Apple วางเกมยาว! ล็อก NAND ถึงปี 2026 ต่อรอง DRAM เดือด ต้นทุนชิป A20 แพงขึ้น 30% แต่ยังคุมราคาได้อยู่

ถ้าพูดถึง Apple ช่วงนี้ นอกจากเรื่อง iPhone รุ่นใหม่ หรือฟีเจอร์ล้ำ ๆ ที่หลายคนจับตา อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ “เบื้องหลังการผลิต” โดยเฉพาะเรื่อง ชิปประมวลผล (Apple Silicon) และ หน่วยความจำ (Memory) ที่กำลังกลายเป็นสมรภูมิการเจรจาระดับโลก
ล่าสุด รายงานจาก Morgan Stanley หนึ่งในสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของ Wall Street เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากการตรวจสอบซัพพลายเชนในไต้หวัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Apple กำลังวางกลยุทธ์รับมือกับต้นทุนที่พุ่งสูงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะกับ ชิป A20 รุ่นใหม่ ที่คาดว่าจะเป็นหัวใจหลักของ iPhone รุ่นถัดไปในอนาคต
บทความนี้จะพาไปดูแบบเข้าใจง่ายว่า
-
เกิดอะไรขึ้นกับ NAND และ DRAM
-
ทำไมชิป A20 ถึงแพงขึ้น
-
Apple ต่อรองกับ TSMC ยังไง
-
และทั้งหมดนี้จะส่งผลอะไรกับผู้ใช้ทั่วไปบ้าง
Apple ล็อก NAND ยาวถึงไตรมาส 1 ปี 2026 เกมนี้ได้เปรียบชัด
เริ่มจากฝั่ง NAND Flash กันก่อน
NAND คือหน่วยความจำที่ใช้เก็บข้อมูลถาวร เช่น รูป วิดีโอ แอป หรือระบบปฏิบัติการใน iPhone, iPad และ Mac หากพูดให้เห็นภาพง่าย ๆ NAND ก็คือ “พื้นที่เก็บของ” ในอุปกรณ์ของเรา
รายงานจาก Morgan Stanley ระบุว่า
Apple สามารถล็อกการเข้าถึง NAND ได้เพียงพอจนถึงไตรมาส 1 ปี 2026 (Q1 2026) แล้ว ซึ่งถือเป็นข่าวดีมากในช่วงที่ตลาดหน่วยความจำทั่วโลกยังผันผวน
อย่างไรก็ตาม เรื่องยังไม่จบง่าย ๆ เพราะ
-
ซัพพลายเออร์รายสำคัญอย่าง KIOXIA (อดีต Toshiba Memory)
-
มีแนวโน้มจะ ขึ้นราคา NAND ให้กับ Apple ทันทีที่มีการเซ็นสัญญาระยะยาวฉบับใหม่
พูดง่าย ๆ คือ ถึงจะมีของใช้แน่ ๆ แต่ราคาก็อาจไม่ถูกเหมือนเดิม
DRAM ยังเจรจาไม่จบ และอาจแพงขึ้นแรงกว่า 50%
ถัดมาคือฝั่ง DRAM ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่ใช้ในการประมวลผลแบบเรียลไทม์ เช่น การเปิดแอป การสลับหน้าจอ หรือการเล่นเกม
ที่ผ่านมา Apple ถือว่า “กินบุญเก่า” อยู่พอสมควร เพราะ
-
เคยทำสัญญา DRAM ระยะยาวในราคาที่ค่อนข้างดีมาก
-
ต่ำกว่าราคาตลาด (Spot Market) อย่างเห็นได้ชัด
แต่ในรอบการเจรจาใหม่สำหรับ Q1 2026 ซัพพลายเออร์ DRAM เริ่มไม่ยอมง่าย ๆ แล้ว
Morgan Stanley มองว่า
-
ผู้ผลิตหน่วยความจำจะพยายาม “ปิดช่องว่าง” ระหว่างราคาสัญญาระยะยาวกับราคาตลาด
-
ด้วยการ ขึ้นราคา DRAM แบบก้าวกระโดด
ผลที่คาดคือ
👉 Apple อาจต้องยอมรับ การขึ้นราคา DRAM มากกว่า 50% แบบไตรมาสต่อไตรมาส (Sequential Price Hike)
เพื่อแลกกับการการันตีซัพพลายในอนาคต
TSMC ยอมอ่อนข้อให้ Apple ขึ้นราคาแค่นิดเดียว
ในขณะที่ฝั่งหน่วยความจำค่อนข้างตึงเครียด
ฝั่งโรงงานผลิตชิปอย่าง TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
TSMC คือผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นพาร์ตเนอร์หลักของ Apple Silicon มายาวนาน
Morgan Stanley ระบุว่า
-
TSMC เตรียมขึ้นราคาค่าเวเฟอร์ (Wafer Price) สำหรับเทคโนโลยีระดับสูง
-
แต่ ขึ้นราคาให้ Apple แค่ระดับเลขหลักเดียวต่ำ ๆ (Low-Single Digit)
ในขณะที่
- ลูกค้ารายอื่นต้องเจอกับการขึ้นราคาแบบ Mid-Single Digit
สาเหตุสำคัญคือ
-
Apple เป็นลูกค้ารายใหญ่ระดับ “สั่งผลิตเป็นล้าน ๆ ชิ้น”
-
มีอำนาจต่อรองสูงมากในเชิงปริมาณ (Volume-Based Leverage)
สรุปชัด ๆ ชิป A20 แพงขึ้น 30% ไม่ใช่ 80% อย่างที่เคยลือ
จากปัจจัยทั้งหมด
Morgan Stanley สรุปว่า ชิป A20 รุ่นใหม่ ซึ่งจะใช้กระบวนการผลิต 2nm (N2) ของ TSMC
จะมีต้นทุนสูงขึ้นประมาณ 30% เมื่อเทียบกับชิป A19 ที่ใช้เทคโนโลยี 3nm
ตัวเลขนี้
-
ต่ำกว่าข่าวลือก่อนหน้าอย่างมาก
-
และถือว่ายังอยู่ในระดับที่ Apple “บริหารจัดการได้”
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Economic Daily ของไต้หวัน เคยรายงานว่า
-
ชิป A20 อาจมีต้นทุนสูงถึง 280 ดอลลาร์ต่อชิ้น
-
หรือแพงขึ้นถึง 80% เมื่อเทียบกับ A19
สาเหตุที่เคยถูกอ้างถึง ได้แก่
-
เงินเฟ้อในตลาดหน่วยความจำ
-
การใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง
-
Nanosheet Transistor รุ่นแรก
-
และ Ultra-high-efficiency metal interlayer capacitors
ในกระบวนการผลิต N2P
-
แต่ข้อมูลล่าสุดจาก Morgan Stanley ชี้ว่า
อำนาจต่อรองของ Apple กับ TSMC ช่วย “กดราคา” ลงมาได้มากกว่าที่คาด
แล้วผู้ใช้ทั่วไปต้องกังวลไหม iPhone จะแพงขึ้นหรือเปล่า?
คำถามสำคัญที่หลายคนอยากรู้คือ
ต้นทุนชิปแพงขึ้น = iPhone จะแพงขึ้นไหม?
คำตอบคือ
-
ยังไม่มีข้อสรุปตรง ๆ ว่า Apple จะผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภคมากแค่ไหน
-
แต่จากประวัติที่ผ่านมา Apple มักเลือก
-
ดูดซับต้นทุนบางส่วน
-
ปรับโครงสร้างรุ่น
-
หรือเพิ่มฟีเจอร์เพื่อทำให้ราคาดู “สมเหตุสมผล”
-
อย่างน้อยในมุมของนักวิเคราะห์
-
การที่ต้นทุนเพิ่ม “แค่” 30%
-
ถือว่ายังไม่รุนแรงพอจะทำให้ราคาขายพุ่งแบบก้าวกระโดดทันที
มองไกลกว่านั้น Apple วางแผนอะไรต่อ?
นอกจากเรื่องชิป
Morgan Stanley ยังเผยข้อมูลน่าสนใจอื่น ๆ ด้วย เช่น
-
Apple อาจขยับไปใช้ กล้องความละเอียด 200MP กับ iPhone 21 ในปี 2028
-
และกำลังพิจารณาเพิ่ม STMicroelectronics
เป็นซัพพลายเออร์ LiDAR Sensor เพิ่มเติม -
จากเดิมที่พึ่งพา Sony เพียงรายเดียว
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า
Apple กำลังพยายาม
-
กระจายความเสี่ยงของซัพพลายเชน
-
คุมต้นทุนระยะยาว
-
และรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีเอาไว้ให้มากที่สุด
บทสรุป Apple ยังเกมเหนือ แม้ต้นทุนสูงขึ้น
โดยภาพรวม ข่าวนี้แสดงให้เห็นชัดว่า
-
อุตสาหกรรมชิปและหน่วยความจำยังตึงตัว
-
ต้นทุนเพิ่มขึ้นจริง โดยเฉพาะ DRAM
-
แต่ Apple ยังใช้ “พลังต่อรองระดับโลก” คุมสถานการณ์ได้ดี
ชิป A20 อาจแพงขึ้น
แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต
และยังเปิดทางให้ Apple เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมต่อไปได้
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผู้ใช้ทั่วไปควรจับตาคือ
-
Apple จะบาลานซ์ระหว่างต้นทุน เทคโนโลยี และราคาขายได้ดีแค่ไหน
-
และ iPhone รุ่นอนาคตจะ “คุ้มค่า” กับเงินที่จ่ายหรือไม่
ซึ่งคำตอบนั้น คงต้องรอดูกันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ที่มา wccftech
แนะนำสำหรับคุณ
Digital Trends กำลังมาแรง | การแข่งขัน Valorant Champions Tournament ปี 2025 กำลังดำเนินอยู่! เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านอีสปอร์ตใช้อุปกรณ์ 4K อะไรบ้าง? มาดูกัน!
เปิดโลกบ้านอัจฉริยะกับ Xiaomi
หัวข้อพิเศษเดือนกันยายน|ก้าวสู่อนาคต: การประชุมของ Apple ในเครื่องนี้จะมีคุณสมบัติเด่นอะไรเป็นหลักงการรับรู้อัจฉริยะของเรา?
Bluetooth Earphone|ปลดปล่อยตัวเองจากข้อจำกัด: พร้อมฟังเสียงที่ไร้ขอบเขตในทุกการเดินทาง
🍓 เริ่มต้นเช้าที่ดี ด้วยอาหารง่ายๆ จาก “เครื่องปั่นอเนกประสงค์”
รีวิวโปรเจ็กเตอร์ Magcubic: เปลี่ยนบ้านให้เป็นโรงหนังส่วนตัว


