รับแอปรับแอป

แกร็บดัน EV ครั้งใหญ่! จับมือ GAC ปล่อย 2 หมื่นคัน เปลี่ยนหน้าการเดินทางอาเซียน

สุพจน์ วัฒนชัย01-30

แกร็บ x GAC ดีลใหญ่เขย่าวงการ EV อาเซียน

แกร็บ ซูเปอร์แอปเบอร์หนึ่งแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จับมือ GAC ผู้นำยานยนต์อัจฉริยะระดับโลก เตรียมนำรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 20,000 คัน เข้าสู่ระบบในภูมิภาค

เป้าหมายไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนรถ EV แต่คือการทำให้ตัวเลือกยานยนต์ไฟฟ้าในแพลตฟอร์มหลากหลายขึ้น ตอบโจทย์ทั้งผู้โดยสาร และคนขับที่อยากอัปเกรดประสบการณ์การใช้งานรถไฟฟ้าให้สะดวกสบายกว่าเดิม

ครอบคลุมทั้งภูมิภาค รถ EV พร้อมลงถนนหลายประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้จะเริ่มปล่อยรถยนต์ไฟฟ้าจาก GAC ให้กับพาร์ตเนอร์คนขับแกร็บในหลายประเทศสำคัญ ได้แก่

  • สิงคโปร์

  • มาเลเซีย

  • อินโดนีเซีย

  • ฟิลิปปินส์

  • เวียดนาม

  • ไทย

โดยจะเน้นรุ่นที่ตอบโจทย์การให้บริการเรียกรถ ทั้งด้าน ความปลอดภัย ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ และความสะดวกสบายของห้องโดยสาร

ทำความรู้จัก 3 รุ่น AION ที่เตรียมบุกอาเซียน

แกร็บและ GAC เตรียมนำรถยนต์ไฟฟ้าตระกูล AION เข้าสู่ระบบหลัก ๆ 3 รุ่น โดยแต่ละรุ่นมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เพื่อให้เข้ากับรูปแบบการใช้งานของพาร์ตเนอร์คนขับในสถานการณ์จริง

  • AION Y
    รถไฟฟ้าดีไซน์โมเดิร์น เน้นพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง เป็นที่นิยมทั้งในกลุ่มแท็กซี่ไฟฟ้า และบริการรับส่งผู้โดยสารจากสนามบิน เหมาะกับการเดินทางที่ต้องการพื้นที่สัมภาระและการนั่งที่สบายเป็นพิเศษ

  • AION V
    SUV ไฟฟ้าที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP โดดเด่นทั้ง

    • ระบบความปลอดภัย

    • ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จต่อหนึ่งรอบ

    • พื้นที่ห้องโดยสารที่รองรับผู้โดยสารหลายรูปแบบ

  • AION ES
    รถไฟฟ้าที่ออกแบบภายในตามหลักสรีรศาสตร์ เน้นความสบายของคนขับและผู้โดยสาร มีระยะทางวิ่งต่อการชาร์จที่มีประสิทธิภาพ ได้รับความนิยมในกลุ่มแท็กซี่ไฟฟ้าเช่นกัน เพราะตอบโจทย์การวิ่งงานทั้งวันได้ดี

ดีไซน์เพื่อการ “เรียกรถ” โดยเฉพาะ

จุดแข็งของรถ GAC ที่เตรียมเข้ามาในระบบแกร็บ ไม่ได้มีดีแค่เป็น “รถไฟฟ้า” แต่ยังถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการเป็นรถบริการโดยตรง

ฟีเจอร์ที่คิดมาสำหรับงานเรียกรถโดยเฉพาะ เช่น

  • ประตูที่เปิดได้กว้างถึง 90 องศา ช่วยให้ผู้โดยสารขึ้น-ลงได้สะดวก ทั้งผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้โดยสารที่มีสัมภาระเยอะ

  • พื้นที่เบาะหลังกว้าง รองรับการนั่งระยะทางไกลได้สบาย ไม่อึดอัด

  • การเชื่อมต่อแอปสำหรับคนขับแกร็บเข้ากับ Intelligent Cockpit System ของ GAC โดยตรง

เมื่อระบบในรถเชื่อมกับแอปคนขับ หน้าจอขนาดใหญ่ของ AION จะสามารถแสดงข้อมูลสำคัญได้ทันที เช่น

  • ระบบนำทาง

  • แผนที่แสดงโซนที่มีความต้องการเรียกรถสูง (Heat Map)

  • การแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง

สิ่งเหล่านี้ช่วยลดความยุ่งยากในการสลับมองระหว่างมือถือกับหน้าจอรถ ทำให้พาร์ตเนอร์คนขับสามารถโฟกัสกับการขับและบริการผู้โดยสารได้ดีขึ้น ทั้งปลอดภัยกว่าและสะดวกขึ้นในคราวเดียว

วิสัยทัศน์แกร็บ: จากนวัตกรรมคนขับ สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

ผู้บริหารฝั่งผลิตภัณฑ์ของแกร็บสะท้อนแนวคิดชัดเจนว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา แพลตฟอร์มไม่ได้มอง EV แค่ในมุมของเทรนด์ แต่ให้ความสำคัญกับการ เพิ่มศักยภาพให้พาร์ตเนอร์คนขับ ผ่านเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือกับ GAC จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเปิดโอกาสให้คนขับได้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย ตอบโจทย์การทำงานจริงในแต่ละวัน และในมุมสิ่งแวดล้อม แกร็บยังมองไปไกลกว่านั้น

เป้าหมายใหญ่คือการเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โดยใช้การผลักดันยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญ

เทรนด์ EV ในอาเซียนกำลังมาแรง

รายงาน Global EV Outlook 2025 ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เติบโตเกือบ 50% ในปี 2567

ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่า EV ไม่ได้เป็นแค่ของใหม่สำหรับคนกลุ่มเล็ก ๆ อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นทางเลือกหลักของผู้ใช้รถทั่วภูมิภาค และทิศทางนี้ก็สอดรับกับกลยุทธ์ของแกร็บที่ต้องการ:

  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเดินทางในชีวิตประจำวัน

  • เพิ่มสัดส่วนยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในแพลตฟอร์ม

  • เดินหน้าไปให้ถึงเป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583

แกร็บในบทบาท “สนามทดสอบ” ของยานยนต์ไฟฟ้า

แผนของแกร็บและ GAC ไม่ได้จบแค่การนำรถมาให้บริการเท่านั้น แต่ทั้งสองฝ่ายยังเตรียมเดินหน้าร่วมกันในระยะยาว เพื่อผลักดันการเดินทางสีเขียวให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ได้แก่

  • การศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า

  • การใช้แพลตฟอร์มแกร็บเป็นเหมือน สนามทดลอง ให้ผู้ผลิตยานยนต์ทดสอบเทคโนโลยีจริงบนถนน

  • การขยายโอกาสให้พาร์ตเนอร์คนขับเข้าถึงรถ EV ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะผ่านดีลทางการเงิน รูปแบบการเช่าซื้อ หรือโครงการสนับสนุนอื่น ๆ

  • การเสริมโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับเครือข่ายสถานีชาร์จ เพื่อให้การใช้รถไฟฟ้าในชีวิตจริงสะดวก ไม่สะดุดเรื่องการชาร์จ

  • การสร้างแรงจูงใจให้ผู้โดยสารหันมาเลือกใช้บริการรถ EV มากขึ้นในหลายเมืองทั่วภูมิภาค

เมื่อดีลใหญ่แบบนี้เริ่มเดินหน้าเต็มกำลัง ภูมิทัศน์การเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าจับตาอย่างยิ่ง ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การเรียกรถ EV จะกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ (New Normal) แค่ไหน