กินให้อร่อย และรักษ์โลกไปพร้อมกัน
SX FOOD FESTIVAL 2025 คือโซนอาหารถนัดของคนรักสุขภาพและรักโลกที่ถูกรวบรวมไว้ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ภายใต้แนวคิด “กินเพื่อรักษ์โลก”
พื้นที่งานถูกออกแบบในธีม World Food Collaborations เป็นวงกลม 3 ชั้นซ้อนกัน สื่อถึงการบูรณาการและการร่วมมือของทุกภาคส่วนให้สอดคล้องกับแนวคิดหลัก “Adaptation & Collaboration” เพื่อปรับตัว และเดินหน้าร่วมกันท่ามกลางวิกฤตโลกรวน
ตลอด 10 วันของงาน พื้นที่โซนอาหารรองรับผู้คนส่วนใหญ่ของงาน มาพร้อมเมนูที่ให้ทั้งความอิ่ม อร่อย สุขภาพดี และยังช่วยโลกได้ในมื้อเดียว
ทัวร์รอบโลกผ่านจานอาหารเดียว
โซน SX FOOD FESTIVAL 2025 พาคุณเดินทางรอบโลกผ่านอาหารจากหลายสัญชาติ ทั้งไทย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป
มีร้านอาหารเข้าร่วมกว่า 173 ร้าน
รวมทั้งร้านยอดนิยมในหมู่คนไทย
ทุกเมนูถูกออกแบบให้ทั้งอร่อยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
บรรยากาศภายในงานถูกจำลองให้เหมือนแลนด์มาร์กดังจากทั่วโลก เหมาะแก่การเดินกิน ชิม ถ่ายรูป และเก็บคอนเทนต์แบบจัดเต็ม
เชฟระดับท็อป สตรีทฟู้ดตัวท็อป มารวมตัวกันที่นี่
SX FOOD FESTIVAL 2025 รวบรวมร้านอร่อยชื่อดังและเชฟระดับประเทศจากหลายเวทีการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น MasterChef, TOP CHEF, IRON CHEF และ Hell’s Kitchen Thailand
ยังมีสตรีทฟู้ดจาก The Spoon ช้อนทองคำ และร้าน SME เจ้าดังที่ได้รับโอกาสมาออกบูธโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ช่วยต่อยอดธุรกิจและผลักดันอาหารไทยในบริบทความยั่งยืน
ภายในบรรยากาศสุดชิล ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลองเมนูพิเศษแบบเสิร์ฟสดๆ พร้อมเรียนรู้มุมมองใหม่ของการกินที่ไม่ใช่แค่ “อร่อย” แต่ยังมีความหมายต่ออนาคตโลก
กินอร่อย + เรียนรู้ความยั่งยืนในทุกดีเทล
สิ่งที่ทำให้โซนนี้แตกต่างคือ การซ่อนเรื่อง ความยั่งยืน ไว้ในแทบทุกองค์ประกอบของงาน
ภาชนะทั้งหมดภายในงานเป็นวัสดุที่ ย่อยสลายได้
มีจุดคัดแยกขยะกว่า 10 จุด ทั่วพื้นที่ พร้อมเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำการคัดแยกอย่างถูกวิธี
มีระบบจัดการ ขยะอาหาร (Food Waste) อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ยังมีการชดเชยปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยจากการจัดงานให้เข้าเป้าความเป็น Carbon Neutral แม้งานจะคาดว่ามีการปล่อยคาร์บอนรวมมากกว่าหมื่นตัน CO2e จากผู้เข้าร่วมงานราว 900,000 คนทั้งออนไลน์และออนไซต์ตลอด 10 วัน แต่ทุกอย่างถูกบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อโลกให้มากที่สุด
ไฮไลท์ใหญ่: 10 นิทรรศการ “Food Security” แห่งอนาคต
นอกจากโซนของกินและเชฟชื่อดัง อีกหนึ่งไฮไลท์ของ SX FOOD FESTIVAL 2025 คือโซนนิทรรศการ 10 นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ที่เชื่อมเรื่อง สุขภาพดี เข้ากับ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และ ความยั่งยืนของโลก
แต่ละนิทรรศการพาเราเปิดมุมมองว่า อาหารที่เรากินในวันนี้ สามารถช่วยให้เราอายุยืน สุขภาพดี และยังช่วยโลกได้อย่างไร
ต่อไปนี้คือ 10 นวัตกรรมที่น่าจับตา
1. Prebiotics & Probiotics: ปั้นลำไส้แข็งแรงจากข้างใน
พรีไบโอติกส์ คือเส้นใยอาหารหรือสารที่ร่างกายย่อยไม่ได้ แต่ทำหน้าที่เป็น “อาหาร” ให้จุลินทรีย์ดีในลำไส้ ช่วยให้มันเติบโตและทำงานได้เต็มที่
พบได้ในอาหารอย่าง
กีวีสีทอง
แครอทม่วง
กล้วย
กระเทียม
ข้าวโอ๊ต
โพรไบโอติกส์ คือจุลินทรีย์มีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ เมื่อกินในปริมาณเหมาะสมจะช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น เสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น
พบได้ใน
ผักดอง
กิมจิ
โยเกิร์ต
ชาหมักคอมบูชะ
เมื่อ พรีไบโอติกส์ + โพรไบโอติกส์ ทำงานร่วมกัน เราเรียกว่า SYNBIOTICS ซึ่งเป็นคู่หูที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารแข็งแรง ดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น ลดอาการท้องผูก เสริมภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงโรคที่เกี่ยวกับลำไส้และระบบเผาผลาญ
สรุปง่ายๆ: ถ้าอยากลำไส้แฮปปี้ ภูมิคุ้มกันดี เริ่มได้จากการเลี้ยงจุลินทรีย์ดีในท้องให้ถูกวิธี
2. Precision Agriculture: เมื่อ AI ลงไปอยู่ในฟาร์ม
เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) คือการทำเกษตรยุคใหม่ที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วย “คิดและวางแผน” แทนการเดาแบบเดิมๆ
หัวใจสำคัญคือการใช้
เซ็นเซอร์และระบบ IoT ตรวจวัดสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นในดิน อุณหภูมิ และระดับสารอาหาร
ระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อแนะนำว่า ควรให้น้ำเท่าไหร่ ใส่ปุ๋ยเมื่อไร หรือควรจัดการศัตรูพืชอย่างไร
โดรนติดตามภาพถ่ายทางอากาศ พ่นน้ำ ปุ๋ย หรือสารที่จำเป็นแบบเฉพาะจุด
ผลลัพธ์คือ
ใช้ทรัพยากรน้อยลง
ลดต้นทุนการผลิต
ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิตอย่างยั่งยืน
นี่คือการทำเกษตรที่ “ฉลาดกว่า” ไม่ใช่แค่ “หนักกว่า”
3. Air Protein: โปรตีนจากอากาศ ฟังดูเหมือนนิยายไซไฟแต่ทำได้จริง
Air Protein คือโปรตีนทางเลือกยุคใหม่ที่เกิดจากเทคโนโลยี Precision Fermentation
กระบวนการผลิตไม่ต้องใช้ดิน ไม่ต้องเลี้ยงปศุสัตว์ และไม่ต้องใช้น้ำมหาศาล แต่ใช้เพียง
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากอากาศ
น้ำ
พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์
จุลินทรีย์พิเศษจะเปลี่ยน CO2 และน้ำให้กลายเป็น ผงโปรตีนบริสุทธิ์ ที่มีกรดอะมิโนครบเหมือนโปรตีนทั่วไปจากพืชหรือสัตว์ และสามารถนำไปแปรรูปได้หลากหลาย เช่น
ขนมปัง
พาสต้า
เครื่องดื่ม
เนื้อทางเลือก
จุดเด่นของโปรตีนจากอากาศคือ
ใช้พื้นที่น้อยมาก แต่ผลิตโปรตีนได้มากกว่าการเลี้ยงปศุสัตว์หลายเท่า
ช่วยดูดซับ CO2 จากบรรยากาศ
ลดปัญหาโลกร้อน
สร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน และไม่ต้องแย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหารกับการเลี้ยงสัตว์
4. Sustainable Aquaculture: ซีฟู้ดที่อร่อยโดยไม่ทำร้ายทะเล
เมื่อความต้องการอาหารทะเลเพิ่มขึ้น แต่ทรัพยากรในทะเลกลับลดลง เกิดปัญหาประมงเกินขนาดและระบบนิเวศเสียสมดุล การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนจึงกลายเป็นคำตอบสำคัญ
แนวคิดหลักคือการทำฟาร์มสัตว์น้ำแบบระบบปิด หรือเพาะเลี้ยงร่วมหลายชนิดเพื่อเลียนแบบธรรมชาติ
ตัวอย่างแนวทางสำคัญ ได้แก่
ใช้ระบบหมุนเวียนน้ำ บำบัดและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ลดการปล่อยน้ำเสีย
เลี้ยงสัตว์น้ำหลากชนิดร่วมกัน เช่น ปลา กุ้ง สาหร่าย หอย ทำให้ของเสียจากชนิดหนึ่งกลายเป็นอาหารของอีกชนิดหนึ่ง เกิดระบบนิเวศเล็กๆ ที่สมดุล
ใช้เทคโนโลยี IoT ตรวจคุณภาพน้ำ อุณหภูมิ และออกซิเจนในบ่อ ร่วมกับ AI เพื่อให้การให้อาหารแม่นยำ ลดการสูญเสีย
เปลี่ยนมาใช้อาหารสัตว์น้ำจากโปรตีนพืช แมลง หรือสาหร่าย ลดการจับปลาป่ามาทำอาหารสัตว์
ผลลัพธ์คือ
ได้อาหารทะเลที่ปลอดภัย คุณภาพสูง
ลดแรงกดดันจากการจับปลาในธรรมชาติ
รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
ช่วยดูแลสมดุลของมหาสมุทรและแหล่งน้ำ
5. Edible Cutlery & Tableware: ช้อนส้อมกินได้ จานไม่ต้องทิ้ง
นี่คือนวัตกรรมที่ออกแบบมาแทนการใช้ช้อนส้อม จาน แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-use)
อุปกรณ์เหล่านี้ทำจากวัตถุดิบที่ กินได้จริง และ ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จึงช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกไปได้มาก
จุดเด่นคือ
เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร หรือวัตถุดิบเหลือใช้
สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
เปิดโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจอาหารและสิ่งแวดล้อม
แค่กินจบแล้วไม่ต้องทิ้ง ก็ช่วยลดขยะโลกไปอีกขั้น
6. Waste-to-Energy (WTE): เปลี่ยนขยะอาหารให้กลายเป็นพลังงาน
เศษอาหารจากตลาด ร้านอาหาร หรือโรงแรม ไม่จำเป็นต้องจบชีวิตที่ถังขยะเสมอไป เทคโนโลยี WASTE-TO-ENERGY (WTE) ทำให้เรานำขยะอินทรีย์เหล่านี้เข้าสู่กระบวนการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน
จุลินทรีย์จะเปลี่ยนเศษอาหารให้กลายเป็น ก๊าซชีวภาพ (Biogas) ที่อุดมไปด้วยมีเทน ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้หลายรูปแบบ เช่น
ผลิตกระแสไฟฟ้า
ใช้เป็นก๊าซหุงต้ม
ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถบัสหรือรถขนส่ง
กากที่เหลือจากการย่อยสลายยังสามารถแปรรูปเป็น ปุ๋ยชีวภาพ กลับคืนสู่ไร่นา ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี และทำให้ระบบอาหารเป็นวงจรหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์
ผลดีของ WTE คือ
ลดปริมาณขยะฝังกลบ
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเน่าเสียของอาหาร
สร้างพลังงานใหม่และมูลค่าเพิ่มจากของที่เคยเป็น “ภาระ” ของสังคม
นี่คือการพลิกปัญหาขยะอาหาร ให้กลายเป็นโอกาสด้านพลังงานและเศรษฐกิจ
7. Upcycled Food Products: ให้ของเหลือกลับมามีค่าอีกครั้ง
อาหารที่ดูเหมือน “ตกมาตรฐาน” หรือ “เหลือทิ้ง” ไม่จำเป็นต้องลงถังเสมอไป แนวคิด Upcycled Food คือการแปรรูปอาหารเหลือใช้ หรือวัตถุดิบที่ไม่ได้มาตรฐานการค้า ให้กลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่า ทั้งในด้านโภชนาการและเศรษฐกิจ
หัวใจของการอัพไซเคิลคือ
การใช้ความคิดสร้างสรรค์
ผสานเทคโนโลยีการแปรรูป
ควบคุมความปลอดภัยด้านอาหารอย่างเข้มงวด
ผลิตภัณฑ์ที่ได้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเน่าเสียของอาหารที่เคยถูกทิ้งไปเฉยๆ
8. Drought Resistance & Climate Resilience Crop: พืชที่สู้กับภูมิอากาศสุดขั้ว
เมื่อโลกกำลังเผชิญภาวะแห้งแล้ง อุณหภูมิสูง และฝนตกไม่ตามฤดูกาล พืชที่ทนต่อสภาพอากาศสุดขั้วจึงกลายเป็น “ฮีโร่” ของระบบอาหาร
พืชทนแล้งและทนสภาพอากาศเหล่านี้ถูกคัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์ หรือพัฒนาให้เติบโตได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรนัก แต่ยังให้ผลผลิตได้ดี
ความสำคัญของพืชกลุ่มนี้คือ
ช่วยลดความเสี่ยงของเกษตรกรจากการสูญเสียผลผลิต
ทำให้มีรายได้ต่อเนื่องแม้สภาพอากาศจะแปรปรวน
ใช้พื้นที่เกษตรที่มีทรัพยากรน้ำจำกัดได้อย่างคุ้มค่า
สนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนของโลก โดยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำและช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
สรุปคือ ถ้าอยากให้โลกยังมีอาหารพอในยุคภูมิอากาศสุดโต่ง พืชทนแล้งนี่แหละคือหนึ่งในคำตอบสำคัญ
9. Vertical & Indoor Farming: ฟาร์มแนวตั้งที่ย้ายมาอยู่กลางเมือง
เกษตรแนวตั้งและเกษตรในร่ม คือการปลูกพืชแบบซ้อนชั้นในอาคาร หรือโครงสร้างที่ควบคุมสภาพแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีอย่าง
ระบบไฮโดรโปนิกส์
ระบบแอโรโปนิกส์
แสงประดิษฐ์ (LED)
ระบบน้ำหมุนเวียน
เพื่อให้พืชเติบโตได้ตลอดปีในพื้นที่จำกัด
ข้อดีชัดๆ คือ
ประหยัดพื้นที่ แต่เพิ่มผลผลิตได้หลายเท่าในพื้นที่เท่าเดิมหรือน้อยกว่า
ใช้น้ำน้อยลงถึง 90–95% เมื่อเทียบกับเกษตรแบบดั้งเดิม
ลดการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง เพราะเป็นระบบปิด
มีผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอฤดูกาล
สามารถปลูกใกล้เมือง ลดระยะทางขนส่งและการปล่อยคาร์บอนจากโลจิสติกส์
นี่คือโมเดลฟาร์มสำหรับโลกอนาคต ที่ทำให้ “ฟู้ดไมล์” สั้นลง แต่ “ความสด” ยังคงเต็มร้อย
10. Super Foods: กินเป็น ยืนหนึ่งเรื่องสุขภาพ
ซูเปอร์ฟู้ดส์ คือกลุ่มอาหารที่อัดแน่นด้วยสารอาหารสำคัญ มีวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ และกรดไขมันจำเป็นมากกว่าอาหารทั่วไปในปริมาณใกล้เคียงกัน
แนวคิดคือ “อาหารคือยา” ถ้าเราเลือกกินอาหารที่มีคุณภาพดีเป็นประจำ ร่างกายจะมีภูมิต้านทานที่ดี และลดโอกาสเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด
ตัวอย่างซูเปอร์ฟู้ดส์ที่น่าสนใจ เช่น
บลูเบอร์รี่: อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ ลดการเสื่อมของสมองและระบบประสาท
อะโวคาโด: เต็มไปด้วยไขมันดี ช่วยลดคอเลสเตอรอล และบำรุงหัวใจ
เมล็ดเจีย: มีโอเมก้า 3 และใยอาหารสูง ช่วยระบบขับถ่าย และลดการอักเสบในร่างกาย
ควินัว: ธัญพืชที่มีโปรตีนครบทั้ง 9 ชนิด ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและภูมิคุ้มกัน
โกจิเบอร์รี่: มีวิตามินซีสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและบำรุงสายตา
ซูเปอร์ฟู้ดส์ไม่ใช่อาหารวิเศษที่กินแล้วหายป่วยทันที แต่ถ้ากินอย่างสม่ำเสมอ จะทำหน้าที่เหมือน “เกราะป้องกันโรค” ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดัน และโรคหัวใจ
SX FOOD FESTIVAL 2025: อีเวนท์เดียวครบ ทั้งอร่อย สุขภาพดี และรักษ์โลก
โซน SX FOOD FESTIVAL 2025 คือพื้นที่ที่รวมทั้งการเรียนรู้เรื่อง ความยั่งยืนของระบบอาหาร และการชิมเมนูอร่อยในงานเดียว
ผู้เข้าร่วมจะได้
ชิมเมนูจากเชฟมืออาชีพและร้านดัง
อัพเดทเทรนด์อาหารสุขภาพและนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต
เห็นภาพจริงของระบบจัดการขยะและคาร์บอนในอีเวนท์ใหญ่
ทำความเข้าใจว่า “การกินของเรา” เชื่อมโยงกับ “อนาคตของโลก” อย่างไร
สุดท้าย การกินเพื่อสุขภาพในยุคนี้ ไม่ได้แค่ดีต่อเรา แต่ต้องดีต่อโลกไปพร้อมกัน
เลือกเมนูดี มีสติเรื่องขยะ รู้ทันเทรนด์นวัตกรรมอาหาร และสนับสนุนระบบอาหารที่ยั่งยืน นั่นแหละคือพลังเล็กๆ จากจานอาหารของเรา ที่ช่วยกอบกู้โลกใบนี้ได้จริงๆ

