ศูนย์การค้าใหม่ในกรุงเทพ พลิกเมืองด้วยแบรนด์หรูและมิกซ์ยูส

ศูนย์การค้าใหม่ในกรุงเทพ พลิกเมืองด้วยแบรนด์หรูและมิกซ์ยูส
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กรุงเทพกำลังเปลี่ยน: จากช้อปปิ้งสตรีทสู่เมืองแบรนด์หรูแบบครบวงจร

การทรานส์ฟอร์มย่านค้าปลีกในกรุงเทพคือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ของผู้พัฒนาอย่างศูนย์การค้าเซ็นทรัล เดอะมอลล์ และเมกาบางนา ที่นำเงินทุนจำนวนมหาศาลลงสู่ศูนย์การค้าใหม่และโครงการมิกซ์ยูส เพื่อยกระดับเมืองให้กลายเป็นพื้นที่รวมแบรนด์หรูเมืองไทย ไลฟ์สไตล์และประสบการณ์ใช้ชีวิตในที่เดียว ทั้งในทำเลใจกลางเมืองและชานเมือง โดยศูนย์การค้าไม่ได้เป็นเพียงที่จับจ่าย แต่กลายเป็นพื้นที่พบปะ ทำงาน พักผ่อน และสร้างวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคนทุกเจเนอเรชันอย่างแท้จริง ในภาพรวม การแข่งขันไม่ใช่เรื่องส่วนลดอีกต่อไป แต่คือการออกแบบประสบการณ์ตั้งแต่การเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ไปจนถึงการคัดสรรแบรนด์และโซนไลฟ์สไตล์ ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และกลุ่มกำลังซื้อสูงที่มองศูนย์การค้าเป็น “เมืองย่อส่วน” มากกว่าห้างสรรพสินค้าแบบเดิม โดยเฉพาะในย่านบางกะปิ บางแค สยามสแควร์ และโซนตะวันออกที่กำลังกลายเป็นสนามรบของทุนค้าปลีกรายใหญ่.

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกโครงการเลือกเดินเกมคล้ายกันแต่คนละสนาม: เซ็นทรัลพัฒนาผูกพันธมิตรต่างชาติสร้างมิกซ์ยูสระดับโลกใจกลางเมือง เดอะมอลล์ทำรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น ขณะที่เมกาบางนาในโซนชานเมืองยึดฐานครอบครัวและคนใช้รถยนต์ ด้วยตัวเลขแทรฟฟิกสิบล้านคนต่อปี พิสูจน์ว่ากำลังซื้อชานเมืองไม่แพ้ซีบีดี แนวโน้มนี้ส่งผลให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น แต่ก็จะเห็นความต่างระหว่างศูนย์การค้าที่ “เข้าใจชีวิต” กับศูนย์ที่มุ่งขายพื้นที่เช่าเป็นหลักอย่างชัดเจน.

SpecAB
ภาพรวมตลาดเน้นมิกซ์ยูสและไลฟ์สไตล์ครบวงจรแข่งขันกันด้านแบรนด์และประสบการณ์
กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคนรุ่นใหม่และกำลังซื้อสูงครอบครัวและทุกเจเนอเรชัน
ทำเลใจกลางเมืองและชานเมืองตะวันออก-ตะวันตกเชื่อมระบบขนส่งและที่อยู่อาศัย
ศูนย์การค้าใหม่ในกรุงเทพ พลิกเมืองด้วยแบรนด์หรูและมิกซ์ยูส

CenTRal cENtrAL: หัวหาดปทุมวันถูกรีดีไซน์ให้เป็นศูนย์กลางโลกสร้างสรรค์

การร่วมทุนของเซ็นทรัลพัฒนากับ Mitsubishi Estate เปิดตัวโครงการมิกซ์ยูส ‘CenTRal cENtrAL’ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 7 ไร่บริเวณสี่แยกปทุมวัน คือสัญญาณชัดว่ากรุงเทพกำลังถูกออกแบบใหม่ให้เป็นเมืองแบรนด์หรูและคอนเทนต์สร้างสรรค์ แนวคิด Next-Gen Mixed-Use ของโครงการนี้ชัดเจนว่าไม่มองศูนย์การค้าเซ็นทรัลเป็นแค่ที่ช้อป แต่เป็น “พื้นที่ใช้ชีวิตและสร้างวัฒนธรรมใหม่ของเมือง” ซึ่งหากทำได้จริง จะพลิกย่านสยามสแควร์จากแหล่งวัยรุ่นและแฟชั่นให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจครีเอทีฟ. โครงการวางแผนเปิดศูนย์การค้าในไตรมาส 2 ปี 2027 ตามด้วยอาคารสำนักงานในไตรมาส 4 ปีเดียวกัน และโรงแรมลักชัวรี 25hours Hotel ในไตรมาส 1 ปี 2029 ที่เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและมืออาชีพระดับโลก การออกแบบฟาซาดด้วยแรงบันดาลใจจากผ้าแฟชั่นของสยามสะท้อนว่าผู้พัฒนาเห็นคุณค่าของดีเอ็นเอท้องถิ่น และเลือกใช้เป็นทุนทางวัฒนธรรม.

จุดแข็งอีกด้านคือฐานผู้ใช้รอบโครงการกว่า 1.2 ล้านคน พร้อมนักท่องเที่ยวที่มาเยือนย่านนี้ราว 50 ล้านคนต่อปี ประกอบกับพื้นที่ภายในกว่า 141,000 ตารางเมตรที่เตรียมรองรับแบรนด์ดังกว่า 300 แบรนด์ และโซนพื้นที่สาธารณะสร้างสรรค์กว่า 3,400 ตารางเมตรสำหรับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ โครงสร้างแบบนี้ทำให้ CenTRal cENtrAL ถูกออกแบบมาให้เป็นแม่เหล็กหลักของเครือข่ายย่านราชประสงค์–เซ็นทรัลเวิลด์ และเสริมภาพลักษณ์ว่าศูนย์การค้าเซ็นทรัลคือผู้นำการพัฒนาย่านเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ผู้เช่าพื้นที่ค้าปลีก.

“โครงการ Next-Gen Mixed-Use มูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท บนทำเลทอง 7 ไร่ ย่านสยามสแควร์ บริเวณสี่แยกปทุมวัน” เป็นคำประกาศที่สะท้อนความมั่นใจของผู้พัฒนาว่ากรุงเทพมีศักยภาพจะยืนข้างมหานครระดับโลกได้ หากย่านค้าปลีกถูกยกระดับให้เป็นศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์อย่างที่ตั้งเป้าไว้.

ศูนย์การค้าใหม่ในกรุงเทพ พลิกเมืองด้วยแบรนด์หรูและมิกซ์ยูส

M Life store บางกะปิ–บางแค: เดอะมอลล์ยกระดับจากห้างชุมชนสู่เมืองพรีเมียม

เดอะมอลล์เลือกตอบเมืองที่ขยายตัวด้วยการรีแบรนด์ยกชุดสาขาบางกะปิและบางแค ภายใต้ชื่อ ‘M Life store’ เปลี่ยนภาพจากห้างชุมชนเป็น “A Happy Place To Live life” และวางโพสิชั่นใหม่เป็น “Capital of Life Wonders มหานครแห่งใหม่” สิ่งนี้สะท้อนว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่เพิ่มยอดขาย แต่คือการดึงกลุ่มกำลังซื้อสูง B+ ถึง A- เข้าสู่ระบบนิเวศค้าปลีกของตน โดยใช้แบรนด์ดังและประสบการณ์เอนเตอร์เทนเมนต์เป็นแม่เหล็ก. ก่อนรีโนเวต ยอดแทรฟฟิกของสองสาขารวมอยู่ที่ 40 ล้านคนต่อปี แต่หลังเปิดโฉมใหม่ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50 ล้านคนต่อปี เฉพาะบางกะปิคาดว่าจะรับผู้ใช้บริการ 28–30 ล้านคนต่อปี หรือราว 70,000–100,000 คนต่อวัน ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่าหากออกแบบให้ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชัน ศูนย์การค้าในย่านอยู่อาศัยหนาแน่นไม่จำเป็นต้องแพ้ทำเลใจกลางเมือง.

เดอะมอลล์อ่านเกมเมืองขยายได้แม่นยำ: รถไฟฟ้าหลายสายมาถึง ทำให้รัศมีลูกค้าไม่ได้จำกัดแค่ 5–10 กิโลเมตรอีกต่อไป แต่กินทั้งคอมมูนิตี้ใหม่และลูกค้าขาจรที่เดินทางผ่าน การลงทุนรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตกแต่งห้างให้สวยขึ้น แต่คือการจัดใหม่ทั้ง Journey ของลูกค้า ตั้งแต่โซนแฟชั่น บิวตี้ ไลฟ์สไตล์ เอนเตอร์เทนเมนต์ ฟู้ด ไปจนถึงดิจิทัลและสุขภาพ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าสามารถใช้เวลานาน ๆ ได้ในโซนของตนเอง. ในแผน Grand Opening และช่วงเทศกาล เดอะมอลล์ทุ่มงบ 1,000 ล้านบาทเพื่อสร้างการรับรู้ทุกช่องทาง พร้อมเพิ่มอีเวนต์เป็น 600 งาน จากเดิม 200 งานในปี 2024 เพื่อให้ศูนย์การค้ากลายเป็น “ที่นัดพบ” ไม่ใช่ที่แค่เดินผ่าน.

สิ่งที่น่าคิดคือ เดอะมอลล์กำลังพยายามเขียนความหมายใหม่ให้คำว่า “ห้าง” ในสายตาชาวบางกะปิและบางแค จากพื้นที่ซื้อของรายวันไปสู่สถานที่ที่คนทุกวัยมาใช้ชีวิต พบเพื่อน ดูหนัง กินข้าว ทำกิจกรรม และสร้างความทรงจำ ขณะที่การดันแบรนด์หรูเมืองไทยและแบรนด์ต่างชาติให้แน่นขึ้น ย่อมช่วยยืนยันว่าศูนย์การค้าชานเมืองสามารถเป็นจุดหมายของคนกำลังซื้อสูงได้ ไม่แพ้ห้างในย่านซีบีดี.

ศูนย์การค้าใหม่ในกรุงเทพ พลิกเมืองด้วยแบรนด์หรูและมิกซ์ยูส

เมกาบางนาและสนามเด็กเล่นในร่ม: ชานเมืองที่พิสูจน์พลังค้าปลีกด้วยประสบการณ์

เมกาบางนาเป็นตัวอย่างชัดว่าศูนย์การค้านอกซีบีดี หากจับทิศทางถูก ก็สามารถกลายเป็นเมืองค้าปลีกได้ ศูนย์การค้าเมกาบางนารองรับลูกค้าปีละมากกว่า 53 ล้านคน แม้ไม่ได้ตั้งอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ ปี 2566 มีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 120,000 คนต่อวันในวันธรรมดา และมากกว่า 220,000 คนต่อวันในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10% ถือเป็นตัวเลขสูงสุดตั้งแต่เปิดให้บริการมา จุดแข็งคือทำเลที่เชื่อมหลายจังหวัด และฐานลูกค้าครอบครัวที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวถึง 78%. เมกาบางนาอ่านพฤติกรรมลูกค้าได้ว่า คนไม่ได้มาห้างแค่ซื้อสินค้า แต่ต้องการใช้เวลา จึงลงแรงสร้างคอมมูนิตี้ โซนพักผ่อน และอีเวนต์ตลอดปี ทั้งคอนเสิร์ตปีใหม่ Mega Countdown งานดนตรีและหนังกลางสวน Mega Music & Movie in the park งานวันเด็ก Mega Kids World และงานสงกรานต์ Mega Songkran เพื่อให้ศูนย์การค้ากลายเป็นจุดหมายของกิจกรรมในทุกฤดูกาล.

ในอีกด้าน หนึ่งในแม่เหล็กสำคัญของย่านบางกะปิที่สะท้อนแนวคิด “ประสบการณ์มาก่อนสินค้า” คือ Mega Harborland สนามเด็กเล่นขนาดใหญ่กว่า 12,000 ตารางเมตร ที่ออกแบบให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เล่นร่วมกัน ในธีม Aqua World ครอบคลุมทั้งโซนในร่มและกลางแจ้ง มีไฮไลต์เป็น Harbor Island สวนน้ำกลางแจ้งมาตรฐานยุโรป เมื่อจับคู่กับโรงภาพยนตร์ Bangkapi Cineplex ที่ติดตั้งเทคโนโลยี IMAX with Laser ความคมชัดสูง ศูนย์การค้าจึงเปลี่ยนจากที่ซื้อของเป็นฮับเอนเตอร์เทนเมนต์เต็มรูปแบบ. กลยุทธ์แบบนี้ตอบโจทย์ยุคที่การซื้อของออนไลน์ทำให้ห้างไม่ใช่ที่ช้อปปิ้งหลักอีกต่อไป ผู้เล่นที่เข้าใจว่าจะดึงคนให้ออกจากหน้าจอได้อย่างไรด้วยสนามเด็กเล่น โรงหนัง และกิจกรรมในพื้นที่จริง จะเป็นผู้ชนะในเกมค้าปลีกระยะยาว.

คำกล่าวที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ดีคือ “ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จอยู่ที่ราว 4,500 บาทขึ้นไป” ในกลุ่มสมาชิก Mega Smile Rewards ที่มีสถานะ Active 35% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป แปลว่าลูกค้าที่ตัดสินใจเดินทางมาศูนย์การค้าตะวันออกนี้ไม่ใช่แค่แวะ แต่ตั้งใจใช้เวลาพร้อมใช้จ่ายจริง.

ศูนย์การค้าใหม่ในกรุงเทพ พลิกเมืองด้วยแบรนด์หรูและมิกซ์ยูส

ใครได้ประโยชน์จากเมืองแบรนด์หรู และผู้บริโภคควรตั้งคำถามอะไรต่อไป

เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นภาพชัดว่าเมืองกำลังถูกออกแบบโดยทุนค้าปลีก: CenTRal cENtrAL ปรับหัวใจสยามให้เป็นมิกซ์ยูสสร้างสรรค์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลขยายบทบาทจากห้างไปเป็นผู้พัฒนาย่าน เดอะมอลล์รีแบรนด์ M Life store ดึงกำลังซื้อสูงในย่านอยู่อาศัย ขณะที่เมกาบางนาพิสูจน์ให้เห็นว่าชานเมืองมีศักยภาพสร้างตัวเลขคนเดินถึง 53 ล้านคนต่อปีได้ แนวโน้มทั้งหมดชี้ไปที่การยกระดับประสบการณ์เป็นพรีเมียม พร้อมผลักดันแบรนด์หรูเมืองไทยและต่างชาติให้แน่นยิ่งขึ้นในแต่ละศูนย์การค้าใหม่. ผลดีคือคนเมืองมีตัวเลือกมากขึ้น ได้ใช้พื้นที่สาธารณะที่ออกแบบดีขึ้น สะดวกขึ้น และเต็มไปด้วยไลฟ์สไตล์หลากหลาย แต่คำถามที่ควรตั้งคือ เมืองในแบบฉบับทุนค้าปลีกจะเปิดรับพื้นที่สำหรับชุมชน ผู้ประกอบการรายเล็ก และกิจกรรมที่ไม่เน้นการจับจ่ายได้มากแค่ไหน หรือเรากำลังเดินสู่ยุคที่พื้นที่คุณภาพในเมืองถูกผูกขาดอยู่หลังประตูศูนย์การค้าเป็นหลัก.

ในฐานะผู้บริโภค การใช้ประโยชน์จากการขยายร้านค้า Bangkok และศูนย์การค้าใหม่เหล่านี้ควรมาพร้อมการตั้งใจเลือกใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า เช่น ใช้โซนพบปะ ทำงานร่วม และกิจกรรมครอบครัว ไม่ให้การเดินห้างจำกัดอยู่ที่การบริโภคอย่างเดียว ขณะเดียวกัน การสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นที่เข้าไปอยู่ในระบบนิเวศเหล่านี้ก็สำคัญ เพื่อไม่ให้การยกระดับสู่โลกของแบรนด์หรูเมืองไทยหมายถึงการถูกแทนที่ของผู้ประกอบการรายเล็กทั้งหมด. ท้ายที่สุด เมืองถูกกำหนดโดยคนที่ใช้มัน ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เดอะมอลล์ และเมกาบางนาอาจเป็นผู้จุดประกาย แต่พฤติกรรมของเราในพื้นที่เหล่านี้ต่างหากที่จะบอกว่ากรุงเทพจะกลายเป็นเมืองแห่งการช้อปปิ้งเท่านั้น หรือเป็นเมืองแห่งการใช้ชีวิตที่สมดุลระหว่างการจับจ่าย การพบปะ และการสร้างสรรค์.

ศูนย์การค้าใหม่ในกรุงเทพ พลิกเมืองด้วยแบรนด์หรูและมิกซ์ยูส

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!