งานวิจัยยืนยัน! Smartwatch ตรวจจับโรคหัวใจได้จริง แม่นยำ 95% – Samsung และ Amazfit เจ๋งสุด

user avatar
Ta(Phanuphong.Taptimthong)·2025-11-10T04:34Z
点赞
งานวิจัยยืนยัน! Smartwatch ตรวจจับโรคหัวใจได้จริง แม่นยำ 95% – Samsung และ Amazfit เจ๋งสุด

อยู่ดี ๆ วันหนึ่งระหว่างนั่งทำงานหรือดูซีรีส์อยู่ดี ๆ นาฬิกาข้อมือของคุณก็สั่นเตือนขึ้นมาว่า “อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ” แล้วก็ขึ้นกราฟสีแดงเตือนแบบชวนให้ใจสั่นตาม!

คุณอาจจะหัวเราะแห้ง ๆ แล้วคิดว่า “หรือเราควรไปหาหมอดี?” แต่คำถามที่น่าสนใจคือ — มันแม่นแค่ไหนกันแน่?
เพราะเรากำลังพูดถึง “อุปกรณ์ไอทีราคาไม่กี่พันบาท” แต่กลับอ้างว่าสามารถตรวจจับโรคหัวใจที่อันตรายถึงชีวิตได้

คำตอบคือ มันทำได้จริงครับ!และไม่ได้แค่พอใช้ แต่ถึงขั้น “ระดับการแพทย์ยืนยันแล้ว” จากงานวิจัยระดับโลกเลยทีเดียว


ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) คืออะไร?

ก่อนจะไปถึงเทคโนโลยี มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าโรคที่ Smartwatch ตรวจได้นั้นคืออะไร

Atrial Fibrillation (AF) หรือ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว คือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบบ่อยที่สุดในโลก
หัวใจของเราปกติจะเต้น “ปั๊บ-ปั๊บ-ปั๊บ” สม่ำเสมอ แต่ในคนที่เป็น AF หัวใจจะเต้น “สั่น-รัว-สะดุด” แบบไม่เป็นจังหวะ

ปัญหาคือการเต้นที่ไม่สม่ำเสมอนี้
ทำให้เลือดบางส่วนค้างอยู่ในหัวใจ จนเกิดลิ่มเลือด
และลิ่มเลือดนี้อาจหลุดไปอุดหลอดเลือดสมอง ก่อให้เกิด โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้

ดังนั้น การตรวจเจอ “เร็ว” มีค่ามากกว่าอะไรทั้งหมด
และ Smartwatch กำลังกลายเป็นผู้ช่วยคัดกรองขั้นต้นที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในโลก


งานวิจัยระดับโลกยืนยัน Smartwatch แม่นยำสูงมาก

ผลการศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร JACC: Advancesโดยทีมวิจัยได้ทำ “การทบทวนวรรณกรรมและวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis)” รวมข้อมูลจาก 26 งานวิจัยทั่วโลก ครอบคลุมผู้ป่วยกว่า 17,349 คน เพื่อหาคำตอบว่า Smartwatch ตรวจจับภาวะ AF ได้แม่นยำจริงไหม

ผลลัพธ์ที่ได้ทำเอาวงการเทคและแพทย์อึ้งไปพร้อมกัน:

  • Sensitivity (ความไว) 95%

หมายความว่า ถ้าเป็น AF จริง ๆ Smartwatch จะจับได้ 95%

  • Specificity (ความจำเพาะ) 97%

หมายความว่า ถ้าไม่ได้เป็น AF อุปกรณ์จะไม่แจ้งเตือนผิดถึง 97%

  • ค่า AUC (Area Under the Curve) 0.97

ยิ่งใกล้ 1.0 แปลว่ายิ่งแม่นระดับ “ยอดเยี่ยม”

พูดง่าย ๆ เลยคือ “Smartwatch ตรวจจับหัวใจเต้นผิดจังหวะได้แทบไม่ต่างจากเครื่องมือทางการแพทย์”


a6bebb63-6ea4-4358-ac2a-c867a8d4df02.jpeg

Smartwatch รู้ได้ยังไงว่า “หัวใจเราผิดจังหวะ”?

คำตอบคือมันมี “สองเทคโนโลยีหลัก” ที่ใช้ในการตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะครับ

ECG (Electrocardiogram)

หรือ “การวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ” เทคโนโลยีนี้จะอ่านสัญญาณไฟฟ้าจากการเต้นของหัวใจโดยตรง เหมือนกับเครื่อง ECG ที่โรงพยาบาลเลย เพียงแต่ย่อขนาดลงมาอยู่ในนาฬิกา ตัวอย่างแบรนด์ที่ใช้ระบบนี้ได้แก่ Apple Watch, Samsung Galaxy Watch, Withings

PPG (Photoplethysmography)

หรือ “การวัดด้วยแสง” เทคโนโลยีนี้จะยิงแสงสีเขียว (บางรุ่นใช้อินฟราเรด) ลงบนผิวหนัง เพื่อตรวจการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนเลือดในเส้นเลือดฝอย เทคโนโลยีนี้มีข้อดีคือ “ทำงานอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง” ไม่ต้องวางนิ้วหรือกดปุ่มใด ๆ แค่ใส่ไว้เฉย ๆ มันก็รู้ว่าหัวใจเราเต้นยังไงแล้ว


4a606fa6-3328-4f80-b4df-55f224399888.jpeg

ผลการศึกษา: ECG และ PPG แม่นพอ ๆ กัน!

หนึ่งในจุดที่น่าทึ่งของงานวิจัยนี้คือ

ทั้งสองเทคโนโลยีให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันมาก

  • PPG-based (วัดด้วยแสง): AUC = 0.98

  • ECG-based (วัดไฟฟ้า): AUC = 0.97

แปลว่าทั้งแบบ “วัดคลื่นไฟฟ้า” และ “วัดแสงสะท้อนเลือด”
ต่างก็แม่นพอ ๆ กันในการตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

พูดอีกแบบคือ “ไม่จำเป็นต้องมีขั้วไฟฟ้าก็จับหัวใจสั่นได้แม่นเหมือนกัน”
เทคโนโลยีแสงในสมาร์ทวอชรุ่นใหม่ฉลาดจนแทบกลายเป็นเครื่องมือแพทย์ขนาดจิ๋วเลยครับ


แล้วแบรนด์ไหนแม่นที่สุด?

นักวิจัยได้เปรียบเทียบระหว่างแบรนด์หลัก ๆ ที่มีข้อมูลเพียงพอ และนี่คือผลลัพธ์จากการวิเคราะห์:

แบรนด์

ค่า AUC

หมายเหตุ

🩵 Samsung

0.98

แม่นยำสูงสุด

🧡 Amazfit

0.98

แม่นเท่ากัน

🍎 Apple Watch

0.97

ยังยอดเยี่ยม

Withings

0.97

ใกล้เคียงมาก

แม้ตัวเลขต่างกันเล็กน้อย แต่นักวิจัยก็ย้ำว่า “ความแตกต่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ” พูดง่าย ๆ คือ “ทุกแบรนด์หลักทำได้ดีพอ ๆ กัน”

แต่ที่น่าสนใจคือบางแบรนด์เช่น Samsung มีการใช้ Machine Learning และการรวมข้อมูลจากหลายเซ็นเซอร์ ทำให้ระบบสามารถตรวจจับจังหวะหัวใจที่ผิดได้แม่นแม้ในระหว่างการเคลื่อนไหว


แล้วมันมีข้อจำกัดอะไรไหม?

แน่นอนครับ ไม่มีเทคโนโลยีไหนที่ “สมบูรณ์แบบ” แม้ Smartwatch จะทำได้ดีมาก แต่งานวิจัยก็เตือนถึงข้อควรระวังที่ผู้ใช้ต้องรู้

1. ผลบวกลวง (False Positives)

ในโลกจริง คนที่ใช้สมาร์ทวอชมักเป็น “กลุ่มสุขภาพดี”
ซึ่งมีความชุกของโรค AF ต่ำมาก (ในงานวิจัยเฉลี่ย 11%)
ทำให้โอกาสเจอผลบวกลวงสูงขึ้น นาฬิกาอาจเตือนว่า “หัวใจผิดจังหวะ” ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้เป็น

2. ความกังวลที่ไม่จำเป็น

หลายคนตกใจ รีบไปโรงพยาบาล ทำให้แพทย์ต้องตรวจซ้ำโดยไม่จำเป็น เกิดภาระทางระบบสาธารณสุข และเพิ่มความเครียดให้ผู้ใช้

3. คุณภาพการบันทึก

ในหลายงานวิจัยต้อง “ตัดข้อมูลออก” เพราะผู้เข้าร่วมขยับขณะวัด ซึ่งในชีวิตจริงถ้าเราใส่หลวมเกินไป หรือเหงื่อเยอะ ระบบก็อ่านคลาดได้

4. ภาวะหัวใจสั่นชั่วขณะ (Subclinical AF)

Smartwatch บางรุ่นอาจตรวจเจอ AF ที่เกิดขึ้นแค่ไม่กี่วินาที แต่ยังไม่มีคำตอบทางการแพทย์แน่ชัดว่า “ต้องรักษาหรือไม่” เพราะอาจไม่เสี่ยงเท่าภาวะที่เกิดต่อเนื่อง

5. อคติในการตีพิมพ์

นักวิจัยยังพบว่า “งานที่ได้ผลไม่ดีมักไม่ถูกตีพิมพ์” ทำให้ผลสรุปภาพรวมดูดีเกินจริงเล็กน้อย


ใช้ Smartwatch อย่างไรให้ได้ผลสูงสุด (และไม่ตกใจเกินเหตุ)

  1. ใส่ให้แน่นพอดี – ไม่หลวม ไม่แน่นเกินไป เพื่อให้เซ็นเซอร์อ่านได้แม่น

  2. อัปเดตเฟิร์มแวร์เสมอ – แต่ละรุ่นอัปเดตอัลกอริทึมให้ฉลาดขึ้นตลอดเวลา

  3. ใช้ต่อเนื่องระยะยาว – เพราะระบบจะเรียนรู้ลักษณะชีพจรเฉพาะตัวคุณ

  4. อย่าตกใจเมื่อมีแจ้งเตือน – ใช้เป็น “สัญญาณให้ตรวจยืนยัน” ไม่ใช่ “คำตัดสินสุดท้าย”

  5. ไปพบแพทย์เพื่อยืนยันผล – โดยเฉพาะการตรวจ ECG แบบ 12-lead ในโรงพยาบาล


เมื่อเทคโนโลยี “เข้าใจหัวใจ” มากขึ้นทุกวัน

Smartwatch ยุคใหม่ไม่หยุดอยู่แค่การวัดชีพจรครับ ตอนนี้หลายแบรนด์เริ่มต่อยอดสู่การเป็น “ศูนย์สุขภาพบนข้อมือ” เช่น

  • ตรวจความดันโลหิต

  • วัดออกซิเจนในเลือด (SpO2)

  • ประเมินคุณภาพการนอน

  • ตรวจภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

  • และที่กำลังมาแรงสุดคือ “ตรวจน้ำตาลในเลือดโดยไม่ต้องเจาะ”

เทคโนโลยีอินฟราเรดและเลเซอร์กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานคุณอาจแค่ “มองที่นาฬิกา” แล้วรู้ค่าร่างกายแบบละเอียดโดยไม่ต้องเสียบสายวัดเลยก็ได้


สรุปสุดท้าย Smartwatch ไม่ได้แค่เท่ แต่มันช่วยชีวิตได้

จาก 26 งานวิจัยทั่วโลก Smartwatch ตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (AF) ได้แม่นยำถึง 95–97% เทคโนโลยีทั้งแบบ ECG และ PPG ให้ผลใกล้เคียงกัน โดยมี Samsung และ Amazfit ทำได้ดีที่สุดในภาพรวม

อย่างไรก็ตาม มันคือ “เครื่องมือคัดกรอง” ไม่ใช่ “เครื่องมือวินิจฉัย” ถ้า Smartwatch ของคุณเตือนว่ามีปัญหา อย่าตื่นตระหนก ให้ถือเป็น “สัญญาณเตือนล่วงหน้า” แล้วไปพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยันอย่างถูกต้อง

เพราะในวันที่เทคโนโลยีเต้นไปพร้อมหัวใจเรา “Smartwatch อาจไม่ใช่แค่ Gadget เท่ ๆ บนข้อมือ”
แต่มันคือ “ผู้ช่วยชีวิตเงียบ ๆ ที่คอยฟังเสียงหัวใจเราอยู่ทุกวินาที” 

บทความที่เกี่ยวข้อง

อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Wearables) คือเทคโนโลยีที่ผสานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้ากับแฟชั่นที่สวมใส่ได้สบายตัว ออกแบบมาเพื่อติดตามข้อมูลสุขภาพ กิจกรรมประจำวัน และส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ของเรา หลังจากยุคของสมาร์ทโฟน เท
ก้าวสู่อนาคต | อุปกรณ์อัจฉริยะที่ทุกคนกำลังพูดถึง
หากคุณกำลังมองหาสมาร์ทวอทช์ที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องของสุขภาพและฟีเจอร์อัจฉริยะ แต่ยังโดดเด่นเรื่องดีไซน์ที่หรูหราและสง่างาม HUAWEI WATCH GT 4 Light Gold Edition คือคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ ด้วยการผสมผสานความคลาสสิกของนาฬิกาเรือนทองเข้ากับเทคโนโลย
HUAWEI WATCH GT 4 Light Gold Edition: สมาร์ทวอทช์สีทองที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ฟังก์ชันแน่นจนน่าทึ่ง!

บทความล่าสุดดูเพิ่มเติม

ถ้าย้อนกลับไปหลายปีก่อน สมาร์ตวอทช์อาจถูกมองว่าเป็นแค่อุปกรณ์เสริมของมือถือแจ้งเตือน ดูเวลา วัดก้าวเดิน แบบพอมีพอใช้แต่ในปี 2026 ภาพนั้นเปลี่ยนไปชัดเจนสมาร์ตวอทช์กลายเป็นอุปกรณ์สุขภาพที่อยู่ติดข้อมือแทบตลอดวันและชื่อที่ยังคงเป็นมาตรฐานของตล
2026-01-15T02:53Z
Apple Watch Series 11 รุ่น GPS ที่โฟกัสสุขภาพลึกขึ้น ฉลาดขึ้น และใช้ในชีวิตประจำวันได้ครบกว่าเดิม
ถ้าการผจญภัยคือไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่งานอดิเรกสมาร์ทวอทช์ที่ใช้ก็ไม่ควรเป็นแค่อุปกรณ์แจ้งเตือนเวลา แต่ต้องเป็น “อุปกรณ์เอาตัวรอด” ที่ไว้ใจได้ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเทรลกลางแดด ปีนเขาในอุณหภูมิติดลบ ดำน้ำ หรือเดินป่าแบบไม่มีสัญญาณมือถือชื่อหนึ่งที่ถูก
Amazfit T-Rex 3 สมาร์ทวอทช์สายลุยตัวจริง ปี 2026 อึด ถึก ฉลาด พร้อมพาไปได้ไกลกว่าที่คิด
การดูแลสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่แค่การนับก้าวหรือดูแคลอรี แต่คือการเข้าใจ “สภาพร่างกายจริง” ในแต่ละวัน ตั้งแต่การพักฟื้น ความเครียด คุณภาพการนอน ไปจนถึงแนวโน้มสุขภาพในระยะยาว WHOOP 5.0 และ WHOOP MG คืออุปกรณ์ติดตามสุขภาพรุ่นล่าสุดที่ถู
2025-12-29T04:56Z
WHOOP 5.0 และ WHOOP MG อุปกรณ์ติดตามสุขภาพเชิงลึก สำหรับคนที่จริงจังกับร่างกายมากกว่าตัวเลขบนหน้าจอ

บทความที่แนะนำ