ไทยเที่ยวไทยพลัสใหม่ เกมกระตุ้นเที่ยวในประเทศที่เขย่ากติกาโรงแรม

ไทยเที่ยวไทยพลัสใหม่ เกมกระตุ้นเที่ยวในประเทศที่เขย่ากติกาโรงแรม
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไทยเที่ยวไทยพลัสคืออะไร และเหตุใดรอบนี้จึงน่าจับตา

โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสคือมาตรการกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวในประเทศผ่านการสนับสนุนค่าที่พักจากภาครัฐ โดยใช้เงินงบประมาณเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ควบคู่กับการอัดฉีดสภาพคล่องให้ภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เชื่อมโยงกับการเดินทางในประเทศ ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เป้าหมายสำคัญคือให้เงินหมุนเวียนในระบบและพยุงการจ้างงานในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีการแข่งขันสูง

สาระที่ทำให้ไทยเที่ยวไทยพลัสรอบใหม่น่าจับตา ไม่ใช่แค่งบประมาณเฟสแรกที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,750 ล้านบาทเท่านั้น แต่คือการออกแบบเงื่อนไขสิทธิโรงแรมไทยที่เลือกสนับสนุนโรงแรมขนาดกลางและเล็กเป็นหลัก รวมถึงไทม์ไลน์การเริ่มโครงการที่วางกรอบให้เริ่มดำเนินการภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวในประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเชิงงบประมาณอย่างเดียว แต่สะท้อนมุมมองเชิงนโยบายว่ารัฐอยากเทน้ำหนักไปที่ใครในห่วงโซ่การท่องเที่ยว

ตามคำชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เงื่อนไขการใช้เงิน แผนดำเนินงาน และกรอบระยะเวลาโครงการยังอยู่ระหว่างการสรุป และยังไม่ได้เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังเห็นคือโครงร่างนโยบายที่ยังมีพื้นที่ให้ต่อรองและปรับแก้ แต่ทิศทางหลักเริ่มชัดว่ารัฐต้องการใช้โครงการนี้เป็นเครื่องมืออัดฉีดดีมานด์ในประเทศเพื่อชดเชยการชะลอตัวบางส่วนของตลาดต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันลดลงประมาณ 2-3% แต่ยังคาดว่าทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมากกว่า 33 ล้านคน

งบประมาณท่องเที่ยว 1,750 ล้าน กับความหวังเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้าน

แกนกลางของโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส คือการใช้งบประมาณภาครัฐเป็นหัวเชื้อให้เกิดเงินสะพัดหลายชั้นในระบบเศรษฐกิจ งบเฟสแรกที่คาดว่าจะประมาณ 1,750 ล้านบาท ไม่ได้ตั้งใจหยุดอยู่แค่ยอดจ่ายตรงของรัฐ แต่ถูกออกแบบให้ดึงการใช้จ่ายส่วนเพิ่มจากนักท่องเที่ยวในประเทศและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เป้าหมายที่รัฐมนตรีการท่องเที่ยวและกีฬาใช้สาธิต คือคาดว่าเม็ดเงินจะหมุนเวียนในระบบไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้บอกชัดว่ารัฐกำลังมองไทยเที่ยวไทยพลัสในฐานะเครื่องมือคูณแรงทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่สวัสดิการการพักผ่อน

หากมองเชิงโครงสร้าง งบประมาณท่องเที่ยวก้อนนี้จะไหลผ่านห่วงโซ่เศรษฐกิจหลายแกน ทั้งโรงแรมและที่พัก ภาคบริการ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมถึงธุรกิจเสริมอย่างขนส่งและร้านอาหาร การตั้งเป้าเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ทำให้เห็นว่ารัฐคาดหวังอัตราคูณทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงต่อหนึ่งบาทที่ลงไปในโครงการ คำถามเชิงนโยบายคือ การจำกัดสิทธิบางประเภทของโรงแรมจะช่วยให้การกระจายผลประโยชน์กว้างขึ้นจริง หรือกลับทำให้อัตราคูณโดยรวมลดลงเพราะโครงการถูกใช้ไม่เต็มศักยภาพ

น่าสนใจว่าทิศทางด้านดีมานด์จากต่างชาติ แม้จะชะลอลงราว 2-3% แต่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬายังคงประเมินทั้งปีไว้มากกว่า 33 ล้านคน ขณะเดียวกันยังมีแผนเปิดเส้นทางบินใหม่จากหลายประเทศ ซึ่งควรช่วยเสริมดีมานด์เข้ามา แต่การเลือกผลักไทยเที่ยวไทยพลัสช่วงไตรมาสสุดท้ายสะท้อนว่ารัฐไม่อยากพึ่งพิงตลาดต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งเป็นท่าทีที่ผู้ประกอบการในประเทศจำนวนมากรอคอยมานาน ต่อให้โครงการยังไม่ถูกอนุมัติอย่างเป็นทางการ การเตรียมแผนให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนก็บอกทิศทางชัดว่ารัฐพร้อมจะเร่งเครื่องถ้าสัญญาณไฟเขียวมาถึงทันเวลา

เงื่อนไขสิทธิโรงแรมไทย: ช่วยเอสเอ็มอีหรือกีดกันผู้เล่นรายใหญ่

จุดถกเถียงแรงที่สุดของโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสไม่ใช่เรื่องรูปแบบสนับสนุนว่าจะเป็น Co-payment หรือ Flat Rate แต่คือคำถามว่าใครมีสิทธิ์ขายห้องพักในโครงการ จากข้อมูลล่าสุด โครงการมีเงื่อนไขที่จะสนับสนุนโรงแรมขนาดกลางและเล็ก หรือเอสเอ็มอี โดยใช้เกณฑ์รายได้ต่อปีไม่เกิน 300 ล้านบาทตามนิยามของหน่วยงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หากกรอบนี้ถูกใช้จริง โรงแรมใหญ่ เจ้าของที่มีหลายโรงแรม หรือโรงแรมที่ใช้เชนบริหารหลายแห่งจะถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส 2569

สมาคมโรงแรมไทยไม่รอให้เกณฑ์นี้กลายเป็นข้อเท็จจริง ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอให้ทบทวนหลักเกณฑ์ดังกล่าว เหตุผลหลักคือโรงแรมทุกขนาดต่างเสียภาษีเท่าเทียม และภาษีเหล่านี้เองที่ถูกนำมาใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส 2569 วงเงิน 1,750 ล้านบาทตามที่สมาคมอ้าง มุมมองนี้ชี้ให้เห็นปัญหาความชอบธรรมเชิงภาษี: เมื่อทุกคนจ่ายเข้ากองกลาง เหตุใดจึงเปิดสิทธิ์ให้เฉพาะบางกลุ่มใช้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นตลาดเดียวกัน

นายกสมาคมโรงแรมไทยย้ำว่า "โรงแรมทุกขนาดควรมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการอย่างเท่าเทียม เนื่องจากทุกแห่งต่างเสียภาษี" พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคนส่วนใหญ่อาจไม่ได้เลือกพักโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีราคาสูงอยู่แล้ว และโรงแรมใหญ่จำนวนหนึ่งอาจไม่สะดวกเข้าร่วมเพราะช่วงเริ่มโครงการตรงกับไฮซีซันที่มียอดจองล่วงหน้าอยู่แล้ว นี่คือการโต้แย้งที่สำคัญ เพราะสะท้อนว่าการเปิดสิทธิ์ให้โรงแรมทุกขนาดไม่ได้หมายความว่าเม็ดเงินจะไหลไปกองที่ผู้เล่นรายใหญ่ทั้งหมด แต่เป็นการรักษาเสรีภาพการเลือกของนักท่องเที่ยว โดยปล่อยให้โครงสร้างตลาดจริงเป็นตัวกำหนดว่าใครได้ส่วนแบ่งเท่าใด

คนงบน้อย นักท่องเที่ยวในประเทศ และสงครามโมเดล Co-payment vs Flat Rate

แก่นของโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส คือการจูงใจนักท่องเที่ยวในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่ใส่ใจงบประมาณ ให้ตัดสินใจเดินทางและพักค้างคืนมากขึ้น ผ่านการช่วยจ่ายค่าที่พักบางส่วน โครงสร้างนี้ถูกพิสูจน์มาแล้วจากโครงการในอดีตว่าทำให้คนวางแผนเที่ยวมากกว่าปกติ แต่รอบใหม่นี้ยังต้องลุ้นว่ารัฐจะเลือกแนวทางสนับสนุนแบบใด ระหว่างอัตราเดียว อัตราคงที่ (Flat Rate) หรือการสนับสนุนแบบ Co-payment ในสัดส่วน 50:50 หรือ 60:40 ซึ่งแต่ละโมเดลให้ผลกระทบต่อผู้บริโภคและโรงแรมต่างกันชัดเจน และสะท้อนมุมมองต่อการควบคุมราคาตลาดของรัฐด้วย

มีข้อเสนอให้กำหนดราคาแบบ Flat Rate เช่น การสนับสนุนค่าที่พักคงที่ต่อห้องต่อคืน ไม่ว่าราคาห้องพักจริงจะเป็นเท่าใด เพราะกังวลว่าโรงแรมอาจปรับขึ้นราคาห้องพักหากเลือกโมเดลอื่น ฝั่งเอกชนด้านท่องเที่ยวที่ร่วมในคณะกรรมการของกระทรวงการท่องเที่ยวกลับมองว่าหลักการ Co-payment ที่รัฐและประชาชนร่วมกันจ่าย เป็นรูปแบบที่ถูกต้องและเคยใช้ในโครงการก่อนหน้าอย่างได้ผล ทำให้สื่อสารกับประชาชนได้ง่ายและผู้ใช้สิทธิ์คุ้นเคย ในมุมคนงบน้อย โมเดล Co-payment ที่ชัดเจนและโปร่งใสมีแนวโน้มสร้างแรงจูงใจสูงกว่า เพราะคนเห็นภาพส่วนที่รัฐช่วยออกให้ และส่วนที่ตัวเองต้องจ่ายทันที

อีกประเด็นที่สมาคมโรงแรมไทยย้ำคือความต้องการมีส่วนร่วมออกแบบระบบลงทะเบียนและระบบหลังบ้านการจอง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เช่น วันหยุดที่ไม่ตรงกับความต้องการของธุรกิจโรงแรม ปัญหาการตั้งราคา หรือการใช้แพลตฟอร์ม OTA ต่างชาติที่เรียกเก็บค่าคอมมิชชันสูง ถ้ารัฐต้องการให้ไทยเที่ยวไทยพลัสตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในประเทศที่ใส่ใจค่าใช้จ่ายจริง การจำกัดต้นทุนที่มองไม่เห็นอย่างค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม และการออกแบบระบบให้ใช้งานง่าย จะสำคัญไม่แพ้ตัวเลขส่วนลดต่อคืน ปล่อยให้ผู้บริโภคเลือกโรงแรมได้หลากหลายแต่ภายใต้กติกาที่แฟร์ต่อทั้งคนเที่ยวและผู้ประกอบการ น่าจะสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นดีมานด์และการรักษาความยั่งยืนของธุรกิจมากกว่า

บทสรุป: ไทยเที่ยวไทยพลัสจะเป็นมาตรการแบ่งแยกหรือฟื้นทั้งระบบ

เมื่อมองภาพรวม ไทยเที่ยวไทยพลัสกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ด้านหนึ่งโครงการนี้มีศักยภาพสูง งบประมาณเฟสแรกที่คาดไว้ประมาณ 1,750 ล้านบาท กับเป้าหมายเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท สามารถช่วยพยุงธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในประเทศให้ผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านของตลาดต่างชาติที่ยังผันผวนได้ อีกด้านหนึ่ง การออกแบบเงื่อนไขสิทธิโรงแรมที่จำกัดเฉพาะเอสเอ็มอีและตัดโรงแรมใหญ่กับเชนออกไป กำลังสร้างรอยร้าวในอุตสาหกรรมที่ควรจะเดินไปในทิศทางเดียวกันเพื่อดึงคนกลับมาเที่ยวในประเทศให้มากที่สุด

หัวใจของนโยบายสาธารณะที่ดี ไม่ควรอยู่ที่การเลือกผู้ชนะ–ผู้แพ้ แต่ควรอยู่ที่การสร้างสนามที่ยุติธรรมให้ผู้เล่นทุกกลุ่มแข่งกันเสนอคุณค่าแก่ผู้บริโภค ในกรณีไทยเที่ยวไทยพลัส การเปิดสิทธิ์ให้โรงแรมทุกระดับเข้าร่วม แล้วใช้เครื่องมืออย่างเพดานสนับสนุนต่อห้องต่อคืน หรือโมเดล Co-payment ที่ชัดเจน ควบคู่กับระบบลงทะเบียนที่รัดกุม น่าจะให้ผลทั้งในแง่การกระตุ้นนักท่องเที่ยวในประเทศและการกระจายเม็ดเงินได้ดีกว่าการกีดกันเชิงโครงสร้าง หากรัฐฟังเสียงจากสมาคมโรงแรมและภาคเอกชนอย่างจริงจัง ปรับเกณฑ์ให้สะท้อนหลัก "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ไทยเที่ยวไทยพลัสมีโอกาสจะกลายเป็นตัวอย่างของมาตรการท่องเที่ยวที่ทั้งช่วยคนงบน้อยและฟื้นความเชื่อมั่นของธุรกิจในคราวเดียวกัน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!