เหตุผลที่หลายคนชอบฟังเพลง แต่หลายคนกลับไม่ชอบเข้าใจสมอง เข้าใจตัวเอง แล้วเลือกวิธีทำงานให้ใช่ที่สุด

user avatar
Ornicha.M (Kiw)·2025-11-18T06:24Z
点赞
เหตุผลที่หลายคนชอบฟังเพลง แต่หลายคนกลับไม่ชอบเข้าใจสมอง เข้าใจตัวเอง แล้วเลือกวิธีทำงานให้ใช่ที่สุด

เคยสงสัยไหมว่า…ทำไมบางคนเปิดเพลงแล้วทำงานได้ลื่นเหมือนสไลด์บนพื้นน้ำแข็ง แต่บางคนเปิดเพลงปุ๊บคือสมาธิหายปั๊บ?
บางคนใช้เพลงช่วยโฟกัส บางคนใช้เพลงทำให้รู้สึกอบอุ่น แต่บางคนกลับรู้สึกว่าเสียงเพลงคือ “สิ่งกวนใจชิ้นใหญ่ที่สุดในจักรวาล”

เรื่องนี้จริง ๆ แล้วไม่ได้แปลว่าคนหนึ่งเก่งกว่าอีกคน หรือใครมีสมาธิดีกว่าใคร แต่มันเกี่ยวกับ “การทำงานของสมอง” และ “สไตล์การโฟกัสของแต่ละคน” ต่างหาก

ในฐานะคนที่ชอบอธิบายเรื่องซับซ้อนให้เข้าใจง่ายแบบรุ่นพี่ติวเตอร์ วันนี้อยากพาทุกคนมาดูแบบชัด ๆ ว่า ทำไมบางคนชอบฟังเพลงตอนทำงาน แต่ บางคนถึงทำไม่ได้เลย และที่สำคัญ… เราจะใช้ประโยชน์จากความต่างนี้อย่างไรให้ชีวิตดีขึ้น

อ่านจบแล้วคุณอาจจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นอีกระดับเลยค่ะ 😊

707dcab7-6e1c-4a53-b203-129f45def515.jpeg

ทำไม “เพลง” ถึงมีผลต่อสมอง?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า เพลงไม่ได้เป็นแค่เสียงเพราะ ๆ แต่มันเป็น “สิ่งกระตุ้นสมอง” ที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความตื่นตัว และรูปแบบการคิดของเรา

เมื่อเราฟังเพลง สมองจะหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวกับความสุข ความเพลิดเพลิน และแรงจูงใจ แต่ก็มีอีกส่วนในสมองที่ทำงานเกี่ยวกับ การประมวลผลข้อมูล, สมาธิ, ภาษาพูด, และ ความจำ ซึ่งบางครั้งเพลงก็ไปทับจังหวะทำงานของระบบเหล่านี้เช่นกัน

ผลลัพธ์คือ บางคนรู้สึกดีขึ้นและโฟกัสขึ้น
แต่บางคนกลับรู้สึกว่าถูกดึงสมาธิออกไปเรื่อย ๆ

ทั้งหมดนี้คือ “เรื่องของสไตล์สมอง” ค่ะ ไม่ใช่เรื่องของนิสัยหรือความเก่ง

ทำไมบางคนฟังเพลงแล้วทำงานได้ดีขึ้น?

ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้จะมีลักษณะการประมวลผลแบบ “อาศัยสภาพแวดล้อมเป็นตัวช่วย” หรือเป็นคนที่ชอบสิ่งกระตุ้นเบา ๆ รอบตัว (Stimulus Seekers)

✔ 1. เพลงช่วยปิดเสียงรบกวนอื่น ๆ

ในที่ทำงาน ที่เรียน หรือที่บ้านที่มีเสียงจุกจิก เพลงช่วยบดเสียงรบกวน ทำให้โฟกัสง่ายขึ้น

✔ 2. เพลงช่วยสร้าง “จังหวะการทำงาน”

บางคนใช้จังหวะเพลงเป็นเหมือนจังหวะเดินหรือจังหวะคิด ทำให้ไหลลื่นขึ้น

✔ 3. เพลงช่วยปรับอารมณ์ให้เหมาะกับงาน

เพลงช้า → โฟกัสสงบ
เพลงเร็ว → เพิ่มพลัง ทำงานได้ไวขึ้น
Lo-fi → คิดงานไหลขึ้น

✔ 4. เพลงช่วยเพิ่มแรงจูงใจ

สารโดพามีนที่หลั่งออกมา ทำให้ทำงานได้นานขึ้นและรู้สึกมีพลัง

แล้วทำไมบางคน “ฟังเพลงแล้วทำงานไม่ได้เลย”?

อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองแปลกกว่าคนอื่นนะคะ เพราะนี่เป็นเรื่องปกติมาก และเหตุผลทางสมองก็ชัดเจนมากเช่นกัน

✔ 1. สมองต้องการ “ความเงียบ” เพื่อประมวลผล

บางคนเป็นสายคิดเป็นระบบ ต้องการพื้นที่ว่างให้สมองจัดข้อมูล
เพลงคือการเพิ่มข้อมูลเข้าไปอีกหนึ่งเลเยอร์

✔ 2. เพลงมีเนื้อร้องทำให้สมองต้องใช้พลังมากขึ้น

สมองส่วนประมวลภาษาจะทำงานอัตโนมัติเมื่อได้ยินคำพูด
เพราะฉะนั้น ถ้าคุณฟังเพลงมีเนื้อร้อง สมองจะต้องแบ่งพลังไปประมวลคำโดยไม่รู้ตัว

✔ 3. เพลงดึงอารมณ์มากเกินไป

บางครั้งเพลงก็ชวนอินจนสมาธิหลุดไปแทนที่จะทำงาน (โดยเฉพาะเพลงโปรด!)

✔ 4. เป็นคนที่ “ไวต่อสิ่งเร้า” (Highly Sensitive)

สำหรับคนกลุ่มนี้ เสียงรบกวนเล็กน้อยก็ทำให้ความคิดสะดุดง่าย

ฟังเพลงตอนทำงานดีไหม? ขึ้นอยู่กับประเภทงานด้วย

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ประเภทงานก็มีผลกับการฟังเพลงมากนะคะ

⭐ งานที่เหมาะกับการฟังเพลง

  • ทำงานซ้ำ ๆ

  • งานใช้แรงกาย

  • งานออกแบบ

  • งานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์

  • งานที่ต้องการอารมณ์ไหลลื่น เช่น วาดภาพ เขียนไอเดีย

⭐ งานที่ไม่เหมาะกับการฟังเพลง

  • งานที่ต้องอ่านเอกสารละเอียด

  • งานคำนวณ

  • งานที่ต้องใช้ภาษามาก ๆ

  • งานที่ต้องการความจำสูง

เพราะงานกลุ่มนี้ต้องใช้สมาธิเยอะ เพลงอาจทำให้สมองล้าเร็วขึ้น

แล้วเราควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง?

จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างค่ะ แต่ให้เลือกตามสถานการณ์

✔ ถ้างานหนัก ต้องใช้สมาธิสูง

→ เลือก “ความเงียบ” หรือเสียง white noise

✔ ถ้าหมดไฟ ต้องการอารมณ์ดีขึ้น

→ เลือกเพลงเบา ๆ หรือ Lo-fi จะช่วยมาก

✔ ถ้าอยู่ในที่เสียงดัง

→ ใช้เพลงเป็นตัวปิดเสียงรบกวน

✔ ถ้าทำงานบ้านหรือทำงานซ้ำ

→ เพลงจะช่วยให้ไม่รู้สึกเบื่อเลย

เคล็ดลับการฟังเพลงอย่างมีประสิทธิภาพ (สำหรับคนที่ฟังแล้วทำงานได้)

⭐ 1. เลือกเพลงไม่มีเนื้อร้อง

เช่น Lo-fi, jazz, ambient, piano

⭐ 2. เลือกจังหวะเพลงประมาณ 60–90 BPM

เป็นจังหวะที่สมองโฟกัสได้ดีที่สุด

⭐ 3. ใช้ลำโพงหรือหูฟังที่เสียงนุ่ม ไม่แหลมจัด

ช่วยให้ทำงานได้นานขึ้น ไม่ล้า

⭐ 4. ตั้งเวลาเป็นรอบ เช่น 25 นาทีทำงาน + 5 นาทีพัก

เรียกว่าระบบ Pomodoro เหมาะมากกับคนที่ฟังเพลงไปทำงานไป

3b8510f1-f75b-419b-ad48-3fb70c96aca1.jpeg

เคล็ดลับสำหรับคนที่ฟังเพลงแล้วทำงานไม่ได้ แต่ยังอยากมีบรรยากาศดี ๆ

ไม่ต้องฝืนตัวเองนะคะ แต่ลองใช้ตัวเลือกอื่นแทนเพลง เช่น…

✔ White noise

เสียงพัดลม, เสียงคลื่น, เสียงฝนตก ช่วยโฟกัสดีมาก

✔ Brown noise / Pink noise

ช่วยตัดเสียงรบกวน ทำสมาธิได้ดีขึ้นกว่าความเงียบสนิท

✔ เสียงธรรมชาติ

เหมาะกับคนที่อยากผ่อนคลายโดยไม่เสียสมาธิ

ทั้งหมดนี้ช่วยให้ได้บรรยากาศโดยไม่ดึงสมองเกินไปค่ะ

เหมาะกับใคร?

บทความนี้เหมาะกับ…

  • คนที่อยากเข้าใจตัวเองว่าทำไมฟังเพลงแล้วโฟกัสแตก

  • คนที่อยากใช้เพลงเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

  • นักเรียน นักศึกษา คนทำงานสายครีเอทีฟ

  • คนทำงานออฟฟิศที่ต้องอยู่กับเสียงรบกวน

  • คนที่กำลังปรับนิสัยการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้น

ไม่ว่าคุณจะอยู่กลุ่มไหน บอกเลยว่า “ไม่มีแบบไหนผิด”
ทุกอย่างคือการรู้จักตัวเองและเลือกวิธีที่ช่วยให้เราทำงานได้ดีที่สุดค่ะ

สรุป: เพลงไม่ใช่ผู้ร้ายหรือของวิเศษ แต่เป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ให้ถูกคน ถูกงาน

เหตุผลที่บางคนฟังเพลงแล้วทำงานได้ และบางคนทำไม่ได้ ไม่ได้เกิดจากความสามารถหรือความตั้งใจที่ต่างกัน แต่เกิดจากรูปแบบการประมวลผลของสมองและประเภทงานที่ทำ

สิ่งสำคัญคือ เข้าใจตัวเอง และเลือกวิธีที่เหมาะกับเรา
ถ้าฟังแล้วดี ใช้มันให้เป็นประโยชน์
ถ้าฟังแล้วเสียสมาธิ ไม่ต้องฝืน

สิ่งที่มีค่าไม่ใช่วิธีการ แต่คือผลลัพธ์และความสุขในการทำงานค่ะ 💛

ขอให้ทุกคนหาวิธีทำงานที่เข้ากับจังหวะชีวิตตัวเองนะคะ
และถ้าอยากเพิ่มคุณภาพเสียงหรือสภาพแวดล้อมการทำงานให้ดีขึ้น ที่ Zestbuy ก็มีทั้งลำโพง หูฟัง และอุปกรณ์ทำงานที่ช่วยให้การโฟกัสดีขึ้นได้ค่ะ 🎧💡

บทความที่เกี่ยวข้อง

ในยุคที่เราต้องทำงานแข่งกับเวลา และมีสิ่งรบกวนรอบตัวมากมาย หลายคนคงเคยหันไปพึ่ง “เสียงเพลง” เพื่อช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเพลงเบา ๆ ระหว่างนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ การใส่หูฟังตัดเสียงรบกวนแล้วเปิดเพลย์ลิสต์โปรด หรือแม้แต่การ
ประโยชน์ของการฟังเพลงตอนทำงาน 🎧✨

บทความล่าสุดดูเพิ่มเติม

เคยไหม เวลาจะทำขนมหรือทำอาหาร แล้วต้องเจอคำถามในหัวว่า “จะใช้เนยดี หรือใช้มาการีนดี?”บางคนอาจเคยลองใช้สลับกัน หรือสงสัยว่ามันต่างกันแค่ส่วนผสมหรือจริง ๆ แล้วให้ผลลัพธ์ต่างกันแบบมีนัยสำคัญต่อรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสของอาหาร แต่ก็ไม่รู้จะเ
เนยกับมาการีนต่างกันยังไง? เข้าใจง่ายแบบรุ่นพี่แนะแนวที่อยากให้ทำขนมได้อร่อยกว่าเดิม
ในยุคที่ทุกอย่างตั้งแต่ทำงาน เดินทาง จ่ายบิล จนถึงเขียนบทกลอนไว้บอกรัก ยังทำได้ผ่านระบบอัจฉริยะ หลายคนก็เริ่มสงสัยว่า “ดูดวงด้วย AI แบบที่เห็นในโซเชียลตอนนี้…มันแม่นจริงไหมนะ?” คำถามนี้ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะ AI ไม่ได้ถูกใช้แค่ในการท
ให้ AI ดูดวงให้ได้ผลจริงมั้ย? มาทำความเข้าใจแบบคนรุ่นใหม่กันเถอะ
เคยไหม? อ่านหนังสือทั้งวันแต่พอปิดเล่มไปแค่ 10 นาที ความรู้ทั้งหมดเหมือนโบกมือลาไปก่อนเราเฉยเลย หรือบางทีอ่านซ้ำรอบที่สาม แต่สมองก็ยังถามว่า “นี่เราเคยอ่านเหรอ?” ถ้าใช่…ไม่ต้องเครียด เพราะนี่คือเรื่องธรรมดามากของคนเรียนและคนเตรียมสอบทุกระดั
เทคนิคจำเร็วสำหรับนักเรียน/นักสอบ เรียนไวขึ้น อ่านง่ายขึ้น เพิ่มคะแนนแบบทันใจ