Apple Watch SE 3 น่าใช้อยู่ไหมในปี 2025 ?

user avatar
Ta(Phanuphong.Taptimthong)·2025-10-21T03:41Z
点赞
Apple Watch SE 3 น่าใช้อยู่ไหมในปี 2025 ?

ต่อจากบทความที่แล้ว หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่จุใจกับการรีวิว วันนี้ผมเลยมาจัดเต็มให้กันอีกสักรอบกับเจ้าตัว

"Apple Watch SE 3"

ลองนึกภาพตอนคุณกำลังมองหานาฬิกาอัจฉริยะสักเรือน บางคนอยากได้ไว้ดูเวลาและสุขภาพ บางคนอยากได้ไว้เตือนแจ้งเตือนจากมือถือโดยไม่ต้องหยิบออกจากกระเป๋า แต่พอเปิดดูราคาของรุ่นใหม่ ๆ อย่าง Apple Watch Series 10 หรือ Series 11 ก็ต้องถอนหายใจเบา ๆ เพราะราคาชวนคิดหนักอยู่เหมือนกัน แล้วสายตาก็อาจจะไปสะดุดเข้ากับ “Apple Watch SE 3” ที่วางอยู่ข้าง ๆ หน้าตาเรียบหรู สเปกดี ราคาเบากว่า แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แบบนี้ มันยังน่าใช้อยู่ไหม?

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เคยใช้ทั้งรุ่นท็อปและรุ่น SE มาก่อน ต้องบอกเลยว่าความรู้สึกในการใช้งานจริงมันต่างกันในบางจุด แต่ก็มีหลายเรื่องที่ SE 3 ทำได้ดีเกินคาด จนบางครั้งก็แอบคิดว่า “ถ้าไม่ใช่คนที่ต้องการฟังก์ชันสุขภาพระดับสูงสุดจริง ๆ SE 3 ก็แทบจะเพียงพอสำหรับชีวิตประจำวันแล้ว”
ดังนั้นในบทความนี้ เราจะมาดูกันให้ชัดว่า Apple Watch SE 3 ในปี 2025 ยังคุ้มค่าพอที่จะซื้อหรือเปล่า ทั้งในแง่ของราคา ประสิทธิภาพ ฟีเจอร์ และความเหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละแบบ


Apple Watch SE 3 คืออะไร?

Apple Watch SE 3 เป็นรุ่น “กลาง” ของตระกูลสมาร์ทวอทช์จาก Apple ที่ถูกวางตำแหน่งให้อยู่ระหว่างรุ่นท็อปอย่าง Series 10–11 และรุ่นเก่าที่เลิกผลิตไปแล้ว จุดเด่นของซีรีส์ SE คือ “ความคุ้มค่า” เพราะแม้จะไม่ได้มีทุกฟีเจอร์เหมือนรุ่นท็อป แต่ก็รวมความสามารถที่คนทั่วไปใช้บ่อยที่สุดเอาไว้ครบ เช่น การวัดอัตราการเต้นหัวใจ, การติดตามการออกกำลังกาย, ระบบแจ้งเตือนสุขภาพพื้นฐาน, การโทร–ตอบข้อความ และการใช้งานแอปต่าง ๆ ได้เหมือนกับ Apple Watch รุ่นอื่น ๆ


e8c2d6f0-4e7a-4b2c-b302-44fb5cc9c8cc.png

ทำไม Apple Watch SE 3 ถึงยังน่าใช้

1. ราคาเข้าถึงง่ายกว่ามาก

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ SE 3 ยังเป็นรุ่นยอดนิยมก็คือ “ราคา” เพราะในขณะที่รุ่น Series 11 ราคาทะลุหมื่นกลางไปถึงสองหมื่น แต่ SE 3 ยังอยู่ในช่วงราคาประมาณ 9,000–12,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและรุ่น GPS หรือ Cellular

สำหรับใครที่ต้องการสมาร์ทวอทช์จาก Apple สักเรือนโดยไม่อยากจ่ายเกินจำเป็น SE 3 ถือว่า “สมเหตุสมผล” อย่างมาก เพราะได้ดีไซน์ที่เหมือนรุ่นท็อป ใช้งานได้กับ iPhone ทุกเครื่อง และมีระบบหลักเหมือนกันทั้งหมด

2. ประสิทธิภาพยังลื่น ไม่ตกยุค

แม้จะผ่านมา 2 ปี แต่ชิป S8 ที่อยู่ใน SE 3 ยังให้ประสิทธิภาพที่ดีมากพอสำหรับการใช้งานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอป ฟังเพลงผ่าน Apple Music หรือเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ อย่าง AirPods ทุกอย่างยังทำงานได้ลื่นไหล

ผมลองเทียบความเร็วเปิดแอปกับ Series 9 พบว่าต่างกันเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ซึ่งสำหรับผู้ใช้ทั่วไปแทบจะไม่รู้สึกถึงความต่างเลย

3. ดีไซน์เรียบหรูและเบาใส่สบาย

Apple Watch SE 3 ใช้ดีไซน์แบบเดียวกับ Series 8 ทำให้หน้าตายังคงดูทันสมัย ไม่ตกยุคแม้จะผ่านมาถึงปี 2025 ตัวเรือนอะลูมิเนียมมีให้เลือกหลายสี น้ำหนักเบา สวมใส่สบายตลอดวัน โดยเฉพาะเวลานอนหรือตอนออกกำลังกาย

นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนสายได้เหมือนรุ่นอื่น ๆ ซึ่งเป็นจุดที่คนใช้ Apple Watch ชอบมาก เพราะสามารถเปลี่ยนลุคได้ตลอดเวลา ทั้งลุคทำงาน ลุคสปอร์ต หรือแม้แต่สายหนังแบบพรีเมียม

4. ฟีเจอร์สุขภาพพื้นฐานครบ

แม้จะไม่มีเซ็นเซอร์ ECG (คลื่นไฟฟ้าหัวใจ) หรือการวัดออกซิเจนในเลือดแบบรุ่นท็อป แต่ในชีวิตจริง ฟีเจอร์เหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องใช้บ่อย

สิ่งที่ SE 3 ให้มาและเพียงพอสำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่คือ

  • การวัดอัตราการเต้นหัวใจตลอดวัน

  • การแจ้งเตือนหัวใจเต้นเร็วหรือช้าเกินไป

  • การติดตามการนอน

  • การตรวจจับการล้ม (Fall Detection)

  • การติดตามการออกกำลังกายหลายประเภท

สำหรับคนทั่วไปที่ต้องการรู้ว่าเดินไปกี่ก้าว เผาผลาญแคลอรีเท่าไร หรือต้องการให้มีคนช่วยเตือนให้ลุกเดินบ้างเมื่อทำงานนาน ๆ SE 3 ก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่มีขาด

5. รองรับระบบปฏิบัติการใหม่

ในปี 2025 Apple Watch SE 3 ยังรองรับ watchOS 11 ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่อย่าง Smart Stack ที่จัดวิดเจ็ตได้สะดวกขึ้น, การปรับแต่งหน้าปัดที่อิงพฤติกรรมผู้ใช้, และระบบติดตามสุขภาพที่ละเอียดขึ้นกว่าเดิม

นี่คือข้อดีของ Apple ที่ยังให้การอัปเดตซอฟต์แวร์กับรุ่นเก่าหลายปี ทำให้ SE 3 ไม่รู้สึก “ตกขบวน” แม้จะเปิดตัวมาสองปีแล้วก็ตาม


98a1d100-74dd-4502-8c61-8ace6adfe5c1.png

Apple Watch SE 3 เหมาะกับใคร?

Apple Watch SE 3 ไม่ใช่รุ่นสำหรับทุกคน แต่เป็นรุ่นที่ “คุ้มที่สุด” สำหรับกลุ่มผู้ใช้บางกลุ่ม ได้แก่

  1. มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้สมาร์ทวอทช์

    ถ้าคุณไม่เคยใช้ Apple Watch มาก่อน และอยากเริ่มต้นในราคาที่สมเหตุสมผล SE 3 คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด เพราะใช้งานง่าย เข้าใจเร็ว และไม่ซับซ้อน

  2. คนที่ใช้เพื่อสุขภาพทั่วไป

    สำหรับคนที่อยากติดตามการนอน การเดิน การเผาผลาญพลังงาน หรือการเตือนให้ขยับตัว SE 3 ก็เพียงพอแล้ว

  3. นักเรียน–นักศึกษา หรือคนทำงานที่เน้นการแจ้งเตือน

    SE 3 สามารถรับสาย ตอบข้อความ และควบคุมเพลงได้โดยตรงจากข้อมือ ช่วยให้ไม่ต้องหยิบโทรศัพท์บ่อย ๆ เหมาะกับคนที่อยากโฟกัสกับงานหรือเรียน

  4. คนที่ต้องการ Apple Watch ในราคาประหยัด

    ไม่ใช่ทุกคนที่อยากจ่ายแพงเพื่อฟีเจอร์ระดับโปร SE 3 คือทางเลือกที่ให้ “สมดุล” ระหว่างราคาและประสบการณ์การใช้งาน


เคล็ดลับการใช้งานให้คุ้มค่าในปี 2025

  1. อัปเดตซอฟต์แวร์สม่ำเสมอ

    Apple มักเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ ผ่านการอัปเดต ดังนั้นอย่าลืมอัปเดต watchOS ทุกครั้งเพื่อให้ได้ประสบการณ์เต็มที่

  2. ตั้งค่าหน้าปัดให้เหมาะกับชีวิตประจำวัน

    หากใช้เพื่อทำงาน ลองเลือกหน้าปัดที่แสดงปฏิทินและข้อความ แต่ถ้าใช้เพื่อออกกำลังกาย เลือกหน้าปัดที่มีข้อมูลแคลอรีและอัตราการเต้นหัวใจ

  3. เปิดโหมดประหยัดแบตเตอรี่เมื่อจำเป็น

    แม้ SE 3 จะมีแบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 18 ชั่วโมง แต่ถ้าเปิดโหมด Low Power จะสามารถยืดได้ถึงเกือบ 2 วัน ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่เดินทางบ่อย

  4. ใช้ร่วมกับแอปสุขภาพบน iPhone

    แอป Health บน iPhone สามารถรวบรวมข้อมูลจาก Apple Watch ได้ละเอียดมาก เช่น การนอน การเผาผลาญพลังงาน หรือการเคลื่อนไหวรายวัน เหมาะสำหรับคนที่อยากดูแนวโน้มสุขภาพตัวเอง

  5. เปลี่ยนสายให้เหมาะกับกิจกรรม

    อย่ามองข้ามเรื่องนี้ เพราะสายซิลิโคนจะเหมาะกับออกกำลังกาย ส่วนสายไนลอนหรือหนังจะเหมาะกับใส่ไปทำงาน เพิ่มความสบายและความทนทานในการใช้งานระยะยาว


จุดที่อาจไม่เหมาะกับบางคน

แม้ SE 3 จะคุ้มค่ามาก แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่างที่ควรพิจารณา เช่น

  • ไม่มีเซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในเลือด (SpO2) และ ECG

  • หน้าจอไม่เป็น Always-On Display แบบรุ่นท็อป

  • วัสดุตัวเรือนเป็นอะลูมิเนียมเท่านั้น ไม่มีรุ่นสแตนเลส

  • แบตเตอรี่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ “กลาง ๆ”

ดังนั้น ถ้าคุณเป็นสายสุขภาพจริงจัง หรือต้องการนาฬิกาที่ดูหรูพรีเมียมเป็นแฟชั่นไอเทม อาจต้องมองไปที่รุ่น Series 10 หรือ 11 ที่มีฟีเจอร์และวัสดุดีกว่า


สรุป Apple Watch SE 3

คำตอบคือ “น่าใช้มาก” ถ้าคุณต้องการสมาร์ทวอทช์ที่ครบ ใช้งานง่าย และคุ้มค่ากับราคา โดยเฉพาะในยุคที่ราคาของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขยับสูงขึ้นเรื่อย ๆ Apple Watch SE 3 ยังคงเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด

ผมเชื่อว่าความ “พอดี” ของ SE 3 คือจุดแข็งที่สุด มันไม่ได้หวือหวาเหมือนรุ่นโปร แต่ก็ไม่ตกรุ่น ไม่ช้า ไม่แพงจนเกินไป และยังคงเชื่อมต่อกับระบบนิเวศของ Apple ได้ครบถ้วน

ในปี 2025 นี้ หากคุณต้องการสมาร์ทวอทช์ที่ไว้ใจได้ ดูดี และไม่ทำให้กระเป๋าเบาเกินไป Apple Watch SE 3 “คุ้มและลงตัว” อย่างแท้จริง

บทความที่เกี่ยวข้อง

อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Wearables) คือเทคโนโลยีที่ผสานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้ากับแฟชั่นที่สวมใส่ได้สบายตัว ออกแบบมาเพื่อติดตามข้อมูลสุขภาพ กิจกรรมประจำวัน และส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ของเรา หลังจากยุคของสมาร์ทโฟน เท
ก้าวสู่อนาคต | อุปกรณ์อัจฉริยะที่ทุกคนกำลังพูดถึง
ประมาณสามปีที่แล้ว แทนที่จะซื้อแล็ปท็อป Windows อีกเครื่อง ก็เลยลองเปลี่ยนมาใช้ Mac ตามที่เห็นคนรอบตัวใช้สำหรับผู้ที่ใช้ Windows มานาน การปรับตัวมาใช้ macOS ถือเป็นเรื่องท้าทาย ปัญหาส่วนใหญ่ของ Windows แก้ได้ง่าย แต่บน Mac กลับมีเรื่องใหม่
2025-08-14T10:53Z
เปลี่ยนมาใช้ Mac ต้องรู้! รวมเคล็ดลับฟรีที่ชาว Windows ไม่ควรพลาด
ทำไม iPad Wi-Fi 128GB ขนาด 11 นิ้ว ถึงเป็นแท็บเล็ตที่คุ้มค่า?ในยุคดิจิทัลที่แท็บเล็ตกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการทำงาน, การเรียน และความบันเทิง iPad ยังคงเป็นผู้นำตลาด ด้วยประสิทธิภาพที่โดดเด่น, หน้าจอสวยงาม และระบบนิเวศแอปพลิเคชันที่ครบ
แท็บเล็ตยุคใหม่ ตัวช่วยคู่ใจในทุกสถานการณ์

บทความล่าสุดดูเพิ่มเติม

บ้านสะอาดไม่จำเป็นต้องแลกด้วยเวลาในวันที่งานประจำแน่น ไลฟ์สไตล์เร่งรีบ และเวลาพักผ่อนมีค่ามากขึ้น การทำความสะอาดบ้านจึงไม่ควรเป็นภาระอีกต่อไป นี่คือเหตุผลที่ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น กลายเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ Smart Home ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในยุคน
หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ทำให้บ้านสะอาดได้เองโดยไม่ต้องออกแรง
เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้มาแทนคน แต่เข้ามาช่วยคนชีวิตคนเมืองวันนี้เต็มไปด้วยงาน เวลา และความเร่งรีบ เครื่องใช้ไฟฟ้าจึงไม่ควรเป็นแค่ของใช้ แต่ต้องเป็น “ผู้ช่วย” ที่ลดภาระในชีวิตประจำวันได้จริง และนี่คือจุดที่ชื่อของ Autobot ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย
เครื่องใช้ไฟฟ้า Autobot จากผู้ช่วยในบ้านยุคใหม่ สู่ไอเท็มอัจฉริยะที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น
เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจอถ้าพูดถึงชื่อ TCL ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคือทีวีจอใหญ่ คมชัด ราคาดี แต่ในความเป็นจริง TCL ไม่ได้หยุดอยู่แค่ธุรกิจจอภาพอีกต่อไป วันนี้ TCL คือหนึ่งในแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ด้วยการผสานเท
เครื่องใช้ไฟฟ้า TCL จากผู้นำเทคโนโลยีจอสู่แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าครบวงจรที่คนยุคใหม่เลือกใช้

บทความยอดนิยม

บทความที่แนะนำ