนถึงต่างจังหวัด

  • ตั้งเป้ามีผู้แทนจำหน่าย อย่างน้อย 1 แห่งต่อจังหวัด

  • ในกรุงเทพฯ จะมีตัวแทนจำหน่ายแยกตามโซนพื้นที่และเขต

ตอนนี้มีผู้สนใจสมัครเป็นดีลเลอร์แล้วกว่า 90 ราย สะท้อนว่าตลาดและผู้ประกอบการเริ่มมองเห็นโอกาสในเกมมอไซค์ไฟฟ้าชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

เป้ายอดขายและภาพรวมตลาด 5 ปีข้างหน้า

ด้านตัวเลข TTA วางเป้าหมายที่ชัดเจนมาก

  • ยอดขาย 10,000 คันต่อปี ภายในปี 2572

  • ตั้งเป้าขึ้นเป็นผู้นำตลาด มอไซค์ไฟฟ้ากลุ่มพรีเมียมในไทย

สำหรับภาพรวมตลาดมอไซค์ไฟฟ้าในไทย

  • ปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 30,000–35,000 คัน

  • ภายใน 3 ปี คาดว่าตลาดจะขยายตัวแตะระดับราว 50,000 คัน

จากนำเข้าแพง สู่การผลิตในไทย ราคาจับต้องได้จริง

อดีตที่ผ่านมา NIU ใช้รูปแบบการทำตลาดด้วยการ นำเข้ารถสำเร็จรูปจากจีน ทำให้ราคาขายปลีกค่อนข้างสูง เข้าถึงลูกค้าได้จำกัด

แต่เมื่อเข้าสู่ยุคการบริหารของ TTA แผนใหม่คือ

  • ผลิตและพัฒนาสินค้าในไทยเพื่อลดต้นทุน

  • ปรับโครงสร้างราคาให้ เข้าถึงง่ายกว่าที่เคย

ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ

  • จากเดิมราคาอยู่แถว ๆ 100,000 บาท

  • จะลดลงมาเหลือช่วงประมาณ 40,000–60,000 บาท

พร้อมกันนี้ ยังมีการ ลดราคารุ่นที่ขายอยู่ปัจจุบันลงราว 30% เพื่อเคลียร์สต๊อกเดิมก่อนเปลี่ยนเข้าสู่ไลน์ผลิตใหม่ในประเทศ

บุกอาเซียนด้วยข้อได้เปรียบด้านภาษี

แผนระยะถัดไป TTA มองไกลไปถึงการส่งออกรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีจำนวนผู้ใช้มอไซค์มหาศาล

ในอดีต การส่งออกจากจีนมีปัญหาเรื่อง กำแพงภาษีนำเข้า ทำให้ราคาสูง ตลาดเติบโตไม่เต็มศักยภาพ แต่การเปิดสายการผลิตในไทยจะเปลี่ยนสมการนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

  • ไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก เขตการค้าเสรี กับหลายประเทศ

  • ภาษีนำเข้ารถจักรยานยนต์ในหลายประเทศอาเซียนสามารถลดจาก 40–50% เหลือ 0%

ตอนนี้เริ่มมีตัวแทนจำหน่ายจากหลายประเทศติดต่อเข้ามาแล้ว โดยบริษัทวางแผนเริ่มส่งออกจริงจังในช่วงปลายปี 2571

พูดง่าย ๆ คือ ไทยจะเป็นฐานผลิต แล้วยิงสินค้าออกไปทั้งอาเซียน ด้วยต้นทุนภาษีที่ได้เปรียบคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด

อนาคตมอไซค์ไฟฟ้าในไทย: จากนิชมาร์เก็ต สู่ภาพคุ้นตาบนถนน

แม้วันนี้ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในไทยยังไม่เติบโตเท่าศักยภาพที่ควรเป็น ส่วนหนึ่งเพราะ

  • เทคโนโลยีบางด้านยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานครบทุกกลุ่ม

  • ผู้บริโภคบางส่วนยังกังวลเรื่องแบตเตอรี่ ระยะทาง และความคุ้มค่า

แต่เมื่อฐานผลิตถูกย้ายมาอยู่ในไทย ราคาลดลง สินค้าถูกออกแบบให้ตรงกับการใช้งานจริงมากขึ้น และโครงสร้างด้านการเงิน–การผ่อน–การประกันชัดเจนขึ้น

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็จะเพิ่มขึ้นตาม และอัตราการยอมรับจะเร่งตัวแบบก้าวกระโดด

เป้าภาพใหญ่คือ ภายใน 5 ปีข้างหน้า มอไซค์ไฟฟ้าจะไม่ใช่ของแปลกตาอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น ภาพคุ้นตาบนถนนในไทย ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด

เมื่อ NIU เลือกไทยเป็นทั้งศูนย์วิจัย ฐานผลิต และศูนย์กลางส่งออกอาเซียน เกมของมอไซค์ไฟฟ้าในภูมิภาคนี้กำลังจะเปลี่ยนไปแบบยกแผง ใครสนใจโลก EV สองล้อ นี่คือช่วงเวลาที่น่าจับตาที่สุดช่วงหนึ่งของทศวรรษนี้เลยทีเดียว