TH-AI Passport คืออะไร และภาพรวมการใช้งานที่ยังต่ำกว่าความคาดหวัง
TH-AI Passport คือแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับเรียนรู้และใช้งานปัญญาประดิษฐ์แบบรวมศูนย์ ที่รวบรวมเครื่องมือ AI หลักสูตร Learn to Earn และระบบใบรับรองทักษะไว้ในที่เดียว เพื่อให้ประชาชนใช้ AI ในการเรียน การทำงาน และพัฒนาทักษะใหม่โดยไม่ต้องมีพื้นฐานเทคโนโลยีมาก่อน และตั้งใจลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีของผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มนอกเมือง ล่าสุดมี TH-AI Passport ผู้ใช้ลงทะเบียนแล้วกว่า 1,524,053 คน และมีการสั่งงาน AI รวม 9,100,913 คำสั่ง สะท้อนว่าคนจำนวนมากเริ่มทดลองใช้และเรียนคอร์สต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่หากเทียบกับเป้าหมายเชิงนโยบายที่ต้องการให้แพลตฟอร์มนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการเข้าถึง AI ระดับมวลชน ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าติดเพดาน การเติบโตเป็นหลักล้านคนในเวลาไม่นานเป็นเรื่องดี แต่ยังไม่ใช่จุดที่สามารถบอกได้ว่า AI กลายเป็นเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่แล้ว ข้อมูลการใช้งานยังชี้ว่า ผู้ใช้จำนวนมากเรียนจบบทเรียนแล้ว 1,194,917 บทเรียน และออก Certificate ไปแล้ว 144,879 ฉบับ แปลว่าผู้ใช้ที่เข้ามาไม่ใช่เพียงทดลอง แต่มีส่วนหนึ่งตั้งใจเรียนจริง อย่างไรก็ตาม การมีผู้ใช้เชิงสร้างสรรค์อยู่ที่ 621,006 คน เมื่อเทียบกับยอดลงทะเบียนทั้งหมด ก็สะท้อนข้อเท็จจริงว่าแพลตฟอร์มยังไปไม่ถึงคนวงกว้างที่อาจต้องการใช้ AI ในงานประจำวันแต่ยังไม่กล้า หรือไม่พร้อมแบกรับต้นทุนดิจิทัลโดยเฉพาะค่าอินเทอร์เน็ตราคาถูกที่ยังไม่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มรายได้
เมื่อเน็ตหมดกลายเป็นตัวเบรก การเข้าถึง AI ไม่ได้ติดที่ความอยากเรียนรู้
หัวใจของปัญหา TH-AI Passport ผู้ใช้ไม่ถึงเป้ากลับไม่ได้อยู่ที่ความไม่สนใจเทคโนโลยี แต่ติดอยู่ที่ค่าเน็ตและโครงสร้างการใช้งานอินเทอร์เน็ตในชีวิตจริงของคนจำนวนมาก รัฐมนตรีดีอีลงพื้นที่พบทั้งนักเรียนและกลุ่มผู้ใช้ระบบเติมเงินที่บอกตรงกันว่าอยากใช้ AI แต่กลัวว่าเน็ตจะหมดเร็วจากการใช้งานที่กินแบนด์วิธสูง โดยเฉพาะเมื่อการสั่งงาน AI และดูคลิปบทเรียนจำนวนมาก ย่อมเพิ่มดาต้าอย่างรวดเร็ว คำอธิบายนี้ทำให้เห็นว่าปัญหาหลักไม่ใช่ความไม่รู้เรื่อง AI แต่เป็นการที่ต้นทุนอินเทอร์เน็ตยังไม่ถูกจัดให้เหมาะกับรูปแบบการเรียนรู้และใช้งาน AI ในแพลตฟอร์มนี้ แม้หลายคนมีแพ็กเน็ตรายเดือนหรือเน็ตบ้านอยู่แล้ว แต่เมื่อการใช้งาน AI เป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องและใช้ดาต้าเยอะ ความกังวลเรื่องเน็ตหมดจะทำให้คนเลือกไม่เข้าแอป หรือเข้าไปใช้แบบจำกัด ลักษณะนี้สร้างกำแพงที่มองไม่เห็นต่อการเข้าถึง AI อย่างแท้จริง เพราะคนต้องคอยชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้เน็ตกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การที่กระทรวงดีอีชี้ชัดว่า “ค่าเน็ต” เป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้การเข้าถึง AI ไม่เต็มที่จึงเป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าโครงการดิจิทัลระดับชาติจะไปต่อไม่ได้ หากไม่แก้เรื่องโครงสร้างค่าใช้บริการอินเทอร์เน็ตราคาถูกให้รองรับรูปแบบการใช้ AI แบบหนักดาต้า
แพ็กเน็ต AiPASS 29 บาทต่อเดือน: ทางออกเชิงโครงสร้างหรือแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เมื่อปัญหาเน็ตหมดถูกระบุชัดเจน AIS เข้ามาเป็นผู้ให้บริการรายแรกที่เสนอแพ็กเน็ต AiPASS เพื่อรองรับการใช้งานแอปพลิเคชัน AiPASS โดยเฉพาะ แพ็กเน็ตนี้เปิดให้ผู้ใช้ซิม AIS สมัครเพิ่มและใช้อินเทอร์เน็ตภายในแอป AiPASS ได้ไม่จำกัด ในราคา 29 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยไม่ถึง 1 บาทต่อวัน และรองรับได้สูงสุด 5 ล้านสิทธิ์เป็นเวลา 1 ปี รูปแบบคล้ายแพ็กเน็ตที่จำกัดการใช้งานเฉพาะบางแอป ช่วยให้คนเรียนรู้และใช้งาน AI โดยไม่ต้องกลัวดาต้าหลักจะหมดเร็วขึ้น ข้อดีเชิงนโยบายคือ การจับมือระหว่างรัฐและเอกชนทำให้ค่าใช้จ่ายเฉพาะกิจสำหรับการเข้าถึง AI ถูกจัดให้เป็นแพ็กเสริมที่ชัดเจน ใครอยากใช้ ก็จ่ายเพิ่มในระดับที่ไม่กดดันมาก เป็นโมเดลที่ถือว่าสอดคล้องกับแนวทางลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลผ่านระบบโทรคมนาคม ซึ่งเป็นประเด็นหลักของการหารือระหว่างกระทรวงดีอีกับ AIS อย่างไรก็ดี แพ็กเน็ตนี้ยังตอบโจทย์เฉพาะผู้ใช้ AIS เท่านั้น และเป็นสิทธิ์ที่มีเพดาน 5 ล้านคน หากมองในมุมการเข้าถึง AI จริงๆ แพ็กเน็ต AiPASS จึงเป็นก้าวแรกที่ดีแต่ยังไม่ใช่คำตอบครบชุด เพราะผู้ใช้จากค่ายอื่นหรือคนที่ไม่อาจจ่ายเพิ่มได้ทุกเดือน ยังถูกทิ้งไว้ข้างหลังตามโครงสร้างค่าเน็ตเดิม และนี่คือสิ่งที่ทำให้คำถามเรื่องความยั่งยืนของโมเดลนี้ยังเปิดอยู่
จุดเด่นของแพ็กเน็ต AiPASS
- ค่าใช้จ่ายรายเดือนต่ำเมื่อเทียบกับรูปแบบการใช้งาน AI ที่ใช้ดาต้าสูง
- จำกัดการใช้งานในแอป AiPASS ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเน็ตหลักหมดจากการเรียนรู้ AI
- รองรับได้สูงสุด 5 ล้านสิทธิ์ ช่วยขยายฐานผู้ใช้แพลตฟอร์มในระยะสั้น
ข้อจำกัดที่ต้องจับตา
- เปิดสิทธิ์เฉพาะผู้ใช้ซิม AIS ทำให้ผู้ใช้เครือข่ายอื่นยังเข้าไม่ถึงโซลูชันนี้
- เป็นมาตรการมีระยะเวลา 1 ปี จึงยังไม่ชัดว่าหลังจากนั้นโมเดลค่าเน็ตเพื่อการใช้ AI จะเดินต่ออย่างไร
- ไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องรายได้ต่ำและภาระค่าใช้จ่ายอื่นที่ทำให้บางคนยังไม่กล้าลงทุนด้านดิจิทัล

ความร่วมมือรัฐ–เอกชน: ลดช่องว่างดิจิทัลได้แค่ไหน และอะไรคือคำถามต่อจากนี้
ความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับ AIS ในโครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่แค่ข้อตกลงเชิงพาณิชย์ แต่เป็นสัญลักษณ์ว่าภาคเอกชนพร้อมเข้ามามีบทบาทในการผลักดันการใช้ AI ในวงกว้าง หรือ AI Adoption ของประเทศมากขึ้น รัฐมนตรีดีอียังระบุว่า สิ่งที่ต้องการคือให้คนเข้ามาใช้งานมากขึ้น และไม่อยากให้ความเข้าใจด้าน AI กระจุกอยู่เฉพาะกลุ่มที่มีกำลังจ่าย ซึ่งสะท้อนภาพเป้าหมายชัดว่าการเข้าถึง AI ถูกมองเป็นสิทธิด้านทักษะดิจิทัล ไม่ใช่แค่สินค้าเทคโนโลยี ในทางปฏิบัติ รัฐเริ่มคุยกับ NT ให้เตรียมนโยบายสนับสนุนในลักษณะใกล้เคียง และเปิดโต๊ะให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาเสนอแนวทางเอง เพราะภาครัฐไม่สามารถบังคับเอกชนให้รับภาระต้นทุนสูงได้ โมเดลนี้มีข้อดีคือเปิดพื้นที่ให้การแข่งขันของไอเดียและแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตราคาถูกในด้านการเข้าถึง AI แต่ก็มีข้อเสียที่ทำให้ความต่อเนื่องของมาตรการขึ้นอยู่กับแรงจูงใจเชิงธุรกิจของค่ายมือถือ เมื่อมองต่อไปข้างหน้า การขับเคลื่อน AI ยังไม่จบที่ TH-AI Passport รัฐมนตรีดีอีเองมองว่าแพลตฟอร์มนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมที่ครอบคลุมทั้งแผนยุทธศาสตร์ การศึกษา อุตสาหกรรม การลงทุน และกฎระเบียบ โดยต้องเดินไปพร้อมกัน รวมถึงการแยกการกำกับ Data Center และ AI Factory ออกจากกัน และเดินหน้าสร้าง Large Language Model ของประเทศควบคู่ หากไม่ผูกการเข้าถึง AI เข้ากับโครงสร้างต้นทุนดิจิทัลในระยะยาว TH-AI Passport จะเสี่ยงกลายเป็นเพียงโครงการตัวอย่างที่สวยงาม แต่ไม่สามารถเปลี่ยนการเข้าถึงเทคโนโลยีของคนส่วนใหญ่ได้จริง
สรุป: เน็ตหมดไม่ใช่เรื่องเล็ก เมื่ออนาคตดิจิทัลผูกกับการเข้าถึง AI
ตัวเลข TH-AI Passport ผู้ใช้กว่า 1.5 ล้านคน และคำสั่ง AI กว่า 9.1 ล้านคำสั่งบอกเราว่า คนจำนวนมากพร้อมทดลองและเรียนรู้ AI แต่การที่รัฐต้องออกมาพูดถึงปัญหา “ค่าเน็ต” อย่างตรงไปตรงมา และต้องให้เอกชนออกแพ็กเน็ตเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาเน็ตหมด แสดงว่าการเข้าถึง AI ยังถูกผูกติดกับต้นทุนดิจิทัลในแบบที่ทำให้คนรายได้น้อยลังเลที่จะใช้แพลตฟอร์มอย่างเต็มประสิทธิภาพ ในมุมมองของบทวิเคราะห์นี้ แพ็กเน็ต AiPASS 29 บาทต่อเดือนเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การเข้าถึง AI ใกล้เคียงความเป็นไปได้สำหรับคนจำนวนมาก แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย การลดช่องว่างดิจิทัลต้องไปไกลกว่าแพ็กเกจเฉพาะกิจ ต้องแตะทั้งโครงสร้างค่าเน็ต ระบบการศึกษาด้านดิจิทัล และการออกแบบแพลตฟอร์มให้ใช้ง่ายสำหรับผู้ใช้หน้าใหม่ หากรัฐและเอกชนสามารถใช้กรณี TH-AI Passport เป็นบทเรียนในการออกแบบนโยบายดิจิทัลครั้งต่อไป การถามคำถามให้ไกลกว่าตัวเลขยอดสมัครใช้งานจะสำคัญที่สุด ต้องกล้าถามว่าใครยังไม่สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มนี้ ทำไมเขายังเข้าไม่ถึง และพร้อมหรือไม่ที่จะเปลี่ยนกติกาเรื่องต้นทุนดิจิทัล เพื่อให้การเข้าถึง AI เป็นเรื่องปกติในชีวิตคนธรรมดา ไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนที่เน็ตไม่เคยหมด






