แบรด พิตต์ ซิ่งส่งท้าย! โปรดิวเซอร์เผยนักแสดงรุ่นเก๋าเศร้าสุดในวันปิดกอง “F1: The Movie”

user avatar
Ta(Phanuphong.Taptimthong)·2025-11-04T03:32Z
点赞
แบรด พิตต์ ซิ่งส่งท้าย! โปรดิวเซอร์เผยนักแสดงรุ่นเก๋าเศร้าสุดในวันปิดกอง “F1: The Movie”

“มันเป็นวันที่เขาไม่มีความสุขที่สุด เพราะเขาอยากซิ่งต่ออีกหน่อย” – เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์

ถ้ามีรางวัล “นักแสดงที่อินกับบทที่สุดในปี 2025” ผมเชื่อว่า แบรด พิตต์ (Brad Pitt) ต้องติดโผแน่นอน! เพราะล่าสุด โปรดิวเซอร์ระดับตำนาน เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ ได้ออกมาเผยเบื้องหลังวันปิดกล้องของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “F1: The Movie” ว่าคุณพิตต์ถึงขั้น “ใจหาย” จริง ๆ เมื่อรู้ว่าการซิ่งในสนามแข่งวันนั้นคือครั้งสุดท้ายของเขาในกองถ่าย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่ทันเข้าฉายทั่วโลก แต่บอกเลยว่ากระแสแรงแบบ “ติดเทอร์โบ” ตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงถ่ายทำ ด้วยทีมโปรดักชันระดับเทพ นำโดย โจเซฟ โคซินสกี้ (Joseph Kosinski) ผู้กำกับจาก Top Gun: Maverick และโปรดิวเซอร์มือทองอย่างบรัคไฮเมอร์ ที่จับมือกันอีกครั้งในโปรเจ็กต์ที่หลายคนเรียกว่า “Top Gun บนสนามแข่ง

และแน่นอน พระเอกวัย 61 ปีอย่างแบรด พิตต์ ก็ไม่ยอมให้ใครขับแทนในหลายฉาก เขาซิ่งจริง เหงื่อจริง และรู้สึกจริง จนวันสุดท้ายของกองถ่าย เขาถึงกับเศร้าเพราะรู้ว่า “จะไม่ได้จับพวงมาลัยรถแข่ง F1 อีกแล้ว”


จุดสตาร์ตของ “F1: The Movie” โปรเจ็กต์ที่รวมคนคลั่งสปีด

“F1: The Movie” เป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของอดีตนักแข่งระดับตำนาน (รับบทโดยแบรด พิตต์) ที่กลับมาช่วยทีมดาวรุ่งในวงการ Formula One อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานหลายปี

ตัวหนังถูกจับตามองตั้งแต่ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ เพราะได้ทีมสร้างที่ “จริงจัง” กับวงการมอเตอร์สปอร์ตแบบสุด ๆ ทั้งทีมผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ที่เคยฝากผลงานภาพยนตร์แอ็กชันระดับโลก และที่เด็ดสุด — หนังเรื่องนี้ได้ ความร่วมมือจากองค์กร Formula One ตัวจริงเสียงจริง พร้อมทีมแข่งมืออาชีพมาช่วยออกแบบฉาก ซ้อม และเทรนให้นักแสดงขับรถแข่งได้อย่างปลอดภัยแต่สมจริง

“เราไม่ได้ถ่ายบนกรีนสกรีนหรือใช้ CG เยอะ ๆ เหมือนหนังแข่งรถทั่วไป แต่เราลงไปอยู่ในสนามจริงกับทีมแข่งจริง ๆ” – โจเซฟ โคซินสกี้ กล่าวในบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้

พูดง่าย ๆ ว่านี่ไม่ใช่หนังที่ “พยายามทำเหมือน” F1 แต่มันคือ “F1 ที่กลายเป็นหนัง” จริง ๆ


Final theatrical trailer released for

เมื่อแบรด พิตต์ กลายเป็นนักแข่งตัวจริง

สำหรับคนที่คิดว่าแบรด พิตต์จะใช้สตันต์แมนทั้งเรื่อง ขอบอกเลยว่าคิดผิด! เพราะเขาลงสนามซ้อมกับทีมแข่งจริงหลายเดือน ก่อนถ่ายทำจริงในสนามที่ใช้ในการแข่ง Formula One หลายสนามทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นซิลเวอร์สโตน (Silverstone) หรือสปา-ฟรองโกร์ชองส์ (Spa-Francorchamps)

บรัคไฮเมอร์เล่าว่า พิตต์จริงจังกับการขับรถแข่งมากถึงขั้นใช้เวลาฝึกทั้งในสนามและซิมูเลเตอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาพในหนังออกมาสมจริงทุกเฟรม

“เขาขับได้ดีมาก และทุกคนในทีมแข่งต่างพูดเหมือนกันว่าเขาควบคุมรถได้อย่างมืออาชีพ” บรัคไฮเมอร์กล่าว

จนกระทั่งวันสุดท้ายของการถ่ายทำ วันที่ต้องปิดฉากการซิ่งในบทบาทนักแข่งที่เขาผูกพัน แบรดถึงกับ “ใจหาย” อย่างเห็นได้ชัด

“ตอนที่แบรดขึ้นรถ มันเป็นการขับครั้งสุดท้ายของเขา เขามักจะบอกว่ามันเป็นวันที่เขารู้สึกไม่มีความสุขที่สุด เพราะเขาอยากซิ่งต่ออีกหน่อย” – เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ กล่าวกับ PEOPLE


โจเซฟ โคซินสกี้ เล่าต่อ: “เราปล่อยให้เขาซิ่งต่ออีก 2-3 รอบ เพราะรู้ว่าเขารักมันจริง ๆ”

ผู้กำกับโคซินสกี้เล่าว่า ตอนทีมงานประกาศ “เทคสุดท้าย” เขาสังเกตเห็นว่าแบรดดูอาลัยอย่างเห็นได้ชัด จนเจ้าตัวตัดสินใจ “อนุญาตพิเศษ” ให้พระเอกขับต่ออีกสองสามรอบ เพื่อให้เขาได้ลาจากสนามแข่งในแบบที่หัวใจอยากทำจริง ๆ

“ผมไม่เคยรู้สึกว่าเราทำอะไรเสี่ยงเลย เรามีทีมที่ยอดเยี่ยมอยู่รอบตัวเขา เขาขับได้ปลอดภัยมาก และเราปล่อยให้เขาขับต่ออีกสองสามรอบในช่วงท้าย เพราะผมรู้ว่าเขาคิดถึงมันจริง ๆ”

คำพูดนี้ทำให้แฟน ๆ หลายคนซึ้ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่า “F1: The Movie” ไม่ได้เป็นแค่หนังแอ็กชันหรือหนังซิ่ง แต่เป็นหนังที่เต็มไปด้วย “หัวใจของคนรักความเร็ว” ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง


เบื้องหลังที่ไม่ใช่แค่ฟาสต์ แต่เป็น “ฟีลจริง” ทุกองศา

สิ่งที่ทำให้ “F1: The Movie” แตกต่างจากหนังแข่งรถทั่วไป เช่น Fast & Furious หรือ Rush คือ “ความสมจริงแบบไม่แต่ง” ที่ทีมสร้างต้องการให้คนดู “รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในค็อกพิท” ของรถแข่ง

ทีมถ่ายทำเลือกใช้กล้อง IMAX ขนาดเล็กที่ออกแบบพิเศษ เพื่อวางไว้ในรถแข่งจริง และทุกฉากบนสนามนั้นคือการขับจริง ไม่มี CGI มาหลอกตา

แฟนหนังที่ได้เห็นภาพเบื้องหลังจากสนามซ้อมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่มันโคตรเท่!” เพราะมันคือการรวมกันของเทคโนโลยีภาพยนตร์ระดับโลก กับความเร็วระดับ 300 กม./ชม. ที่แทบจะสัมผัสได้


Brad Pitt takes the wheel in first F1 movie trailer - PrestigeOnline  Singapore

เมื่อฮอลลีวูดบวกกับวงการ F1 การร่วมมือที่ไม่ธรรมดา

สิ่งที่หลายคนชื่นชมคือ “การร่วมมือ” ระหว่างวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดกับวงการ Formula One ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

องค์กร Formula One อนุญาตให้ทีมหนังเข้าไปถ่ายทำในสนามแข่งจริง ระหว่างการแข่งขันบางรายการ และให้สิทธิ์พิเศษในการใช้ชื่อ โลโก้ และทีมแข่งของจริงบางทีมในหนังอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมี ลูอิส แฮมิลตัน (Lewis Hamilton) แชมป์โลก F1 หลายสมัย มาร่วมเป็น “โปรดิวเซอร์ร่วม” ด้วย! ซึ่งช่วยให้รายละเอียดในหนังถูกต้องและเคารพต่อโลกของนักแข่งจริง ๆ มากที่สุด

แฮมิลตันเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาอยากให้หนังเรื่องนี้ “เปลี่ยนภาพลักษณ์ของวงการแข่งรถในสายตาคนทั่วไป” และ “เปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้ว่าความทุ่มเทของนักแข่งนั้นมากแค่ไหน”


วิเคราะห์: ทำไม “F1: The Movie” ถึงเป็นมากกว่าหนังแข่งรถ

เพราะมันพูดถึง “การกลับมา” ของคนที่ยังมีไฟ

ตัวละครของแบรด พิตต์ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคนที่ผ่านช่วงพีคของชีวิต แต่ยังมีแรงขับในใจ และอยากพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนกับชีวิตจริงของแบรดในฐานะนักแสดงวัย 60+ ที่ยัง “โซโล่” งานยาก ๆ ได้อย่างไม่หวั่น

เพราะมันไม่ใช่แค่ความเร็ว แต่คือ “อารมณ์”

จากคำพูดของโคซินสกี้ จะเห็นว่าทีมงานต้องการให้คนดูรู้สึกถึง “หัวใจของนักแข่ง” มากกว่าความเร็วของรถ ตัวหนังจึงน่าจะเต็มไปด้วยฉากที่มีแรงดึงทางอารมณ์ ไม่ต่างจาก Top Gun: Maverick ที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับนักบินมากกว่าตัวเครื่องบิน

เพราะมันคือการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนดู

ด้วยเทคนิคถ่ายทำจริงในสนาม การใช้ IMAX และเสียงเครื่องยนต์ที่อัดแบบเรียลไทม์ “F1: The Movie” มีแนวโน้มจะกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ “เร้าใจที่สุดแห่งปี” อย่างแท้จริง


จาก Maverick ถึง F1 เส้นทางของผู้กำกับที่ชอบ “ความเร็ว”

ถ้าใครเคยดู Top Gun: Maverick คงจำได้ดีว่าหนังเรื่องนั้นทำให้ผู้ชมทั่วโลก “ว้าว” กับการถ่ายทำเครื่องบินรบของจริง และการใช้กล้องในค็อกพิทที่สมจริงสุดขีด ซึ่งเป็นฝีมือของโจเซฟ โคซินสกี้ทั้งนั้น

ดังนั้นไม่แปลกเลยที่โปรดิวเซอร์บรัคไฮเมอร์จะดึงเขามาทำ “F1: The Movie” เพราะมันคือการต่อยอดความสำเร็จจาก “ท้องฟ้า” มาสู่ “พื้นถนน” แต่ยังคงหัวใจเดียวกันคือ “มนุษย์กับเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจ”


Brad Pitt

กระแสล่วงหน้าแรงไม่หยุด

ตั้งแต่เริ่มถ่ายทำในปี 2023 หนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ทันที เพราะมีคลิปเบื้องหลังที่เห็นแบรด พิตต์ ขับรถแข่งในสนาม Silverstone จริง ๆ หลุดออกมาใน TikTok และ X (Twitter) ทำให้แฟน ๆ พากันแชร์ต่อเป็นหมื่น ๆ ครั้ง

หลายคนถึงขั้นแซวว่า “ถ้าไม่บอกว่านี่ถ่ายหนัง จะคิดว่าแบรดพิตต์ลงแข่งจริงแน่ ๆ” เพราะฟุตเทจดูสมจริงแบบสุดขั้ว

นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่า “F1: The Movie” อาจได้ฉายในระบบ IMAX ทั่วโลก และจะเป็นหนึ่งในหนังที่ Apple Studios ลงทุนสูงที่สุดในปี 2025 ด้วยงบประมาณกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


ความคาดหวังจากแฟนหนังและแฟนมอเตอร์สปอร์ต

ในหมู่แฟนมอเตอร์สปอร์ต หลายคนบอกว่า “นี่คือหนังที่รอคอยมานาน” เพราะนานมากแล้วที่ฮอลลีวูดไม่ทำหนังแข่งรถในระดับที่ “เอาจริง” แบบนี้ ขณะที่แฟนหนังทั่วไปก็หวังว่าแบรด พิตต์จะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของ “นักแข่งที่อยู่ปลายทางของความฝัน” ได้อย่างลึกซึ้ง

หลายสำนักข่าวถึงขั้นเรียกหนังเรื่องนี้ว่า “การกลับมาของฮีโร่แห่งความเร็ว” เพราะมันอาจจะทำให้วงการหนังแข่งรถกลับมาฮิตอีกครั้ง หลังจากห่างหายจากจอใหญ่ไปหลายปี


ปิดท้าย: เมื่อการลาจากไม่ใช่จุดจบ แต่คือความทรงจำที่ซิ่งในหัวใจ

ภาพสุดท้ายของวันปิดกองที่โปรดิวเซอร์เล่าไว้ เป็นภาพที่เรียบง่ายแต่สะเทือนใจ แบรด พิตต์ ขับรถ F1 เข้าเส้นชัยในเทคสุดท้าย ก่อนจะจอดรถและถอดหมวกกันน็อกออกพร้อมรอยยิ้มปนเศร้า

นั่นอาจไม่ใช่แค่ “ฉากจบของหนัง” แต่คือ “ฉากจบของการเดินทาง” ของชายคนหนึ่งที่อินกับบทบาทของตัวเองจนสุดหัวใจ

ใครที่เคยมีความฝัน แล้วต้องบอกลามันไป คงเข้าใจความรู้สึกของแบรดในวันนั้นได้ดี มันไม่ใช่เพราะ “อยากดัง” หรือ “อยากเท่” แต่เพราะเขารักในสิ่งนั้นจริง ๆ

และถ้าในชีวิตจริงของแบรด พิตต์ การขับรถใน “F1: The Movie” คือความฝันที่เขาได้สัมผัส ผมเชื่อว่าในใจของเขา คงยังมีเสียงเครื่องยนต์ดังอยู่เสมอ


สิ่งที่ต้องจับตา

  • “F1: The Movie” มีกำหนดเข้าฉายกลางปี 2025 (คาดว่าในระบบ IMAX ทั่วโลก)

  • นำแสดงโดย: แบรด พิตต์, ดาเมสัน อิดริส, และนักแสดงจากทีมแข่งจริง

  • กำกับโดย: โจเซฟ โคซินสกี้ (Top Gun: Maverick)

  • โปรดิวเซอร์: เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์, ลูอิส แฮมิลตัน, และทีม Apple Studios

นี่คือหนังที่อาจไม่เพียงทำให้คุณ “ลุ้น” กับความเร็ว แต่ยัง “รู้สึก” กับหัวใจของคนที่อยู่หลังพวงมาลัย และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ “F1: The Movie” น่าจับตาที่สุดแห่งปี 2025

บทความที่เกี่ยวข้อง

อาหารเสริมแบบไหนที่คนเอเชียนิยมกันมากที่สุดรายงานตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร: คนเอเชียกินอะไรกันมากที่สุด?ในปัจจุบัน สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีได้กลายเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของคนเอเชีย ซึ่งส่งผลให้ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตอย่างก้าวกระโดด
อาหารเสริมอะไรที่คนเอเชียนิยมกันมากที่สุดกันนะ
รูปจาก The Room44กลางสังคมพุทธในเดือนสิงหาคม 2025 เกิดเสียงสะเทือนศรัทธา เมื่อ "หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ" ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ ท่ามกลางข่าวลือและเสียงวิพากษ์ว่าเงินทำบุญนำไปใช้ส่วนตัวจุดเริ่มต้นแห่งข้อสงสัยทนายเผย หม
ดราม่า "หมอบี" กับเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ: ศรัทธาพังหรือแค่ความเข้าใจผิด?
วงการกีฬาระดับโลกอย่าง Formula 1 (F1) ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันรถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นเวทีที่รวมแฟชั่น ดนตรี และวัฒนธรรมป๊อปเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว 🎶ตลอดหลายปีที่ผ่านมา F1 พยายามเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับวัฒนธรรมร่วมสม
2025-10-28T04:50Z
F1 และ K-Pop เมื่อโลกของความเร็วเชื่อมกับจังหวะแห่งดนตรี เกิดเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่โลกต้องจดจำ

บทความล่าสุดดูเพิ่มเติม

ชื่อของ Gracie Abrams กลายเป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการดนตรีช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ เนื้อเพลงที่เปราะบางจริงใจ และภาพลักษณ์ของศิลปินหญิงที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้งตลอดปีที่ผ่านมา Gracie Abrams ป
Gracie Abrams ก้าวสู่โลกภาพยนตร์ เดบิวต์การแสดงครั้งแรกกับ A24
การกลับมาของ BTS ในปีนี้ ถูกจับตามองตั้งแต่ก้าวแรกที่พวกเขาขยับ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การคัมแบ็กของวง K-Poระดับโลก แต่คือการกลับมาหลังช่วงเวลาที่แต่ละคนได้ออกเดินทาง เติบโต และเรียนรู้ตัวตนของตัวเองผ่านผลงานเดี่ยวตลอดหลายปีที่ผ่านมาตลอดช่วงสัปดา
BTS ประกาศอัลบั้มใหม่ ARIRANG ผลงานที่เมมเบอร์ร่วมแต่งและโปรดิวซ์ทุกเพลง
ในยุคที่อุตสาหกรรมแฟชั่นและวงการบันเทิงเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น การแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาด แต่คือการเลือก “ตัวแทนภาพลักษณ์” ที่สะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์อย่างแท้จริงล่าสุด BVLGARI แบรนด์เครื่องประดับและเรือนเ
BVLGARI เปิดตัว Zhang Linghe แอมบาสเดอร์คนใหม่แห่งยุคหรูร่วมสมัย

บทความยอดนิยม

บทความที่แนะนำ