รับแอปรับแอป

มือใหม่วิ่งห้ามพลาด: รองเท้าคาร์บอนอาจพาเจ็บตัวมากกว่าทำเวลา

ธนพล กิตติศักดิ์01-31

รองเท้าคาร์บอน ไม่ใช่ทุกคนต้องมี

รองเท้าคาร์บอนถูกยกให้เป็นเหมือน อาวุธลับของนักวิ่งระดับอีลิต ช่วยทำลายสถิติ เพิ่มสปีด และพุ่งตัวได้แรงขึ้น แต่สำหรับ นักวิ่งมือใหม่หรือสายวิ่งเพื่อสุขภาพ รองเท้าประเภทนี้อาจกลายเป็นต้นเหตุของปัญหามากกว่าคำว่าคุ้มค่า

ตั้งแต่อาการบาดเจ็บ ค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจำเป็น ไปจนถึงรอยเท้าคาร์บอนที่ฝากไว้กับสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นเรื่องที่ควรคิดให้ดี ก่อนจะควักเงินซื้อรองเท้าคู่ไฮเทคมาใส่วิ่ง

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รองเท้าแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ (carbon-plated trainers) กลายเป็นกระแสแรง แบรนด์ดังอย่าง Nike, Adidas ต่างเปิดตัวรุ่นที่ฝังแผ่นคาร์บอนเพื่อสร้างแรงดีดเหมือนสปริง ช่วยให้วิ่งได้เร็วและเบาขึ้น

ฟังดูเหมือนของมันต้องมีสำหรับคนรักการวิ่ง แต่ถ้าดูให้ลึกกว่าแค่คำโฆษณา ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยเตือนว่า ควรคิดให้รอบคอบก่อนซื้อ โดยเฉพาะถ้าคุณยังไม่ใช่นักวิ่งสายแข่งจริงจัง

แผ่นคาร์บอนเปลี่ยนกลไกการวิ่งของเรา

รองเท้าคาร์บอนถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่การฝังแผ่นคาร์บอนเข้าไปในพื้นรองเท้า ก็เหมือนการเข้าไปยุ่งกับ กลไกการเคลื่อนไหวของร่างกาย (biomechanics) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แผ่นคาร์บอนช่วยส่งแรง ทำให้ใช้แรงน้อยลงในบางมุม แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับ เพิ่มภาระให้กับกล้ามเนื้อและข้อต่อบางส่วน โดยเฉพาะส่วนขาและเข่า

  • แรงกดที่เข่าเพิ่มขึ้น
    งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน The Journal of Sports Sciences ปี 2021 พบว่า การใส่รองเท้าคาร์บอนทำให้แรงกดบริเวณหัวเข่าเพิ่มขึ้น มีความเสี่ยงต่ออาการเจ็บเข่า เช่น runner’s knee หรือ IT band syndrome

  • อาการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำ
    ฟีลลิ่งของรองเท้าที่แข็งแต่ดีดแรง ทำให้บางคนลงเท้าหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อที่ต้องรับแรงกระแทกและคุมจังหวะจึงทำงานหนักเกิน เช่น

    • เอ็นร้อยหวายอักเสบ (Achilles tendinopathy)

    • เจ็บหน้าแข้ง (shin splints)

    • น่องตึงหรือเสี่ยงฉีกจากการรับแรงซ้ำ ๆ

ยิ่งฟอร์มวิ่งยังไม่ดี กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงพอ รองเท้าคาร์บอนยิ่งเพิ่มโอกาสบาดเจ็บมากกว่าช่วยเซฟ

ทำไมไม่ควรใส่วิ่งทุกวัน

รองเท้าคาร์บอนถูกออกแบบมาชัดเจนเพื่อ วันแข่ง (race day) ไม่ใช่รองเท้าไว้ใส่ซ้อมทุกวัน หรือใส่วิ่งชิล ๆ รอบสวน

โครงสร้างที่แข็งและแรงดีดที่สูง ทำให้ถ้าใช้ผิดจังหวะ ผิดประเภท หรือผิดความถี่ จะกลายเป็นการสะสมความเมื่อยล้าแบบไม่รู้ตัว

  • รองรับแรงกระแทกได้น้อยกว่าที่คิด
    พื้นรองเท้าที่แข็งถูกสร้างมาเพื่อคืนแรง ไม่ได้เน้นซับแรง ทำให้บางคนรู้สึกไม่สบายเท้า โดยเฉพาะเวลาวิ่งบนพื้นถนนที่แข็งมาก ๆ เสี่ยงเจ็บข้อเท้า เข่า สะโพก และกล้ามเนื้อในระยะยาว

  • ไม่ยืดหยุ่นพอสำหรับการซ้อมหลากหลายแบบ
    การวิ่งเทรล เทมโป หรือการซ้อมที่ต้องการการยึดเกาะและความยืดหยุ่น รองเท้าคาร์บอนไม่ได้ตอบโจทย์มากนัก เพราะจุดเด่นของมันคือการพุ่งตรงไปข้างหน้า ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับมือสภาพพื้นผิวหรือรูปแบบการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย

ใส่ผิดงาน ก็เหมือนเอายางรถแข่งมาขับในซอยบ้าน มันไม่เข้ากันตั้งแต่แรก

เมื่อรองเท้ากลายเป็นเทคโนโลยีที่เราพึ่งพามากเกินไป

สำหรับนักวิ่งระดับอีลิต รองเท้าคาร์บอนคือส่วนเล็ก ๆ ในภาพใหญ่ที่เต็มไปด้วยการซ้อมอย่างเข้มข้นและการดูแลตัวเองอย่างจริงจัง

แต่สำหรับนักวิ่งทั่วไป รองเท้าคาร์บอนอาจกลายเป็นกับดักแบบไม่รู้ตัว

  • ฟอร์มการวิ่งถอยหลังแทนที่จะดีขึ้น
    เพราะรองเท้าช่วยส่งแรงให้วิ่งเร็วขึ้น หลายคนเลยไม่ได้โฟกัสกับการฝึกท่าวิ่งที่ถูกต้อง การลงเท้า การใช้กล้ามเนื้อแกนกลาง หรือการวอร์มอัป–คูลดาวน์ให้เหมาะสม สุดท้ายแล้วสิ่งที่ควรเป็นพื้นฐานกลับถูกละเลย

  • กลายเป็นเครื่องรางทางใจ
    นักวิ่งบางคนอาจรู้สึกว่า ถ้าไม่มีรองเท้าคาร์บอนก็ทำเวลาดี ๆ ไม่ได้ ทั้งที่จริงแล้ว การซ้อมสม่ำเสมอ การค่อย ๆ เพิ่มระยะ และการเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สามารถพัฒนาเวลาได้ใกล้เคียงกัน โดยไม่ต้องพึ่งรองเท้าราคาแรง

เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นทางลัดในหัวเรา เราอาจลืมไปว่า ร่างกายคือเครื่องมือที่สำคัญที่สุด

ราคาหนัก แต่ผลลัพธ์อาจไม่ได้ต่างเท่าที่คิด

รองเท้าคาร์บอนอย่าง Nike Alphafly 3 มีราคาประมาณ 200–285 ปอนด์ (ราว 9,000–13,000 บาท) ซึ่งถือว่าอยู่ในโซนราคาสูงมากสำหรับรองเท้าวิ่งหนึ่งคู่

คำถามคือ สำหรับนักวิ่งทั่วไป มันคุ้มแค่ไหน?

  • ไม่ค่อยคุ้มสำหรับสายวิ่งเพื่อสุขภาพ
    ความเร็วที่เพิ่มขึ้นมักเห็นผลชัดในนักวิ่งที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้ว มีฟอร์มวิ่งกลมกล่อม และใช้รองเท้าให้ถูกจังหวะ ในขณะที่นักวิ่งที่วิ่งเอาสุขภาพเป็นหลัก อาจแทบไม่รู้สึกถึงความต่างที่ชัดเจนเท่าไร

  • อายุการใช้งานสั้นกว่าที่คิด
    รองเท้าคาร์บอนมักสึกเร็วกว่ารองเท้าวิ่งทั่วไป หลายคนที่ใช้รุ่นอย่าง Nike Alphafly 2 ยังเจอปัญหาเรื่องรองเท้าทำให้เกิดแผลพุพอง โดยเฉพาะคนที่เท้าไม่ได้เรียวยาวมากนัก

สุดท้ายแล้ว คุณอาจต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อรองเท้าที่อยู่กับคุณได้ไม่าน และยังต้องระวังเรื่องความเข้ากันของรูปเท้าด้วย

ด้านมืดที่มองไม่ค่อยเห็น: ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากเรื่องบาดเจ็บและราคาแล้ว รองเท้าคาร์บอนยังมาพร้อมกับคำถามเรื่อง ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

  • วัสดุไฟเบอร์ย่อยสลายยาก
    แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์เป็นวัสดุที่รีไซเคิลได้ยาก และขั้นตอนการผลิตมีคาร์บอนฟุตพรินต์สูงกว่ารองเท้าวิ่งทั่วไป

  • ต้นทุนด้านพลังงานและของเสียสูง
    การผลิตต้องใช้พลังงานมาก กระบวนการต่าง ๆ สร้างของเสียจำนวนไม่น้อย เมื่อรองเท้ามีอายุการใช้งานสั้น เท่ากับเรากำลังเพิ่มภาระให้โลกเร็วขึ้นไปอีก

สำหรับคนที่วิ่งเพื่อสุขภาพ หลายคนไม่ได้คิดถึงแค่สุขภาพตัวเอง แต่ยังอยากใส่ใจสุขภาพของโลกด้วย รองเท้าคาร์บอนจึงไม่ใช่คำตอบที่สวยหรูเสมอไป

รองเท้าคาร์บอนไม่ใช่ผู้ร้าย ถ้าใช้ให้ถูกคน ถูกเวลา

แม้จะมีข้อถกเถียงมากมาย แต่รองเท้าคาร์บอนไม่ใช่ ผู้ร้ายของวงการวิ่ง เสียทีเดียว

สำหรับนักวิ่งอีลิต หรือคนที่ซ้อมมานาน มีเป้าหมายแข่งขันชัดเจน และฟอร์มวิ่งแข็งแรงอยู่แล้ว รองเท้าคาร์บอนสามารถช่วย เพิ่มความได้เปรียบเล็กน้อยในวันแข่ง และเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อผลักดันขีดจำกัดของมนุษย์

แต่สำหรับ นักวิ่งมือใหม่ หรือคนที่วิ่งเพื่อสุขภาพเป็นหลัก การมองหารองเท้าที่

  • ซับแรงกระแทกดี

  • ใส่สบาย

  • เหมาะกับรูปเท้าและสรีระ

น่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่าในระยะยาว

การวิ่งให้สนุก ไม่เจ็บ และต่อเนื่องต่างหากคือหัวใจสำคัญของการพัฒนา ไม่ใช่รองเท้าคู่แพงที่ใส่แล้วต้องลุ้นว่าจะเจ็บหรือไม่เจ็บ

เลือกรองเท้าให้เหมาะกับตัวเรา ไม่ใช่กระแส

ท้ายที่สุดแล้ว รองเท้าคาร์บอนก็เป็นเพียง เครื่องมือชิ้นหนึ่งในโลกของการวิ่ง

มันอยู่ที่ว่าเรารู้จักร่างกายตัวเองดีแค่ไหน เข้าใจเป้าหมายของตัวเองมากเพียงใด และเลือกใช้ให้สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการจริง ๆ

  • ถ้าเน้นทำเวลา แข่งจริงจัง ฟอร์มดี และซ้อมหนักอยู่แล้ว รองเท้าคาร์บอนอาจเป็นตัวช่วยเสริมในวันสำคัญ

  • ถ้าอยากวิ่งให้สุขภาพดี สนุก ไม่เจ็บ และวิ่งได้นานหลายปี รองเท้าที่ซัพพอร์ตดี นุ่มพอดี และเข้ากับเท้าเรา อาจเป็นคำตอบที่ใช่กว่า

อย่าให้รองเท้าตัดสินว่าเราวิ่งเก่งแค่ไหน แต่ให้การซ้อมและความสม่ำเสมอเป็นคนตอบแทน