ไทยกำลังจะเป็นหัวใจ EV สองล้อของอาเซียน
ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในไทยกำลังขยับสู่เกมใหญ่ขึ้นไปอีกระดับ เมื่อแบรนด์มอไซค์ไฟฟ้าสัญชาติจีนอย่าง NIU ตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นทั้งศูนย์วิจัยพัฒนาและฐานการผลิตแห่งแรกนอกจีน
เดิมที NIU เข้าสู่ตลาดไทยตั้งแต่ปี 2561 ผ่านผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรายแรก ก่อนที่ปลายปี 2567 ธุรกิจจะถูกส่งไม้ต่อให้กับ บริษัท พี 80 เจ็ท จำกัด บริษัทในเครือ โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA ที่เข้ามารับไม้ต่อพร้อมวิสัยทัศน์ใหญ่ ใช้ไทยเป็นฐานบุกทั้งประเทศและต่อยอดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทำไม NIU ถึงเลือกไทยเป็นจุดเริ่มต้น
ผู้บริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ NIU International มองว่า ไทยมีศักยภาพสูงทั้งในมุมผู้บริโภคและยุทธศาสตร์การค้า
คนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว
ทำเลของประเทศเหมาะจะเป็นศูนย์กลางส่งออกของภูมิภาค
ได้ประโยชน์จากข้อตกลงภาษีและกรอบความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นแค่ตลาดปลายทาง แต่ถูกวางให้เป็น “ฐาน” ในการขยายอิทธิพลของ NIU ไปทั่วอาเซียน
ศูนย์ R&D + ฐานผลิตแห่งแรกนอกจีน
NIU แต่งตั้ง บริษัท พี 80 เจ็ท จำกัด ในเครือ TTA ให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรายใหม่ในไทย
พร้อมกันนี้ยังมอบสิทธิ์ให้ TTA เป็นผู้บริหารจัดการทั้ง
ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D)
ฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
นี่คือ ศูนย์ R&D และฐานผลิตแห่งแรกของ NIU นอกประเทศจีน โดยตั้งเป้าใช้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตเพื่อการส่งออกทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคตอันใกล้

ลงทุน 100 ล้าน เปิดไลน์ผลิตในไทย
ทาง TTA วางแผนลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อเปิดสายการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ พร้อมตั้งทีมวิจัยและพัฒนาโมเดลที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้งานในไทยโดยเฉพาะ
เป้าหมายเริ่มการผลิตช่วงปลายปี 2568
สินค้าจะถูกออกแบบให้เหมาะกับผู้บริโภคไทย ทั้งดีไซน์ การใช้งาน และราคา
การทำ R&D ในไทยช่วยให้แบรนด์ปรับตัวได้ไวกว่าเดิม ไม่ต้องรอจีนออกแบบแล้วนำเข้าอย่างเดียวอีกต่อไป
โรดแมปสินค้า: รุ่นใหม่เข้าไทยต่อเนื่อง
เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดและสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมากขึ้น การพัฒนาสินค้าสำหรับไทยจะทำร่วมกับสำนักงานใหญ่ NIU International
แผนเปิดตัวรุ่นใหม่มีโครงแบบชัดเจนคือ:
ปลายปี 2568: เปิดตัวรุ่นใหม่ที่พัฒนาเพื่อประเทศไทยโดยเฉพาะ 2 รุ่น
ปี 2570: ตามด้วยอีก 2 รุ่น
เป้าคือมีไลน์สินค้าที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่คนใช้ในเมือง ผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ ไปจนถึงกลุ่มพรีเมียมที่ต้องการสมรรถนะและภาพลักษณ์
พร้อมกันนี้ยังมีแผนเริ่ม ส่งออกรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไปประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2571
สร้างอีโคซิสเต็ม EV ให้ครบวงจร
การเติบโตของมอไซค์ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ที่ตัวรถอย่างเดียว TTA จึงวางเกมยาวด้วยการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ควบคู่กันไป
แนวทางคือการจับมือกับ
ช่องทางจำหน่ายหลากหลายรูปแบบ
สถาบันการเงิน
บริษัทประกันภัย
ผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์มือสอง
เป้าหมายคือสร้าง ระบบนิเวศ EV ที่ครบวงจร เพื่อให้ตลาดเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่กระแสช่วงสั้น ๆ
ประเทศไทยมีการเติบโตของยอดจดทะเบียนมอไซค์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ต่อเนื่องหลายปี
แต่การจะให้ตลาดโตจริง ต้องผสมผสานทั้งสมรรถนะสินค้า ราคา และโครงสร้างการเงินที่ชัดเจน เพื่อให้สถาบันการเงินเชื่อมั่นและกล้าปล่อยสินเชื่อ
เมื่อรถดี ราคาเหมาะสม สินเชื่อเข้าถึงง่าย ตลาดก็พร้อมระเบิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด
แผนขยายดีลเลอร์: อย่างน้อยจังหวัดละหนึ่ง
ในฝั่งช่องทางขาย แผนของแบรนด์คือการกระจายเครือข่ายให้ครอบคลุมตั้งแต่หัวเมืองหลักไปจนถึงต่างจังหวัด
ตั้งเป้ามีผู้แทนจำหน่าย อย่างน้อย 1 แห่งต่อจังหวัด
ในกรุงเทพฯ จะมีตัวแทนจำหน่ายแยกตามโซนพื้นที่และเขต
ตอนนี้มีผู้สนใจสมัครเป็นดีลเลอร์แล้วกว่า 90 ราย สะท้อนว่าตลาดและผู้ประกอบการเริ่มมองเห็นโอกาสในเกมมอไซค์ไฟฟ้าชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
เป้ายอดขายและภาพรวมตลาด 5 ปีข้างหน้า
ด้านตัวเลข TTA วางเป้าหมายที่ชัดเจนมาก
ยอดขาย 10,000 คันต่อปี ภายในปี 2572
ตั้งเป้าขึ้นเป็นผู้นำตลาด มอไซค์ไฟฟ้ากลุ่มพรีเมียมในไทย
สำหรับภาพรวมตลาดมอไซค์ไฟฟ้าในไทย
ปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 30,000–35,000 คัน
ภายใน 3 ปี คาดว่าตลาดจะขยายตัวแตะระดับราว 50,000 คัน

จากนำเข้าแพง สู่การผลิตในไทย ราคาจับต้องได้จริง
อดีตที่ผ่านมา NIU ใช้รูปแบบการทำตลาดด้วยการ นำเข้ารถสำเร็จรูปจากจีน ทำให้ราคาขายปลีกค่อนข้างสูง เข้าถึงลูกค้าได้จำกัด
แต่เมื่อเข้าสู่ยุคการบริหารของ TTA แผนใหม่คือ
ผลิตและพัฒนาสินค้าในไทยเพื่อลดต้นทุน
ปรับโครงสร้างราคาให้ เข้าถึงง่ายกว่าที่เคย
ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ
จากเดิมราคาอยู่แถว ๆ 100,000 บาท
จะลดลงมาเหลือช่วงประมาณ 40,000–60,000 บาท
พร้อมกันนี้ ยังมีการ ลดราคารุ่นที่ขายอยู่ปัจจุบันลงราว 30% เพื่อเคลียร์สต๊อกเดิมก่อนเปลี่ยนเข้าสู่ไลน์ผลิตใหม่ในประเทศ
บุกอาเซียนด้วยข้อได้เปรียบด้านภาษี
แผนระยะถัดไป TTA มองไกลไปถึงการส่งออกรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีจำนวนผู้ใช้มอไซค์มหาศาล
ในอดีต การส่งออกจากจีนมีปัญหาเรื่อง กำแพงภาษีนำเข้า ทำให้ราคาสูง ตลาดเติบโตไม่เต็มศักยภาพ แต่การเปิดสายการผลิตในไทยจะเปลี่ยนสมการนี้ไปอย่างสิ้นเชิง
ไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก เขตการค้าเสรี กับหลายประเทศ
ภาษีนำเข้ารถจักรยานยนต์ในหลายประเทศอาเซียนสามารถลดจาก 40–50% เหลือ 0%
ตอนนี้เริ่มมีตัวแทนจำหน่ายจากหลายประเทศติดต่อเข้ามาแล้ว โดยบริษัทวางแผนเริ่มส่งออกจริงจังในช่วงปลายปี 2571
พูดง่าย ๆ คือ ไทยจะเป็นฐานผลิต แล้วยิงสินค้าออกไปทั้งอาเซียน ด้วยต้นทุนภาษีที่ได้เปรียบคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด
อนาคตมอไซค์ไฟฟ้าในไทย: จากนิชมาร์เก็ต สู่ภาพคุ้นตาบนถนน
แม้วันนี้ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในไทยยังไม่เติบโตเท่าศักยภาพที่ควรเป็น ส่วนหนึ่งเพราะ
เทคโนโลยีบางด้านยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานครบทุกกลุ่ม
ผู้บริโภคบางส่วนยังกังวลเรื่องแบตเตอรี่ ระยะทาง และความคุ้มค่า
แต่เมื่อฐานผลิตถูกย้ายมาอยู่ในไทย ราคาลดลง สินค้าถูกออกแบบให้ตรงกับการใช้งานจริงมากขึ้น และโครงสร้างด้านการเงิน–การผ่อน–การประกันชัดเจนขึ้น
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็จะเพิ่มขึ้นตาม และอัตราการยอมรับจะเร่งตัวแบบก้าวกระโดด
เป้าภาพใหญ่คือ ภายใน 5 ปีข้างหน้า มอไซค์ไฟฟ้าจะไม่ใช่ของแปลกตาอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น ภาพคุ้นตาบนถนนในไทย ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด
เมื่อ NIU เลือกไทยเป็นทั้งศูนย์วิจัย ฐานผลิต และศูนย์กลางส่งออกอาเซียน เกมของมอไซค์ไฟฟ้าในภูมิภาคนี้กำลังจะเปลี่ยนไปแบบยกแผง ใครสนใจโลก EV สองล้อ นี่คือช่วงเวลาที่น่าจับตาที่สุดช่วงหนึ่งของทศวรรษนี้เลยทีเดียว

