กกต. ไฟเขียว เปิดทางให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์-ยูทูปเปอร์-คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ลงสมัคร สส. ได้จริง เกมการเมืองไทยกำลังเปลี่ยนโหมด

ถ้าพูดถึงคำว่า “การเมือง” ในภาพจำเดิม หลายคนอาจนึกถึงเวทีปราศรัย ไมค์ตั้งพื้น ป้ายหาเสียงเต็มถนน หรือภาพนักการเมืองหน้าเดิม ๆ ที่วนเวียนอยู่ในข่าว แต่ในยุคที่คนตื่นเช้าด้วยคลิปสั้น เปิดมือถือดูไลฟ์สด และเสพข่าวผ่านยูทูบมากกว่าหน้าหนังสือพิมพ์ ดูเหมือนว่าภูมิทัศน์การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนเกียร์อย่างชัดเจน
และข่าวล่าสุดที่ทำให้หลายคนต้องหยุดเลื่อนฟีดแล้วเงยหน้าขึ้นมามอง คือประเด็นที่ กกต. ไฟเขียว เปิดทางให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ยูทูปเปอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้ แบบไม่ผิดกฎหมาย
ใช่แล้ว คนทำคลิป คนทำเพจ คนพูดเรื่องบ้านเมืองผ่านจอ อาจไม่ได้เป็นแค่ผู้วิจารณ์อีกต่อไป แต่มีสิทธิ์ “ลงสนามจริง” ในเกมการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ
ข่าวนี้มาจากไหน และเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ประเด็นนี้ถูกนำเสนอโดยสื่อหลักอย่าง thairath.co.th และ matichon.co.th ซึ่งรายงานตรงกันว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ทาง รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดประชุมชี้แจงแนวทางและข้อควรระวังในการรายงานข่าวและการหาเสียง สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาพูด และกลายเป็นกระแสทันที คือการตีความสถานะของ
-
อินฟลูเอนเซอร์
-
ยูทูปเปอร์
-
คอนเทนต์ครีเอเตอร์
-
สื่อออนไลน์สายเอนเตอร์เทนต์และการเมือง
ว่าบุคคลกลุ่มนี้ สามารถลงสมัคร สส. ได้หรือไม่
คำตอบจาก กกต. คือ
หากเป็นผู้สร้างสรรค์เนื้อหาออนไลน์ ได้รับค่าตอบแทนรายเดือนจากบริษัทหรือแพลตฟอร์ม และไม่ได้เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน จะถือว่าเป็น “ผู้ใช้สื่อ” ไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง
พูดง่าย ๆ คือ ไม่ผิดกติกา และสมัครได้
ทำไมประเด็นนี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด
ข่าวนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องข้อกฎหมาย แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของ “อำนาจการสื่อสาร” อย่างชัดเจน เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา อินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์กลายเป็นกลุ่มคนที่
-
มีผู้ติดตามจำนวนมาก
-
มีอิทธิพลต่อความคิดเห็นสาธารณะ
-
สามารถกำหนดวาระการพูดคุยในสังคมได้
ในหลายกรณี เสียงจากยูทูบหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ดังยิ่งกว่านักการเมืองบนเวทีเสียอีก การที่ กกต. ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า คนกลุ่มนี้ สามารถลงสมัคร สส. ได้ จึงเท่ากับเปิดประตูบานใหม่ให้การเมืองไทยเข้าสู่ยุค “Creator Politics” อย่างจริงจัง
กกต. มองการหาเสียงแบบไหน ถึงเรียกว่าไม่ผิดกฎหมาย
อีกจุดที่น่าสนใจมากในคำชี้แจงครั้งนี้ คือมุมมองของ กกต. ต่อคำว่า “การหาเสียง”
รองเลขาธิการ กกต. ระบุชัดว่า การหาเสียงที่ไม่ผิดกฎหมาย คือ
-
การขายความคิด
-
การขายนโยบาย
-
การขายเครดิตหรือผลงาน
โดย ไม่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง จะถือว่าเป็นการหาเสียงที่แท้จริง
ประโยคนี้เหมือนส่งสัญญาณตรงถึงโลกออนไลน์ เพราะแพลตฟอร์มดิจิทัลคือพื้นที่ที่เนื้อหา ความคิด และตัวตน มีมูลค่ามากกว่าป้ายหาเสียงหรือการจัดเวทีขนาดใหญ่
ในขณะเดียวกัน กกต. ก็ย้ำชัดเรื่องข้อห้าม เช่น
-
ห้ามสื่อมวลชนทำโพลที่มีเจตนาไม่สุจริต
-
ห้ามการนำเสนอที่ชี้นำหรือส่งผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนอย่างไม่เป็นธรรม
ซึ่งเป็นการวางกรอบให้เกมนี้ยังอยู่ภายใต้กติกา
อินฟลูเอนเซอร์กับการเมือง เส้นบาง ๆ ที่กำลังชัดขึ้น
ที่ผ่านมา อินฟลูเอนเซอร์หลายคนพูดเรื่องการเมืองในฐานะ
-
นักวิจารณ์
-
ผู้ตั้งคำถาม
-
คนทำคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์
แต่เมื่อกฎหมายเปิดช่องอย่างชัดเจน คำถามใหม่ก็เกิดขึ้นทันทีว่า
จากคนเล่าเรื่อง จะก้าวมาเป็นคนกำหนดนโยบายได้จริงหรือไม่
จุดแข็งของอินฟลูเอนเซอร์คือ
-
สื่อสารเก่ง
-
เข้าใจผู้ชม
-
ใช้ภาษาเข้าใจง่าย
-
เข้าถึงคนรุ่นใหม่
แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเมืองต้องการ
-
ความรู้เชิงโครงสร้าง
-
ความเข้าใจระบบราชการ
-
การทำงานเชิงนโยบายระยะยาว
การเปิดทางครั้งนี้จึงไม่ใช่การการันตีความสำเร็จ แต่เป็น “โอกาส” ที่ต้องพิสูจน์กันในสนามจริง
มองในมุมสื่อและวัฒนธรรมป๊อป นี่คือซีนใหญ่ของยุคนี้
ถ้ามองแบบสายบันเทิง นี่คือพล็อตที่แทบไม่ต้องเขียนบทเพิ่ม
-
คนดังจากโลกออนไลน์
-
ฐานแฟนคลับจำนวนมาก
-
ก้าวเข้าสู่สนามการเมือง
คล้ายหนังหรือซีรีส์การเมืองยุคใหม่ ที่เส้นแบ่งระหว่าง “สื่อ” และ “อำนาจ” เริ่มพร่าเลือน
ในต่างประเทศ โมเดลนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น
-
นักแสดง
-
ยูทูบเบอร์
-
พิธีกร
ที่ผันตัวเข้าสู่การเมืองจริง
การที่ประเทศไทยเริ่มเห็นภาพนี้ชัดขึ้น สะท้อนว่าการเมืองไม่ได้อยู่ไกลจากชีวิตประจำวันอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป
สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้
-
จะมีอินฟลูเอนเซอร์รายใหญ่ลงสมัครจริงหรือไม่
-
รูปแบบการหาเสียงจะเปลี่ยนไปแค่ไหน
-
กกต. จะออกแนวทางกำกับเนื้อหาออนไลน์เพิ่มเติมหรือไม่
-
ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเชื่อ “ตัวตนบนจอ” มากแค่ไหน เมื่อถึงคูหาเลือกตั้ง
การเปิดไฟเขียวครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระยะยาว ที่ทำให้การเมืองไทยมีหน้าตาใหม่ ภาษาใหม่ และวิธีสื่อสารแบบใหม่โดยสิ้นเชิง
สรุป: การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคคอนเทนต์เต็มตัว
การที่ กกต. เปิดทางให้อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูปเปอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ลงสมัคร สส. ได้ ไม่ใช่แค่การตีความกฎหมาย แต่คือการยอมรับความจริงว่า อำนาจการสื่อสารในยุคนี้ไม่ได้อยู่แค่ในมือสื่อดั้งเดิมอีกต่อไป
จากคนเล่าเรื่อง สู่คนลงมือกำหนดทิศทางประเทศ เส้นทางนี้เพิ่งเริ่มต้น และจะน่าจับตาอย่างยิ่งว่า ผู้ชมบนหน้าจอ จะกลายเป็นผู้เลือกในคูหา ด้วยเหตุผลแบบไหน
เกมการเมืองไทยรอบหน้า อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แนะนำสำหรับคุณ
Digital Trends กำลังมาแรง | การแข่งขัน Valorant Champions Tournament ปี 2025 กำลังดำเนินอยู่! เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านอีสปอร์ตใช้อุปกรณ์ 4K อะไรบ้าง? มาดูกัน!
เปิดตัว Apple Watch Ultra 3 ตัวใหม่ ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน
ลองใช้ Ray-Ban Meta 3 วัน: นี่คือเหตุผลที่แว่นตา AI อาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นในอนาคต
Apple News: Apple เปิดตัว iPad Air พร้อมชิป M3 อันทรงพลังและ Magic Keyboard ใหม่
🔥🔥🔥🔥🔥Apple iPhone 17 ซีรีส์ : เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ปลายปีนี้❗️
หัวข้อพิเศษเดือนกันยายน|ก้าวสู่อนาคต: การประชุมของ Apple ในเครื่องนี้จะมีคุณสมบัติเด่นอะไรเป็นหลักงการรับรู้อัจฉริยะของเรา?
