เหตุผลที่หลายคนชอบฟังเพลง แต่หลายคนกลับไม่ชอบเข้าใจสมอง เข้าใจตัวเอง แล้วเลือกวิธีทำงานให้ใช่ที่สุด

เคยสงสัยไหมว่า…ทำไมบางคนเปิดเพลงแล้วทำงานได้ลื่นเหมือนสไลด์บนพื้นน้ำแข็ง แต่บางคนเปิดเพลงปุ๊บคือสมาธิหายปั๊บ?
บางคนใช้เพลงช่วยโฟกัส บางคนใช้เพลงทำให้รู้สึกอบอุ่น แต่บางคนกลับรู้สึกว่าเสียงเพลงคือ “สิ่งกวนใจชิ้นใหญ่ที่สุดในจักรวาล”
เรื่องนี้จริง ๆ แล้วไม่ได้แปลว่าคนหนึ่งเก่งกว่าอีกคน หรือใครมีสมาธิดีกว่าใคร แต่มันเกี่ยวกับ “การทำงานของสมอง” และ “สไตล์การโฟกัสของแต่ละคน” ต่างหาก
ในฐานะคนที่ชอบอธิบายเรื่องซับซ้อนให้เข้าใจง่ายแบบรุ่นพี่ติวเตอร์ วันนี้อยากพาทุกคนมาดูแบบชัด ๆ ว่า ทำไมบางคนชอบฟังเพลงตอนทำงาน แต่ บางคนถึงทำไม่ได้เลย และที่สำคัญ… เราจะใช้ประโยชน์จากความต่างนี้อย่างไรให้ชีวิตดีขึ้น
อ่านจบแล้วคุณอาจจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นอีกระดับเลยค่ะ 😊
ทำไม “เพลง” ถึงมีผลต่อสมอง?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า เพลงไม่ได้เป็นแค่เสียงเพราะ ๆ แต่มันเป็น “สิ่งกระตุ้นสมอง” ที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความตื่นตัว และรูปแบบการคิดของเรา
เมื่อเราฟังเพลง สมองจะหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวกับความสุข ความเพลิดเพลิน และแรงจูงใจ แต่ก็มีอีกส่วนในสมองที่ทำงานเกี่ยวกับ การประมวลผลข้อมูล, สมาธิ, ภาษาพูด, และ ความจำ ซึ่งบางครั้งเพลงก็ไปทับจังหวะทำงานของระบบเหล่านี้เช่นกัน
ผลลัพธ์คือ บางคนรู้สึกดีขึ้นและโฟกัสขึ้น
แต่บางคนกลับรู้สึกว่าถูกดึงสมาธิออกไปเรื่อย ๆ
ทั้งหมดนี้คือ “เรื่องของสไตล์สมอง” ค่ะ ไม่ใช่เรื่องของนิสัยหรือความเก่ง
ทำไมบางคนฟังเพลงแล้วทำงานได้ดีขึ้น?
ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้จะมีลักษณะการประมวลผลแบบ “อาศัยสภาพแวดล้อมเป็นตัวช่วย” หรือเป็นคนที่ชอบสิ่งกระตุ้นเบา ๆ รอบตัว (Stimulus Seekers)
✔ 1. เพลงช่วยปิดเสียงรบกวนอื่น ๆ
ในที่ทำงาน ที่เรียน หรือที่บ้านที่มีเสียงจุกจิก เพลงช่วยบดเสียงรบกวน ทำให้โฟกัสง่ายขึ้น
✔ 2. เพลงช่วยสร้าง “จังหวะการทำงาน”
บางคนใช้จังหวะเพลงเป็นเหมือนจังหวะเดินหรือจังหวะคิด ทำให้ไหลลื่นขึ้น
✔ 3. เพลงช่วยปรับอารมณ์ให้เหมาะกับงาน
เพลงช้า → โฟกัสสงบ
เพลงเร็ว → เพิ่มพลัง ทำงานได้ไวขึ้น
Lo-fi → คิดงานไหลขึ้น
✔ 4. เพลงช่วยเพิ่มแรงจูงใจ
สารโดพามีนที่หลั่งออกมา ทำให้ทำงานได้นานขึ้นและรู้สึกมีพลัง
แล้วทำไมบางคน “ฟังเพลงแล้วทำงานไม่ได้เลย”?
อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองแปลกกว่าคนอื่นนะคะ เพราะนี่เป็นเรื่องปกติมาก และเหตุผลทางสมองก็ชัดเจนมากเช่นกัน
✔ 1. สมองต้องการ “ความเงียบ” เพื่อประมวลผล
บางคนเป็นสายคิดเป็นระบบ ต้องการพื้นที่ว่างให้สมองจัดข้อมูล
เพลงคือการเพิ่มข้อมูลเข้าไปอีกหนึ่งเลเยอร์
✔ 2. เพลงมีเนื้อร้องทำให้สมองต้องใช้พลังมากขึ้น
สมองส่วนประมวลภาษาจะทำงานอัตโนมัติเมื่อได้ยินคำพูด
เพราะฉะนั้น ถ้าคุณฟังเพลงมีเนื้อร้อง สมองจะต้องแบ่งพลังไปประมวลคำโดยไม่รู้ตัว
✔ 3. เพลงดึงอารมณ์มากเกินไป
บางครั้งเพลงก็ชวนอินจนสมาธิหลุดไปแทนที่จะทำงาน (โดยเฉพาะเพลงโปรด!)
✔ 4. เป็นคนที่ “ไวต่อสิ่งเร้า” (Highly Sensitive)
สำหรับคนกลุ่มนี้ เสียงรบกวนเล็กน้อยก็ทำให้ความคิดสะดุดง่าย
ฟังเพลงตอนทำงานดีไหม? ขึ้นอยู่กับประเภทงานด้วย
สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ประเภทงานก็มีผลกับการฟังเพลงมากนะคะ
⭐ งานที่เหมาะกับการฟังเพลง
-
ทำงานซ้ำ ๆ
-
งานใช้แรงกาย
-
งานออกแบบ
-
งานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์
-
งานที่ต้องการอารมณ์ไหลลื่น เช่น วาดภาพ เขียนไอเดีย
⭐ งานที่ไม่เหมาะกับการฟังเพลง
-
งานที่ต้องอ่านเอกสารละเอียด
-
งานคำนวณ
-
งานที่ต้องใช้ภาษามาก ๆ
-
งานที่ต้องการความจำสูง
เพราะงานกลุ่มนี้ต้องใช้สมาธิเยอะ เพลงอาจทำให้สมองล้าเร็วขึ้น
แล้วเราควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง?
จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างค่ะ แต่ให้เลือกตามสถานการณ์
✔ ถ้างานหนัก ต้องใช้สมาธิสูง
→ เลือก “ความเงียบ” หรือเสียง white noise
✔ ถ้าหมดไฟ ต้องการอารมณ์ดีขึ้น
→ เลือกเพลงเบา ๆ หรือ Lo-fi จะช่วยมาก
✔ ถ้าอยู่ในที่เสียงดัง
→ ใช้เพลงเป็นตัวปิดเสียงรบกวน
✔ ถ้าทำงานบ้านหรือทำงานซ้ำ
→ เพลงจะช่วยให้ไม่รู้สึกเบื่อเลย
เคล็ดลับการฟังเพลงอย่างมีประสิทธิภาพ (สำหรับคนที่ฟังแล้วทำงานได้)
⭐ 1. เลือกเพลงไม่มีเนื้อร้อง
เช่น Lo-fi, jazz, ambient, piano
⭐ 2. เลือกจังหวะเพลงประมาณ 60–90 BPM
เป็นจังหวะที่สมองโฟกัสได้ดีที่สุด
⭐ 3. ใช้ลำโพงหรือหูฟังที่เสียงนุ่ม ไม่แหลมจัด
ช่วยให้ทำงานได้นานขึ้น ไม่ล้า
⭐ 4. ตั้งเวลาเป็นรอบ เช่น 25 นาทีทำงาน + 5 นาทีพัก
เรียกว่าระบบ Pomodoro เหมาะมากกับคนที่ฟังเพลงไปทำงานไป
เคล็ดลับสำหรับคนที่ฟังเพลงแล้วทำงานไม่ได้ แต่ยังอยากมีบรรยากาศดี ๆ
ไม่ต้องฝืนตัวเองนะคะ แต่ลองใช้ตัวเลือกอื่นแทนเพลง เช่น…
✔ White noise
เสียงพัดลม, เสียงคลื่น, เสียงฝนตก ช่วยโฟกัสดีมาก
✔ Brown noise / Pink noise
ช่วยตัดเสียงรบกวน ทำสมาธิได้ดีขึ้นกว่าความเงียบสนิท
✔ เสียงธรรมชาติ
เหมาะกับคนที่อยากผ่อนคลายโดยไม่เสียสมาธิ
ทั้งหมดนี้ช่วยให้ได้บรรยากาศโดยไม่ดึงสมองเกินไปค่ะ
เหมาะกับใคร?
บทความนี้เหมาะกับ…
-
คนที่อยากเข้าใจตัวเองว่าทำไมฟังเพลงแล้วโฟกัสแตก
-
คนที่อยากใช้เพลงเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
-
นักเรียน นักศึกษา คนทำงานสายครีเอทีฟ
-
คนทำงานออฟฟิศที่ต้องอยู่กับเสียงรบกวน
-
คนที่กำลังปรับนิสัยการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้น
ไม่ว่าคุณจะอยู่กลุ่มไหน บอกเลยว่า “ไม่มีแบบไหนผิด”
ทุกอย่างคือการรู้จักตัวเองและเลือกวิธีที่ช่วยให้เราทำงานได้ดีที่สุดค่ะ
สรุป: เพลงไม่ใช่ผู้ร้ายหรือของวิเศษ แต่เป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ให้ถูกคน ถูกงาน
เหตุผลที่บางคนฟังเพลงแล้วทำงานได้ และบางคนทำไม่ได้ ไม่ได้เกิดจากความสามารถหรือความตั้งใจที่ต่างกัน แต่เกิดจากรูปแบบการประมวลผลของสมองและประเภทงานที่ทำ
สิ่งสำคัญคือ เข้าใจตัวเอง และเลือกวิธีที่เหมาะกับเรา
ถ้าฟังแล้วดี ใช้มันให้เป็นประโยชน์
ถ้าฟังแล้วเสียสมาธิ ไม่ต้องฝืน
สิ่งที่มีค่าไม่ใช่วิธีการ แต่คือผลลัพธ์และความสุขในการทำงานค่ะ 💛
ขอให้ทุกคนหาวิธีทำงานที่เข้ากับจังหวะชีวิตตัวเองนะคะ
และถ้าอยากเพิ่มคุณภาพเสียงหรือสภาพแวดล้อมการทำงานให้ดีขึ้น ที่ Zestbuy ก็มีทั้งลำโพง หูฟัง และอุปกรณ์ทำงานที่ช่วยให้การโฟกัสดีขึ้นได้ค่ะ 🎧💡
แนะนำสำหรับคุณ
พัดลมพกพายี่ห้อไหนเหมาะกับเรา มาดูวิธีการเลือกพัดลมพกพากันว่าต้องเลือกยังไงบ้าง
คนเก็บตัวเข้ามหาวิทยาลัย: ทำยังไงถึงจะมีเพื่อน?
Active Life|HD เก็บทุกความหลงใหลของคุณด้วย Action camera
MacBook Air: เพื่อนคู่คิดในการทำงานที่เราขาดไม่ได้
เปิดโลกบ้านอัจฉริยะกับ Xiaomi
🍓 เริ่มต้นเช้าที่ดี ด้วยอาหารง่ายๆ จาก “เครื่องปั่นอเนกประสงค์”
