ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ไมเนอร์ ฟู้ด บอนชอน จากผู้เช่าแบรนด์สู่เจ้าของแฟรนไชส์เอเชีย

ไมเนอร์ ฟู้ด บอนชอน จากผู้เช่าแบรนด์สู่เจ้าของแฟรนไชส์เอเชีย
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดีล M&A ธุรกิจอาหารที่เปลี่ยนสถานะไมเนอร์ ฟู้ดตลอดไป

ดีลการเข้าซื้อกิจการ Bonchon International ของไมเนอร์ ฟู้ดร่วมกับ Serruya Private Equity คือการควบรวมและซื้อกิจการในธุรกิจอาหารที่เปลี่ยนสถานะจากผู้ถือสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์เป็นเจ้าของแบรนด์ไก่ทอดเกาหลีเต็มรูปแบบ และเปิดทางสู่การขยายตัวของแบรนด์อาหารผ่านระบบแฟรนไชส์ในระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบและยั่งยืน.

หัวใจของเรื่องนี้คือการที่ไมเนอร์ ฟู้ดจับมือกับ Serruya Private Equity ลงนามเข้าซื้อกิจการ Bonchon International จากผู้ถือหุ้นเดิม VIG Partners และครอบครัว Mr. Seo โดยคาดว่าธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนสิงหาคม การลงทุนดีลนี้มีมูลค่ารวมประมาณ 1,650 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าไมเนอร์ไม่มอง Bonchon แค่แบรนด์ไก่ทอดเกาหลี แต่คือสินทรัพย์ทางปัญญาและเครื่องจักรผลิตรายได้ระยะยาวในธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร[M&A ธุรกิจอาหาร]

คำกล่าวที่จับใจในดีลนี้คือ “ไมเนอร์ ฟู้ดลงทุนดีลนี้รวมมูลค่า 1,650 ล้านบาท เพื่อซื้อทรัพย์สินทางปัญญาแบรนด์ Bonchon และสิทธิแฟรนไชส์ทั่วโลกนอกทวีปอเมริกา” นี่คือการยืนยันว่าบริษัทกำลังก้าวเข้าสู่เกมใหม่ของการเป็นเจ้าของแบรนด์ ไม่ใช่แค่ผู้เช่าชื่อคนอื่นมาขายหน้าร้านอีกต่อไป.

ไมเนอร์ ฟู้ด บอนชอน จากผู้เช่าแบรนด์สู่เจ้าของแฟรนไชส์เอเชีย

จากมาสเตอร์แฟรนไชส์สู่เจ้าของแบรนด์: พลิกอำนาจต่อรองทั้งระบบ

การเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้เช่าแบรนด์” ไปเป็น “เจ้าของแบรนด์” คือจุดหักเหที่แท้จริงของไมเนอร์ ฟู้ด เพราะก่อนหน้านี้บริษัทเป็นเพียงผู้ถือสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์ของ Bonchon ในประเทศหนึ่ง ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมและยึดตามกติกาที่เจ้าของแบรนด์กำหนด แต่หลังดีลนี้ไมเนอร์กลายเป็นผู้ถือสิทธิ์ตัวจริงในทุกภูมิภาคทั่วโลกนอกทวีปอเมริกา โดยแบ่งการดำเนินธุรกิจร่วมกับ SPE ที่ถือสิทธิ์ในทวีปอเมริกา.

เมื่อกลายเป็นเจ้าของแบรนด์เอง ไมเนอร์ ฟู้ดไม่ต้องรออนุมัติเมนูใหม่ การออกแบบร้าน หรือทิศทางการตลาดจากใครอีกต่อไป อำนาจการตัดสินใจระดับโลกย้ายมาอยู่ในมือเดียวกันกับคนที่ใกล้ชิดตลาดเอเชียมากที่สุด เปิดทางให้ไมเนอร์ออกแบบการขยายตัวของแบรนด์อาหารให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในภูมิภาคที่ตัวเองถนัดอย่างแท้จริง การที่ไมเนอร์บริหารสาขา Bonchon จำนวน 350 สาขาใน 7 ประเทศอยู่แล้ว รวมถึง 133 สาขาในประเทศของตนเอง ยิ่งทำให้การเปลี่ยนผ่านจากผู้ดำเนินการแฟรนไชส์ไปสู่เจ้าของแฟรนไชส์เป็นเรื่องที่ต่อยอดจากประสบการณ์จริง.

ดีลนี้ยังต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจยาวนานกว่า 30 ปีระหว่างไมเนอร์และ SPE ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Swensen’s ที่ไมเนอร์บริหารในหลายตลาด จึงไม่ใช่การจับมือกับพันธมิตรใหม่ แต่เป็นการยกระดับคู่ค้าเดิมให้กลายเป็นผู้ถือแบรนด์ร่วมกันในสเกลใหญ่กว่าเดิมมาก.

ไมเนอร์ ฟู้ด บอนชอน จากผู้เช่าแบรนด์สู่เจ้าของแฟรนไชส์เอเชีย

ไก่ทอดเกาหลีหนึ่งสาขา สู่เครือข่ายแฟรนไชส์ 500 สาขา

การขยายตัวของแบรนด์อาหารอย่าง Bonchon เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าความสำเร็จของไก่ทอดเกาหลีสามารถยกระดับเป็นแพลตฟอร์มแฟรนไชส์ระดับโลกได้จริง แบรนด์เริ่มจากร้านเดียวในเมืองปูซานเมื่อปี 2545 ก่อนขยายเข้าสู่สหรัฐอเมริกาในปี 2549 และเติบโตจนมีเครือข่ายประมาณ 500 สาขาใน 9 ประเทศในปัจจุบัน โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากตลาดนอกประเทศเกาหลีใต้.

จุดแข็งของ Bonchon ไม่ได้อยู่แค่เมนูไก่ทอดเกาหลีแบบทอดสองครั้ง (Double-Fried) และซอสสูตรเฉพาะเท่านั้น แต่คือโมเดลแฟรนไชส์ที่สร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมสิทธิ (Royalty fee) และการจำหน่ายซอสให้สาขาทั่วโลก โมเดลนี้ทำให้การลงทุนขยายสาขาไม่ได้หนักที่ทรัพย์สิน แต่หนักที่ความแข็งแรงของแบรนด์และระบบสนับสนุนแฟรนไชส์ ซึ่งเข้าทางกลยุทธ์ Asset-Light ของไมเนอร์ ฟู้ด.

เมื่อไมเนอร์ ฟู้ดเข้ามาเป็นเจ้าของสิทธิ์ในภูมิภาคส่วนใหญ่ของโลก การสร้างรายได้จะไม่ได้จำกัดอยู่ที่การขายไก่ทอดเกาหลีหน้าร้านอีกต่อไป แต่จะเปิดช่องทางรายได้ใหม่จากค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ทั่วทั้งระบบ และนี่คือการย้ายจากธุรกิจร้านอาหารออฟไลน์สู่การเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มแฟรนไชส์ด้านอาหารอย่างเต็มตัว.

Asset-Light และการลงทุนธุรกิจภูมิภาค: กลยุทธ์ที่วางยาว

สิ่งที่ทำให้ดีลไมเนอร์ ฟู้ด บอนชอนน่าสนใจเป็นพิเศษ คือการที่มันสอดคล้องกับกลยุทธ์ Asset-Light อย่างชัดเจน การลงทุนธุรกิจภูมิภาคในรูปแบบนี้ไม่ได้เน้นถือครองทรัพย์สินจำนวนมาก แต่โฟกัสที่การเป็นเจ้าของแบรนด์และระบบแฟรนไชส์ เพื่อให้รายได้หลักมาจากค่าธรรมเนียมสิทธิที่ไหลเข้ามาต่อเนื่อง.

เมื่อธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ในเดือนสิงหาคม 2569 ไมเนอร์ ฟู้ดและ SPE จะจัดแบ่งขอบเขตธุรกิจอย่างชัดเจน โดยไมเนอร์ถือสิทธิ์ในทุกภูมิภาคนอกทวีปอเมริกา ในขณะที่ SPE ดูแลทวีปอเมริกา การแบ่งบทบาทแบบนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถโฟกัสในพื้นที่ที่ตัวเองเชี่ยวชาญที่สุด และลดความซ้ำซ้อนของการลงทุนในตลาดเดียวกัน.

การเข้าซื้อกิจการ Bonchon ครั้งนี้ยังถูกคาดหวังว่าจะเพิ่มกำไรให้ไมเนอร์ ฟู้ดได้ทันทีจากโมเดลแฟรนไชส์และรายได้ค่าธรรมเนียมสิทธิที่ต่อเนื่อง และเมื่อ Bonchon มีฐานธุรกิจใน 9 ตลาดหลักอยู่แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เมียนมา ไต้หวัน ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย การต่อยอดจากฐานเดิมจึงมีต้นทุนด้านเวลาและเงินลงทุนที่ต่ำกว่าการสร้างแบรนด์ใหม่ตั้งแต่ศูนย์.

บทสรุป: จากไก่ทอดเกาหลีสู่แพลตฟอร์มแฟรนไชส์เอเชีย

ในเชิงมุมมอง ดีลไมเนอร์ ฟู้ด บอนชอนไม่ใช่แค่การซื้อแบรนด์ไก่ทอดเกาหลีเพิ่มอีกรายในพอร์ต แต่คือการประกาศตัวสู่เวทีแฟรนไชส์อาหารเอเชียระดับนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ การย้ายสถานะจากผู้เช่าแบรนด์ไปเป็นเจ้าของทำให้ไมเนอร์มีอำนาจกำหนดทิศทางการขยายตัวของแบรนด์อาหารในหลายภูมิภาค และสร้างโครงสร้างรายได้ที่ผสมระหว่างยอดขายหน้าร้านกับค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์.

ในระยะถัดไป สิ่งที่ต้องจับตาคือความสามารถของไมเนอร์ ฟู้ดในการรักษาเสน่ห์ของไก่ทอดเกาหลีสูตรเฉพาะควบคู่ไปกับการขยายสาขาในโมเดล Asset-Light ที่ต้องพึ่งพาพันธมิตรแฟรนไชส์ทั่วโลก หากทำสำเร็จ ดีลนี้จะกลายเป็นกรณีศึกษาว่าบริษัทอาหารจากเอเชียสามารถใช้เครื่องมือ M&A ธุรกิจอาหารเพื่อก้าวจากผู้ดำเนินการร้านสู่การเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มแฟรนไชส์ระดับโลกได้อย่างไร และอาจกลายเป็นพิมพ์เขียวให้ผู้เล่นรายอื่นเดินตาม.

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!